บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
268
4 นาที
30 มกราคม 2569
วิกฤติหนัก! เกาหลีใต้ ร้านกาแฟปิดตัว 50% Market Saturation กำลังมา
 

ถ้าบอกว่าร้านกาแฟในเมืองไทยมีเยอะมาก มองไปทางไหนก็เจอ แต่ถ้าไปดูในเกาหลีใต้จะพบว่าร้านกาแฟเมืองไทยอาจเทียบไม่ได้ และเป็นปัญหาที่เข้าขั้นวิกฤติ 
 
เมื่อร้านกาแฟในเกาหลีใต้มีจำนวนร้านที่มากเกินกว่าความต้องการของประชากร ทั้งที่มีมูลค่าการตลาดสูงกว่า 12,460 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.5 แสนล้านบาท แต่กลับมีการแข่งขันที่สูงถึงขั้นปิดตัวเยอะมาก ถ้าไปดูตัวเลขจะพบว่า
  • จำนวนร้านกาแฟในเกาหลีใต้พุ่งทะลุ 100,000 แห่งเป็นครั้งแรกในช่วงปี 2024
  • จำนวนร้านกาแฟในเกาหลีใต้มีมากกว่าร้านสะดวกซื้อเกือบ 2 เท่า โดยร้านสะดวกซื้อมีประมาณ 54,000 ร้านค้า
  • จำนวนร้านกาแฟ มากกว่าร้านไก่ทอดเมนูยอดฮิตของคนเกาหลีใต้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 85,000 แห่ง
  • เฉพาะในกรุงโซลเพียงเมืองเดียว มีร้านกาแฟหนาแน่นกว่า 25,000 ร้าน
  • ความหนาแน่นของร้านกาแฟในโซลสูงกว่าเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กหรือลอนดอนหลายเท่า
  • ปี 2024 สถิติระบุว่าชาวเกาหลีใต้ดื่มกาแฟเฉลี่ย 416 แก้วต่อคน สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
  • คนเกาหลีดื่มกาแฟมากกว่าค่าเฉลี่ยประชากรโลก (152 แก้ว) เกือบ 3 เท่า
  • 70% ของยอดขายในร้านกาแฟทั่วไปคือ Iced Americano
  • ปี 2024-2025 มีรายงานว่าร้านกาแฟปิดกิจการเฉลี่ย 34 แห่งในแต่ละวัน เนื่องจากสู้ค่าเช่าและสงครามราคาไม่ไหว
  • อัตราการปิดตัวของร้านกาแฟแบบแฟรนไชส์พุ่งสูงถึง 10% ต่อปี เป็นตัวเลขที่น่าตกใจสำหรับโมเดลธุรกิจที่ควรจะมั่นคง
นอกจากนี้อีกปัญหาที่สำคัญคือช่องว่างราคาที่ทำให้เกิดวิกฤติร่วมด้วย เพราะขณะที่แบรนด์ใหญ่อย่าง Starbucks ขึ้นราคาอเมริกาโน่เป็น 4,700 วอน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ  120 บาท ร้านกาแฟระดับกลางขายสินค้าในราคาเพียง 1,500-2,000 วอน หรือประมาณ 40-50 บาท เพื่อแย่งลูกค้า ทำให้กำไรต่อแก้วน้อยมากถึงขั้นยิ่งขายก็ทุนหายกำไรหด
 
กระแส “ร้านกาแฟฟีเวอร์” จุดเริ่มต้นจาก Starbucks 
 

ภาพจาก https://citly.me/2EDOL

ก่อนปี 1999 ชาวเกาหลีคุ้นเคยกับ Dabang หรือร้านน้ำชาแบบดั้งเดิมที่เสิร์ฟกาแฟกึ่งสำเร็จรูปผสมครีมและน้ำตาล กระทั่งการเข้ามาของ Starbucks ที่เปิดสาขาแรกหน้ามหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา ที่ทำให้คนเกาหลีเปลี่ยนค่านิยมไป Starbucks กลายเป็นกระแสแฟชันที่บ่งบอกถึงความพรีเมี่ยม ร่วมกับการที่ Starbucks เป็นผู้บุกเบิกแนวคิดการใช้พื้นที่ในร้านกาแฟที่ต่างไปจากเดิม ทำให้คนคนเริ่มเข้าไปนั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือกลายเป็นจุดนัดพบ และเป็นบรรทัดฐานให้ร้านกาแฟในเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ต้องมี Free Wi -Fi + ปลั๊กไฟ ไว้คอยบริการลูกค้า
 
ผสมผสานกับจุดแข็งของเกาหลีใต้ที่มีซีรีย์ดังอย่าง The 1st Shop of Coffee Prince ในปี 2007 ยิ่งทำให้เกิดกระแส บาริสต้า มีร้านกาแฟธีมต่างๆ เปิดทั่วประเทศมากขึ้น ยกตัวอย่าง Caffé Bene ซึ่งเป็นแบรนด์ท้องถิ่นที่ขยายสาขาได้มากกว่า 600 แห่งในระยะเวลาแค่ 3 ปี (ช่วงปี 2008-2011) สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในการเปิดร้านกาแฟที่บูมมาก
 
ถ้าวิเคราะห์ถึงความหนาแน่นของร้านกาแฟเกาหลีใต้ เฉพาะในโซลที่มีประมาณ 25,000 ร้าน หากคำนวณตามพื้นที่ กรุงโซลมีพื้นที่ประมาณ 605 ตารางกิโลเมตร หมายความว่าในทุกๆ 1 ตารางกิโลเมตร จะมีร้านกาแฟเฉลี่ยถึง 41 แห่ง
 
และหากเดินไปตามย่านธุรกิจอย่าง ย่านกังนัม หรือย่านท่องเที่ยวอย่าง Myeongdong เราอาจพบร้านกาแฟ 5-10 ร้านตั้งอยู่ติดกันหรืออยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยมีร้านกาแฟหลายแบรนด์ที่ไม่ใช่แค่ Starbucks เช่น
 

ภาพจาก www.mega-mgccoffee.com
  • Mega MGC Coffee เป็นเบอร์ 1 ในแง่การเติบโตของรายได้ คาดการณ์รายได้ปี 2026 สูงถึง 6 แสนล้านวอนจุดเด่นคือเมนูหลากหลายและราคาเริ่มต้นเพียง 1,500 วอน
  • Compose Coffee ที่เพิ่งฉลองครบ 3,000 สาขา ไปเมื่อต้นปี 2026 หลังถูกกลุ่ม Jollibee ซื้อกิจการ เน้นกลยุทธ์ใช้พรีเซนเตอร์ระดับโลกเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่
  • Ediya Coffee ปัจจุบันกำลังปรับตัวรุกตลาดด้วยการทำ Collaboration กับตัวการ์ตูนดังๆ เช่น Rilakkuma เพื่อกระตุ้นยอดขายสินค้าพรีเมียม
  • Cafe Onion แบรนด์ที่เปลี่ยนตึกเก่าให้กลายเป็นคาเฟ่
  • Nudake คาเฟ่ในเครือแบรนด์แว่นตา Gentle Monster มีเบเกอรี่ดีไซน์น่าสนใจดึงดูดลูกค้าในกลุ่มแฟชัน
  • Momos Coffee แบรนด์จากปูซานที่มีดีกรีแชมป์ World Barista Championship
  • Osulloc Tea House คาเฟ่สไตล์โมเดินบนเกาะเชจูที่มีเมนูเด่นคือมัทฉะคุณภาพพรีเมี่ยมที่ได้รับความนิยมมาก
“สงครามราคา” วิกฤตธุรกิจร้านกาแฟในเกาหลีใต้
  

ภาพจาก https://citly.me/1wf4M

วิกฤติกาแฟของเกาหลีใต้ในปี 2026 กลุ่มที่น่าเป็นห่วงและปิดตัวมากที่สุดไม่ใช่แบรนด์ยักษ์ใหญ่แต่เป็นกลุ่มระดับ กลาง – ล่าง โดยเฉพาะร้านกาแฟในเกาหลีที่มีรายได้ต่ำกว่า 100 ล้านวอนต่อปี (ประมาณ 2.7 ล้านบาท) มีโอกาสอยู่รอดได้น้อยมาก 
 
อันเนื่องจากเมื่อหักลบค่าเช่าและค่าแรงในเกาหลี ที่มีสัดส่วนสูงถึง 60-70% ของร้าน รายได้ที่จะกลายมาเป็นกำไรแทบไม่เหลือ สัญญาณเตือนของวิกฤติเริ่มปรากฏตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งเป็นปีที่มีจำนวนร้านกาแฟพุ่งสูงขึ้นกว่า 140% เมื่อเทียบกับปี 2009 ตลาดเริ่มเข้าสู่ภาวะ คนขายมากกว่าคนซื้อ แบรนด์แฟรนไชส์เริ่มแย่งลูกค้ากันเองในพื้นที่เดียวกัน
 
ต่อเนื่องมาถึงปี 2019 ที่มีร้านกาแฟในโซลมากกว่า 15,000 แห่ง แม้ว่าความต้องการสินค้าจะยังสูง แต่กำไรต่อร้านเริ่มลดลง เพราะค่าเช่าที่พุ่งขึ้นมากตามความนิยมของย่านนั้นๆ กระทั่งในปี 2023 ที่เป็นวิกฤติจริง อันมีเหตุจากภาวะเงินเฟ้อ
 
ภาวะเงินเฟ้อทำให้ต้นทุนเมล็ดกาแฟและค่าแรงพุ่งสูงขึ้นมาก ขณะที่ผู้บริโภคเริ่มประหยัดเงิน นำไปสู่การเกิดสงครามราคา
 
และที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือพวกร้านกาแฟขนาดเล็กที่มีตัวเลขบอกว่าร้านกลุ่มนี้อายุขัยของร้านแค่ 2.9 ปี ซึ่งสัมพันธ์กับสัญญาเช่าที่ + เงินทุนสำรอง เพราะในเกาหลีใต้สัญญาเช่าเชิงพาณิชย์มักจะเริ่มที่ 2 ปี เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 เจ้าของที่มักจะขอขึ้นค่าเช่าตามความนิยมของย่านนั้นๆ ร้านที่ทำกำไรน้อยจึงมักตัดสินใจปิดตัวลงในช่วงนี้เพราะสู้ค่าเช่าใหม่ไม่ไหว 
 
และการที่แบรนด์ใหญ่หรือธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่าย่อมได้เปรียบกว่าในเรื่องต้นทุนวัตถุดิบ ก็เป็นผลโดยตรงที่ทำให้สู้ราคาไม่ได้ และบางครั้งธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่า ใช้กลยุทธ์ตั้งร้านดักหน้า-ดักหลังร้านกาแฟขนาดเล็กที่กำลังดัง เพื่อดึงลูกค้าด้วยโปรโมชั่นที่ร้านเล็กๆ ไม่สามารถใช้กลยุทธ์แบบนั้นแข่งขันได้ ก็ยิ่งมีผลกระทบต่อเรื่องรายได้มากขึ้น 
 
รวมถึงอีกปัญหาที่สำคัญคือการที่ลูกค้า 1 คน สั่งกาแฟ 1 แก้ว ประมาณ 120 บาท แต่นั่งใช้โน้ตบุ๊กและชาร์จไฟนาน 3-4 ชั่วโมง ร้านขนาดเล็กที่มีที่นั่งจำกัดเพียง 4-5 โต๊ะ ไม่สามารถทำยอดขายให้คุ้มค่าไฟและค่าแรงดังกล่าวได้
 
การบุกตลาดของ "กาแฟร้านสะดวกซื้อ" 
 

ภาพจาก https://citly.me/cwphy

ขณะที่กาแฟทั่วไปต้องแบกค่าเช่าและค่าแรง แต่ร้านสะดวกซื้อใช้พื้นที่ที่มีอยู่แล้วและพนักงานเดิม จึงทำราคาได้ต่ำกว่าโดยจำหน่ายกาแฟชงสดในราคาเพียง 1,000 - 1,200 วอน (ประมาณ 27-33 บาท) ที่ถือว่าถูกกว่าร้านกาแฟทั่วไป สอดคล้องกับข้อมูลในปี 2024-2025 
 
ระบุว่ายอดขายกาแฟสดในร้านสะดวกซื้อเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี ยิ่งการที่แบรนด์ร้านสะดวกซื้อหลายแห่งลงทุนเครื่องชงกาแฟเน้นคุณภาพก็ยิ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ส่งผลต่อยอดขายของร้านกาแฟรายย่อยอื่นๆ มากขึ้นยกตัวอย่างเช่น
  • GS25 ใช้เครื่องชงกาแฟจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีราคาสูงถึงเครื่องละ 13 ล้านวอน (ประมาณ 3.5 แสนบาท)
  • CU ลงทุนใช้เครื่องชงกาแฟจากอิตาลี ที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ
  • 7-Eleven เน้นระบบ Drip Coffee โดยใช้เครื่องที่พัฒนาจากญี่ปุ่น เพื่อให้ได้รสชาติกาแฟที่นุ่มนวลและมีกลิ่นหอม
ยิ่งกว่านั้นแม้เป็นการชงจากเครื่องแต่รสชาติก็ไม่ด้อยไปกว่าบาริสต้า มีข้อมูลน่าสนใจระบุว่านการทดสอบรสชาติ (Blind Test) โดยสมาคมกาแฟเกาหลี กาแฟจาก GS25 มักติดอันดับต้นๆ เคียงคู่กับแบรนด์ดังอย่าง Starbucks ในขณะที่ราคาถูกกว่า 4 เท่า
 
วิเคราะห์ “ร้านกาแฟ” เมืองไทยมีโอกาส “วิกฤติ” แค่ไหน
 

พฤติกรรมของลูกค้ากาแฟในเมืองไทยปัจจุบันเน้น ความเร็ว - ราคาถูก - เข้าถึงง่าย ต้องยอมรับในส่วนหนึ่งว่า ร้านกาแฟในเกาหลีใต้อยู่ได้ด้วย ปริมาณ (Volume) คือต้องขายให้ได้จำนวนแก้วมากๆเพื่อจ่ายค่าเช่าที่แพง 
 
ส่วนร้านกาแฟในไทยอยู่ได้ด้วย ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ที่ดึงดูดให้คนยอมจ่ายราคาต่อแก้วที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับความแปลกใหม่ ความคุ้มค่า ถ้าถามว่าจะวิกฤติไหม? คำตอบคือน่าจะยัง แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าร้านไหนปรับตัวช้า ไม่ก้าวตามเทคโนโลยีและพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป ไม่มีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี ก็อาจจะเกิดวิกฤติได้เช่นกัน
 
เพราะต้องไม่ลืมว่าทุกวันนี้เราไม่ได้จะสู้กับแค่แบรนด์ไทย แบรนด์อย่าง Luckin Coffee และ Cotti Coffee ก็เลือกตลาดเมืองไทยในการเป็นฐานเพื่อขยายตัวสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำคัญคือเรื่องทำเลเช่นการที่หลายแบรนด์เริ่มเข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ปกติร้านกาแฟเข้าไม่ถึง เช่น ทางเชื่อมรถไฟฟ้า, ใต้ตึกออฟฟิศขนาดเล็ก, หรือแม้แต่ในล็อบบี้คอนโด 
 
โดยใช้พื้นที่เพียง 3-5 ตารางเมตรในการเปิดร้าน หรือบางสาขาก็เริ่มมีการนำแขนกลหุ่นยนต์ มาช่วยชง (Robot Barista) เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานและควบคุมมาตรฐานรสชาติให้คงที่ 100% ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าแรงในระยะยาว  
 
 
หรือยกตัวอย่างที่น่าสนใจคือการที่พันธุ์ไทยใช้กลยุทธ์งฐานลูกค้าสมาชิกบัตร Max Card จากปั๊ม PT มาใช้สิทธิประโยชน์ในร้านกาแฟ ซึ่งเป็นโมเดลที่แข็งแกร่งและทำให้ได้เปรียบพวกแบรนด์จากต่างชาติที่ต้องมานับหนึ่งใหม่ในการหาลูกค้า 
 
อย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องระวังให้ดีคือการบริหารจัดการต้นทุนเดลิเวอรี่ ที่แม้จะเป็นช่องการขายที่เพิ่มรายได้มาก บางร้านมียอดขายมากกว่า วันละ 100-200 แก้วแต่เมื่อหัก GP 30% + ค่าโฆษณา + ค่าแก้ว/ถุง/หลอด กำไรสุทธิเหลือเพียงแก้วละ 5-8 บาท 
 
หากมีต้นทุนค่าเช่าที่สูงหรือต้นทุนวัตถุดิบอื่นๆที่แพงจะทำให้มีกำไรเหลือน้อยหรือแทบไม่มีเลย ทางออกที่ดีที่สุดคือการสร้างจุดเด่นให้หน้าร้านเป็นช่องทางขายที่มีรายได้มากขึ้นจะได้ รวมถึงการพัฒนาโมเดลธุรกิจให้แข็งแกร่งโดยเฉพาะการใช้ระบบแฟรนไชส์ในการขยายสาขา
 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
536
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
466
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
444
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
438
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
411
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
404
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด