บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
282
3 นาที
6 มกราคม 2569
อวสานตึกธนาคาร ความงดงามที่ไม่เหลือ
 

สมัยก่อนลูกหลานบ้านไหนได้ทำงานธนาคารนี่ถือว่ามีหน้ามีตาและเป็นที่ยอมรับนับถือสูงมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการได้สวมใส่ยูนิฟอร์มที่สุภาพเรียบร้อย แต่งกายดี บุคลิกน่าเชื่อถือ และธนาคารมักตั้งอยู่ในอาคารที่โดดเด่น
 
ในส่วนของผลตอบแทนและสวัสดิการก็ดีเยี่ยมไม่แพ้กัน พนักงานธนาคารในยุคนั้นมักได้เงินเดือนสูง + โบนัสที่น่าพอใจ (บางธนาคารอาจจ่ายโบนัส 4-6เดือน) ยังไม่นับรวมสวัสดิการในเรื่องสุขภาพ การรักษาพยาบาล และโอกาสในการกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราพิเศษ
 
แต่มาถึงในยุคปัจจุบัน พนักงานและธนาคารก็ยังคงอยู่ เพียงแต่มีความแตกต่างจากในอดีตมาก จากที่เคยเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจและเป็นผู้คุมอำนาจทางการเงิน กำลังถูกเทคโนโลยียุคใหม่เข้ามาท้าทายอย่างหนักรวมถึงพนักงานธนาคารเองที่ตอนนี้มีอัตราลดลง คนที่ยังคงอยู่ก็ต้องปรับเปลี่ยนบริบทตัวเองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้วย
 
ธุรกิจ “ธนาคาร” ในยุคที่ยังเฟื่องฟู
 
ย้อนหลังไปเมื่อสัก 10 ปีก่อน หรือช่วงก่อนปี 2560 ธนาคารคือสถานที่เดียวที่ผู้คนจะสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างน่าเชื่อถือและปลอดภัย แต่ละธนาคารมี สาขา และ พนักงาน จำนวนมากเพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องเดินทางมาทำธุรกรรมที่เคาน์เตอร์เกือบทุกประเภท ตั้งแต่การเปิดบัญชี ฝาก ถอน โอนเงิน ไปจนถึงการขอสินเชื่อ และในอดีตเช่นกันการขยายสาขาของธนาคารคือกลยุทธ์สำคัญในการเข้าถึงลูกค้าและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทำให้เกิดเครือข่ายของสาขาธนาคารทั่วประเทศ ประมาณการว่าช่วงปี 2559 – 2560 ณ ตอนนั้นมีสาขาของธนาคารรวมทั้งระบบกว่า 7,000 แห่ง สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตที่เฟื่องฟูมาก
 
ถ้าให้วิเคราะห์ในแง่มุมทางสังคมว่าทำไมธนาคารถึงได้รับความนิยมน่าจะเป็นเพราะบริบทใหญ่ที่คนมองว่า สาขาของธนาคารคือจุดนัดพบ ในการทำธุรกรรมต่างๆ ซึ่งต้องมาทำด้วยตัวเอง และเกิดจากความผูกพันของลูกค้ากับพนักงาน เช่น พนักงานเคาน์เตอร์ หรือผู้จัดการสาขา สังเกตว่าลูกค้ามักจะผูกพันกับสาขาใดสาขาหนึ่งโดยเฉพาะ และในยุคเฟื่องฟูธนาคารพาณิชย์มีผลกำไรที่มั่นคง โดยมีรายได้หลักจากส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม (Transaction Fees) ซึ่งมาจากการใช้บริการที่สาขาและตู้ ATM เป็นหลัก
 
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ “Mobile Banking”
 

ภาพจาก https://elements.envato.com

การพัฒนาทางเทคโนโลยีเพื่อให้คนสะดวกสบายมากขึ้น กลายเป็นผลกระทบโดยตรงต่อ “ธนาคาร” ถึงขนาดที่เปลี่ยนภาพจำในอดีตไปอย่างสิ้นเชิง จากที่ต้องเดินทางไปถึงธนาคาร ก็กลายเป็นว่าเราสามารถทำธุรกรรมการเงินได้เองทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่มีสมาร์ทโฟน ซึ่งทางธนาคารเองก็ต้องยอมรับกระแส Digital Disruption ที่เกิดขึ้นนี้ ดังจะเห็นได้จากการที่ธนาคารยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมออนไลน์เกือบทั้งหมด เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้ช่องทางดิจิทัลมากขึ้น
 
อย่างไรก็ดีปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ากระแสที่เกิดขึ้นนี้มีผลกระทบต่อธนาคารอย่างรุนแรงเช่นกันโดยเฉพาะในเรื่องของจำนวนสาขาและพนักงาน
 
ตัวเลขสถิติต่างๆ สะท้อนแนวโน้มการลดลงของสาขาธนาคารได้อย่างชัดเจนทั้งที่เคยมีสาขารวมกว่า 7,000 แห่งในช่วงก่อนปี 2560
  • ปี 2562: มีสาขาธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารรวม 6,939 แห่ง
  • ปี 2563: ลดลงเหลือ 6,847 แห่ง (ลดลง 92 แห่ง)
  • ปี 2564: ลดลงเหลือ 6,741 แห่ง (ลดลง 106 แห่ง)
  • ปี 2565: ลดลงเหลือ 6,061 แห่ง (ลดลง 680 แห่ง)
โดยในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาจำนวนสาขาธนาคารไทยลดลงไปเยอะมาก มาถึงในปี 2568 เหลือสาขารวมประมาณ 5,200 แห่ง ทั้งนี้การที่ธนาคารเลือกปิดสาขาถือเป็นกลยุทธ์ในการ “ลดต้นทุนการดำเนินงาน” ซึ่งจะหมายถึงการลดต้นทุนในด้านค่าเช่าพื้นที่ / ค่าน้ำค่าไฟ / บุคลากร เพื่อนำเงินไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแทน
 

ภาพจาก https://elements.envato.com
 
ถ้าดูในส่วนของพนักงานที่ปรับลดมีทั้งที่ทำหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์ และการโยกย้ายพนักงานไปสู่บทบาทใหม่ที่เน้นทักษะดิจิทัล
  • ปี 2562 มีพนักงานธนาคารประมาณ 150,468 คน
  • ปี 2563 มีพนักงานธนาคารประมาณ 142,440 คน ลดลง 8,028 คน หรือคิดเป็น 5.34%
  • ปี 2564 มีพนักงานธนาคารประมาณ 133,639 คน ลดลง 8,801 คน หรือคิดเป็น 6.18%
  • ปี 2566 มีพนักงานธนาคารประมาณ 127,266 คน ลดลงไป 1,298 คน หรือคิดเป็น 1.01%%
  • ปี 2566 มีพนักงานธนาคารประมาณ 127,266 คน ลดลงไป 1,298 คน หรือคิดเป็น 1.01%
  • ปี 2567 มีพนักงานธนาคารประมาณ 126,742 คน ลดลงไป 524 คน หรือคิดเป็น 0.41%
ถ้าดูตัวเลขในส่วนของพนักงานจะพบว่ายุคที่มีการปรับโครงสร้างอย่างหนักเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมีการลดจำนวนพนักงานในอัตราที่สูงมาก รวมกันกว่า 16,800 คนในเวลา 2 ปี (2563 – 2564)
 
อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนแปลงของจำนวนพนักงานไม่ได้หมายถึงการ ปลดออก เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการลดพนักงานที่ทำหน้าที่ซ้ำซ้อนในแต่ละสาขา จะได้เพิ่มจำนวนพนักงานที่มีทักษะด้าน IT, Data Science, AI และ Cybersecurity เพื่อรองรับการเป็นธนาคารดิจิทัลอย่างเต็มตัว
 
ตัวเลขการใช้งาน “Mobile Banking” พุ่งสูงแทน
 

ภาพจาก https://elements.envato.com

เป็นสถิติที่แตกต่างและสวนทางกับจำนวนสาขาและพนักงานที่ลดลงของธนาคารเมื่อพฤติกรรมการใช้งาน Mobile Banking ของคนไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด
  • ปี 2565 มีจำนวนบัญชีธุรกรรมผ่าน Mobile Banking ประมาณ 96.7 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลค่ารวม 67.70 ล้านล้านบาท
  • ปี 2566 จำนวนบัญชีเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 107.2 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลค่ารวม 71.07 ล้านล้านบาท
  • พฤศจิกายน 2567 จำนวนบัญชีพุ่งไปถึง 116.5 ล้านบัญชี
ทั้งนี้รูปแบบการให้บริการของธนาคารในยุคใหม่ไม่ได้มีเพียงแค่ Mobile Banking แต่ยังมี FinTech อีกหลายแบบ เช่น
  • AI (Artificial Intelligence) ที่ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า, ให้คำแนะนำทางการเงินส่วนบุคคล และให้บริการลูกค้าผ่าน แชทบอท (Chatbot) ตลอด 24 ชั่วโมง
  • Virtual Bank ธนาคารที่ไม่มีสาขาและดำเนินงานผ่านช่องทางดิจิทัลทั้งหมด ในแง่ดีคือมีต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำ และสามารถใช้ AI ในการประเมินความเสี่ยงและปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงบริการธนาคารแบบดั้งเดิมได้มากขึ้น
อดีต “ตึกธนาคาร” กับการเปลี่ยนแปลงในยุคใหม่
 

ภาพจาก https://elements.envato.com

ในอดีตเราจำภาพของตึกธนาคารที่สูงตระหง่านและโอ่อ่า คือสัญลักษณ์ของความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ แต่ปัจจุบัน อาคารเหล่านั้นกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พร้อมปรับไปสู่อาคารที่จะต้องทำอย่างอื่นแทน เช่น
  1. Co-Working Space หรือ Hub ดิจิทัล โดยสาขาที่ตั้งอยู่ในทำเลดีอาจถูกเปลี่ยนเป็น ศูนย์บริการทางการเงินแบบครบวงจรขนาดเล็ก ที่เน้นการให้คำปรึกษาที่ซับซ้อน หรือเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทำงานร่วม (Co-Working Space) สำหรับบริษัท FinTech หรือ Tech Startups
  2. Retail Space หรือ Commercial Use โดยเฉพาะพื้นที่ชั้นล่างของอาคารอาจถูกเปลี่ยนเป็นร้านค้าปลีก ร้านอาหาร หรือคาเฟ่ เพื่อสร้างรายได้จากค่าเช่า
  3. การพัฒนาเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ (Adaptive Reuse) อาคารสำนักงานใหญ่ของธนาคารบางแห่งอาจมีการ ปรับปรุงอาคาร ครั้งใหญ่ หรือถูกแปลงโฉมให้เป็นที่พักอาศัย (Residential) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการพื้นที่ในเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป หรือเพื่อลดแรงกดดันในตลาดอาคารสำนักงานให้เช่าที่มีอุปทานล้นเกิน
หรือในบางอาคารอาจจะกลายเป็นศูนย์สำหรับที่ปรึกษาทางการเงิน (Wealth & Investment Center) สำหรับให้บริการทางการเงินที่ซับซ้อน เช่น การจัดการสินทรัพย์ การลงทุนขนาดใหญ่ และการวางแผนทางการเงินระยะยาว ซึ่งยังต้องการการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าแบบส่วนตัว เป็นต้น
 
ทั้งนี้ตึกธนาคารก็คือหนึ่งในต้นทุนที่ธนาคารเคยลงทุนและเมื่อยุคสมัยได้ปรับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเช่นเดียวกับการลดสาขา ลดจำนวนพนักงาน การเปลี่ยนรูปแบบตึกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น ก็เพื่อลดต้นทุนที่ต้องแบกรับ ทั้งหมดนี้ก็เป็นการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับยุคที่คนส่วนใหญ่เน้นความสะดวกสบาย และเพื่อให้ก้าวสู่ยุคของดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
469
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
410
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
373
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
370
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
356
อวสานห้างไทยในตำนาน คน แบรนด์ สถานที่
354
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด