บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
264
4 นาที
18 มีนาคม 2569
Daidomon ผู้มาก่อนกาล แต่ไปก่อนเวลาอันควร
 

ย้อนกลับไปสมัยก่อน ชื่อของ “Daidomon” เป็นที่รู้จักกว้างขวางและถือเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมาก จุดเริ่มต้นของ Daidomon เกิดขึ้นในปี 2526 โดยบริษัทยากินิกุ ไดโดมอน จำกัด ตอนนั้นวางภาพลักษณ์ว่าเป็นร้านปิ้งย่างอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ซึ่งยังมีธุรกิจในลักษณะนี้ไม่มากนัก และคนไทยส่วนใหญ่ตอนนั้นก็คุ้นเคยกับ “ร้านหมูกระทะ” มากกว่า การมาของ Daidomon จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ยกระดับปิ้งย่างในเมืองไทยให้กลายเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูมาถึงปัจจุบัน
 
Daidomon ผู้บุกเบิกวัฒนธรรมการกินแบบ “Yakiniku”
 

ภาพจาก www.facebook.com/daidomont

ช่วงปี 2526 – 2530 ร้านปิ้งย่างในเมืองไทยส่วนใหญ่เน้นระบบที่เจ้าของลงมือทำเอง การเข้ามาของ Daidomon ถือเป็นเจ้าแรกที่บุกเบิกปิ้งย่างบนห้างสรรพสินค้า รวมถึงบุกเบิกวัฒนธรรมการกินแบบ Yakiniku ให้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งคำว่า Yakiniku ก็คือการนำเนื้อชิ้นพอดีคำมาปิ้งบนเตาถ่าน พร้อมการสร้างจุดเปลี่ยนให้วงการปิ้งย่างเปลี่ยนภาพไปจำไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิงได้แก่
  • น้ำจิ้มยากินิกุสูตรเฉพาะ เนื่องจากก่อนหน้านี้คนไทยรู้จักแต่น้ำจิ้มสุกี้หรือน้ำจิ้มแจ่ว ไดโดมอนเป็นคนแนะนำให้คนไทยรู้จักน้ำจิ้มสีดำรสหวานเค็มที่ใส่กระเทียมและพริกตำลงไปเพื่อเพิ่มความอร่อย และน้ำจิ้ม Daidomon เคยได้รับความนิยมสูงมากจนต้องทำแบบ บรรจุขวดขาย ในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งถือเป็นไอเดียการทำ Product Extension ที่ล้ำหน้ามากในยุคนั้น
  • นวัตกรรมเตาไร้ควัน ภาพลักษณ์เดิมคือร้านหมูกระทะที่ปิ้งย่างบนเตาธรรมดา แต่ Daidomon นำนวัตกรรมระบบดูดควันลงด้านล่างหรือปล่องดูดควันมาใช้กับเตาปิ้งย่างทำให้การกินปิ้งย่างดูทันสมัยมากขึ้น
  • การแล่เนื้อด้วยเครื่อง (Meat Slicer) ในขณะที่ร้านหมูกระทะใช้มีดหั่น ทำให้ความหนาบางไม่เท่ากัน Daidomon ใช้เครื่องสไลด์เนื้อให้มีความหนามาตรฐานเพื่อให้เนื้อสุกเร็วที่สุดเมื่อวางบนตะแกรง
  • ระบบ Logistic รุ่นบุกเบิก เนื่องจากมีสาขาในห้างหลายแห่ง Daidomon เป็นรายแรกๆ ที่ใช้รถขนส่งควบคุมอุณหภูมิส่งวัตถุดิบจากครัวกลางไปยังสาขาต่างๆ เพื่อควบคุมความสด ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นต้นทุนที่สูงมาก
  • เมนูเล่มมาตรฐาน ซึ่งการมีเมนูภาพถ่ายสีสันสวยงามและราคาชัดเจนสำหรับลูกค้า เป็นเรื่องใหม่มากสำหรับร้านปิ้งย่างในยุคนั้นที่มักจะเขียนเมนูอยู่บนกระดานหรือใช้วิธีการบอกปากเปล่า
  • โมเดล บุฟเฟต์ปิ้งย่าง โดย Daidomon เป็นแบรนด์แรกๆ ที่กล้าทำบุฟเฟต์ปิ้งย่างในราคาที่จับต้องได้สำหรับดึงดูดลูกค้าในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน ให้มาใช้บริการมากขึ้น
สาขาแรกของ Daidomon อยู่ที่สยามสแควร์ ลูกค้าเยอะมาก!


ภาพจาก www.facebook.com/daidomont

พูดถึงความฮอตฮิตของ Daidomon ในยุคนั้นมีหลายปรากฏการณ์ที่เป็นกระแส สาขาแรกของ Daidomon อยู่ที่สยาม สแควร์ศูนย์รวมของวัยรุ่น โดยมีเมนูและโปรโมชันยอดฮิตในช่วงเวลานั้นเช่น
  • เนื้อหมักสูตรไดโดมอน เป็นเมนูที่ลูกค้าทุกคนต้องสั่งเนื้อวัวและเนื้อหมูจะถูกหั่นชิ้นพอดีคำและหมักด้วยน้ำซอสสีเข้มข้นจนเข้าเนื้อเป็นที่จดจำถึงความอร่อยของลูกค้าได้อย่างดี
  • ข้าวกระเทียม ซึ่งไดโดมอนเป็นผู้บุกเบิกการทานข้าวกระเทียมคู่กับเนื้อย่าง โดยข้าวกระเทียมจะหอมเนยและกระเทียมเจียวชัดเจน ซึ่งกลายเป็นเมนูมาตรฐานที่ร้านปิ้งย่างทุกร้านต้องมีในเวลาต่อมา
  • บุฟเฟต์ราคาเดียว ในยุคนั้นการกินอาหารในห้างแบบอิ่มไม่อั้น เป็นเรื่องใหม่มาก ไดโดมอนได้จัดโปรโมชั่นบุฟเฟต์ในราคาประมาณ 119 - 159 บาท (รวมน้ำ) ซึ่งเป็นราคาที่นักเรียนนักศึกษามาทานได้ ทำให้เกิดปรากฏการณ์คิวยาวทันที
  • โปรโมชั่นมา 4 จ่าย 3 ไดโดมอนคือผู้ริเริ่มกลยุทธ์ "ยิ่งมาเยอะยิ่งคุ้ม" ซึ่งตอบโจทย์วัฒนธรรมคนไทยที่ชอบกินข้าวเป็นกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว
  • บัตรสมาชิก (Member Card) บัตรสมาชิกไดโดมอนในยุคนั้นถือเป็นสิ่งที่ต้องมีติดกระเป๋าเพราะให้ส่วนลดทันที 10-15% และมีคูปองสมนาคุณพิเศษส่งมาให้ทางไปรษณีย์ถึงบ้าน (ในยุคที่ยังไม่มี Line OA) ทำให้เกิด Brand Loyalty ที่แข็งแกร่งมาก
Daidomon ธุรกิจที่มา “ก่อนกาล” แต่รักษาจุดยืนไม่ได้
 

ภาพจาก www.facebook.com/daidomont

ในยุคที่เฟื่องฟูของ Daidomon มีสาขารวมทั่วประเทศกว่า 76 แห่งห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่ในเมืองไทยตอนนั้นต้องมี Daidomon มาเปิดเพื่อให้บริการลูกค้า ภาพรวมของ Daidomon ดูมีแนวโน้มที่สดใสถึงขนาดที่ปี 2544 ไดโดมอนเป็นธุรกิจที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ด้วย 

จนกระทั่งปี 2551 พิษเศรษฐกิจทำให้อุตสาหกรรมร้านอาหารเจอปัญหาใหญ่ Daidomon เจอผลกระทบหนัก ๆ ตั้งแต่ปี 2552 จำใจต้องปิดบางสาขาที่ไม่ตอบโจทย์เงื่อนไขธุรกิจในตอนนั้น และยังเป็นครั้งแรกที่ ‘ไดโดมอน กรุ๊ป’ เผชิญหน้ากับผลประกอบการติดลบอย่างหนัก

กระทั่งต้องยอมเปลี่ยนมือทางธุรกิจ โดยได้บริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน) เข้ามาซื้อกิจการต่อในปี 2554 ซึ่งในช่วงนั้น HOT POT ก็ถือว่าเป็นแบรนด์สุกี้ยากี้บุฟเฟต์ที่มีชื่อเสียงมากในเมืองไทยเช่นกัน
 
ทั้งนี้ถ้ามาวิเคราะห์รายละเอียดว่า Daidomon ที่มีจุดเด่นและเอกลักษณ์ในตัวเอง และเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้ความนิยมแต่ทำไมถึงไปไม่รอดทั้งที่เป็นหัวแถวของวงการนี้


ภาพจาก www.facebook.com/daidomont

1.การยึดติดกับภาพลักษณ์ความสำเร็จเดิม ในฐานะที่เป็นเบอร์หนึ่ง ณ ขณะนั้นทำให้ Daidomon เกิดสภาวะ Brand Stagnation หรือแบรนด์หยุดนิ่ง ตรงข้ามกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ลูกค้ามองหาความแปลกใหม่มากขึ้น แต่ Daidomon ยังคงบรรยากาศร้านเดิมๆทำให้แบรนด์ถูกจำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้ใหญ่หรือครอบครัวเท่านั้น

2.สงครามราคาที่ดุเดือด เป็นธรรมดาของธุรกิจเมื่อมีคนเริ่มต้นและประสบความสำเร็จย่อมเกิดคู่แข่งตามมานับไม่ถ้วน Daidomon ก็เจอปัญหานี้เช่นกันการเกิดขึ้นของแบรนด์อย่าง Aka , Bar-B-Q Plaza รวมถึงร้านปิ้งย่างพรีเมียมจากเกาหลีและญี่ปุ่นแท้ๆ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น

3.วิกฤตด้านคุณภาพและมาตรฐาน ด้วยความที่มีสาขาจำนวนมากและเปิดมานาน หลายสาขาเริ่มมีปัญหาเรื่องความสะอาด และมาตรฐานในด้านบริการก็เริ่มแตกต่าง รวมถึงปัญหาต้นทุนครัวกลางที่เพิ่มสูง สวนทางกับยอดขายต่อสาขาที่ลดลงจึงกลายเป็นภาระขาดทุนที่สะสมไปเรื่อยๆ
 
Daidomon ฟื้นมาอีกครั้งในยุคที่ควบรวมกับ HOT POT
 

ภาพจาก www.facebook.com/daidomont

หลังปี 2554 HOT POT และ Daidomon โดยบริษัท ไดโดมอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เริ่มปรับปรุงร้านทันทีที่ได้สิทธิ์บริหาร เริ่มทดลองตลาดด้วยการนำทั้ง 2 แบรนด์มารวมกัน ซึ่งสาขาในโลตัสท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นสาขานำร่องที่เริ่มโมเดลใหม่นี้ และปรากฏว่าได้ผลดีเกินคาดตอนนั้นมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นรวมกันกว่า 130 แห่ง อย่างไรก็ดีการฟื้นคืนชีพในครั้งนี้ก็ไม่ได้ยั่งยืนในระยะยาว อันเป็นผลมาจากการแข่งขันที่ดุเดือดด้านการตลาด ไปๆมาๆ ทั้ง HOT POT และ Daidomon ที่อยู่ในเครือเดียวกันตอนนี้ก็ดูท่าว่าจะไปไม่รอดด้วยกันทั้งคู่
 
ซึ่งบริษัท เจซีเค ฮอสพิทอลลิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JCK ที่ดูแล HOT POT และ Daidomon ก็พยายามปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านการตลาดเพื่อหวังสร้างยอดขาย รวมถึงเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการในหลายรูปแบบเช่นการปิดสาขาที่ขาดทุน หรือการทดลองเปิดตลาดขายแฟรนไชส์ในแบรนด์ HOT POT Inter Buffet ที่ประเทศลาวเมื่อปี 2559 แต่ก็ดูเหมือนว่าความพยามทุกอย่างจะไม่เป็นผลนัก มาถึงปี 2562 บริษัทดำเนินการปิดสาขาอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 14 แห่ง เหตุผลเพราะว่าผลประกอบการขาดทุนสะสมสูงขึ้นและต่อเนื่อง 
  • ปี 2562 มีรายได้ 1,397 ล้านบาท ขาดทุน 158 ล้านบาท
  • ปี 2563 มีรายได้ 701 ล้านบาท ขาดทุน 142 ล้านบาท
  • ปี 2564 มีรายได้ 440 ล้านบาท ขาดทุน 257 ล้านบาท
  • ปี 2565 มีรายได้ 547 ล้านบาท ขาดทุน 214 ล้านบาท
  • ปี 2566 มีรายได้ 397 ล้านบาท ขาดทุน 108 ล้านบาท
อย่างไรก็ดีสุดท้ายแล้ว Daidomon ร้านปิ้งย่างที่อยู่ในยุคบุกเบิกของตลาด ได้ประกาศปิดให้บริการสาขาสุดท้ายที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ในวันที่ 5 สิงหาคม 2567 และในวันที่ 22 สิงหาคม 2567 ทาง Facebook Page หลักของ Hot Pot Buffet ได้โพสต์ข้อความ "ปิดตำนาน Hot Pot Buffet" เพื่อขอบคุณลูกค้าที่สนับสนุนมาตลอด เช่นกัน ซึ่งทางบริษัท เจซีเค ฮอสพิทอลลิตี้ จำกัด (มหาชน) ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยหันไปโฟกัสแบรนด์อื่นที่ยังทำกำไรได้ดีกว่าในตลาดปัจจุบันแทน เช่น Shabu Tomo , Zheng Dou และ Burger & Lobster
 
key takeaway ถอดบทเรียนของ Daidomon สู่การทำธุรกิจยุคใหม่
 

ภาพจาก www.facebook.com/daidomont

เรื่องราวของ Daidomon เป็นบทเรียนสำหรับการทำธุรกิจในยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเรียนรู้ได้แก่
 
1. First Mover ไม่ใช่การได้เปรียบแบบถาวร การเป็นเจ้าแรก (First Mover) อาจทำให้เราได้ Market Share และสร้างการจดจำได้ก่อนใคร แต่ถ้าเราไม่สร้างระบบบริหารจัดการให้แข็งแรง คู่แข่งที่มาทีหลังจะใช้เราเป็นต้นแบบแล้วพัฒนาให้ดีกว่าด้วยต้นทุนที่อาจต่ำกว่าและนวัตกรรมที่ใหม่กว่า ดังนั้นธุรกิจอย่าหยุดเดินหน้าเพียงเพราะคิดว่าเราเป็นเจ้าแรก แต่ต้องกระตุ้นถามตัวเองเสมอว่าในวันที่ลูกค้าตัวเลือกมากขึ้น จะทำยังไงให้แบรนด์ของเรายังเป็นตัวเลือกของลูกค้า
 
2.อย่ายึดติดความสำเร็จเดิม สิ่งที่เคยดีในช่วงเวลาหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะดีได้ตลอดไป พฤติกรรมลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความต้องการของลูกค้าก็แตกต่างมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งสำคัญคือต้อง Rebranding ให้ทันยุคสมัยอยู่เสมอ ทั้งรูปลักษณ์ภายในร้าน (Vibe), หน้าตาของเมนู และช่องทางการสื่อสาร
 
3.ธุรกิจที่คล่องตัวมักอยู่รอดได้ดีกว่า ถ้าเปรียบไดโดมอนเป็นเรือก็คือเรือที่ลำใหญ่แม้มีศักยภาพมาก แต่ขาดความคล่องตัว ในขณะที่คู่แข่งเป็นเรือขนาดเล็กแต่คล่องตัวสูง ซึ่งธุรกิจยุคใหม่ใครที่ปรับตัวเร็วกว่าย่อมได้เปรียบ บรรดาคู่แข่งที่ขยับตัวทันทีตามเทรนด์ลูกค้าจึงถูกใจกลุ่มลูกค้ามากกว่าและเรื่องนี้ก็มีผลต่อการสร้างยอดขายโดยตรงด้วย
 
ถ้าให้สรุปใจความของเรื่องนี้การที่ Daidomon หายไปไม่ใช่เพราะคนไทยเลิกกินปิ้งย่าง แต่หายไปเพราะคนไทยไม่ได้กินปิ้งย่างแบบเดิม เมื่อธุรกิจมีตัวเลือกมากขึ้น ลูกค้าก็จะเลือกในสิ่งที่ดีที่ถูกใจตัวเองกว่าเสมอ รวมถึงเรื่องการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ก็มีความสำคัญ ดังนั้นธุรกิจที่มาก่อนจึงไม่ได้การันตีว่าต้องอยู่รอดตลอดกาลเช่นกัน
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
มาตรฐานร้านกาแฟ D'Oro 103 สาขา กลยุทธ์ปั้นแฟรนไช..
2,493
เกี๊ยวหยวนจี Yuan Ji Yun Jiao จากร้านเกี๊ยวธรรมด..
417
LOPIA (โลเปีย) ร้านขายเนื้อสู่เชนซูเปอร์มาร์เก็ต..
375
โอ้กะจู๋ ในวันที่ดูฟ้าหม่น สรุปปลูกผักเพราะรักใคร
367
สร้าง “Brand” ปี 2026 โลกเปลี่ยน! คนเปลี่ยน!
363
Yo-Chi Frozen Yogurt ร้านโยเกิร์ตขายประสบการณ์ จ..
359
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด