บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
257
7 นาที
17 กุมภาพันธ์ 2569
LOPIA (โลเปีย) ร้านขายเนื้อสู่เชนซูเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่น 149 สาขาทั่วโลก ปักหมุดไทย 
 

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในอุตสาหกรรมค้าปลีกอาหารของภูมิภาคเอเชีย ชื่อของ “LOPIA” (ロピア) กำลังถูกจับตามองในฐานะแบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ตสัญชาติญี่ปุ่นที่เติบโตเร็วที่สุดรายหนึ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยแนวคิด “Low Price Utopia” หรือการสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพระดับพรีเมียมและราคาที่เข้าถึงได้ บริษัทสามารถขยายจากร้านขายเนื้อขนาดเล็กในจังหวัดคานากาวะ สู่เครือข่ายกว่า 149 สาขาทั่วโลก และกำลังก้าวสู่บทใหม่ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
การขยายตลาดเข้ามาสู่ประเทศไทยในช่วงต้นปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดสาขาใหม่ในต่างประเทศ แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัทในการผลักดันอาหารญี่ปุ่นสู่ตลาดโลก ผ่านโมเดลซูเปอร์มาร์เก็ตที่ผสานการควบคุมซัพพลายเชนครบวงจรเหมือนโมเดล CP ไทย ประสบการณ์ในร้านแบบ “Food Amusement Park” และกลยุทธ์ราคาแบบ Value-for-Money บทความนี้จะพาไปเจาะลึกจุดเริ่มต้น การเติบโต กลยุทธ์ธุรกิจ และความท้าทายของ LOPIA ในแต่ละตลาดสำคัญ
 
จุดเริ่มต้น


ภาพจาก https://citly.me/kWw57

จุดเริ่มต้นของ LOPIA เชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิตในวัยเด็กของผู้ก่อตั้งอย่างลึกซึ้ง ย้อนกลับไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งญี่ปุ่นยังเผชิญภาวะขาดแคลนอาหาร “คุณทาคากิ” ในวัยเยาว์เคยได้รับไส้กรอกจากทหารอเมริกันเพียงวันละหนึ่งแท่ง ด้วยความเสียดายและเห็นคุณค่าของอาหาร เขาไม่กล้ากัดกินในทันที แต่ค่อยๆ ใช้ลิ้นเลีย เพื่อลิ้มรสอย่างช้าๆ เพื่อให้รสชาติคงอยู่ให้นานที่สุด ความทรงจำดังกล่าวกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่หล่อหลอมมุมมองต่อ “คุณค่า” ของอาหารในชีวิตของเขา
 
แรงบันดาลใจนี้นำไปสู่การก่อตั้งร้านขายเนื้อขนาดเล็กชื่อ “Niku no Takarabako” หรือ “หีบสมบัติแห่งเนื้อ” ในปี 1971 โดยมุ่งหวังให้ครอบครัวญี่ปุ่นสามารถเข้าถึงโปรตีนคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม ร้านเล็กๆ แห่งนี้วางรากฐานแนวคิดสำคัญของธุรกิจ นั่นคือการนำเสนอเนื้อสัตว์คุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งต่อมากลายเป็น DNA หลักของแบรนด์ในปัจจุบัน
 
จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจเกิดขึ้นในปี 2011 เมื่อกิจการเข้าสู่การบริหารของทายาทรุ่นที่ 2 คือ “โยสุเกะ ทาคากิ” (Yosuke Takagi) เขาตัดสินใจรีแบรนด์องค์กรครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ LOPIA ซึ่งย่อมาจาก LO (Low Price) และ PIA (Utopia) สื่อถึงแนวคิด “ดินแดนแห่งสินค้าราคาถูกในอุดมคติ” การปรับภาพลักษณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่ออย่างเดียว แต่เป็นการยกระดับโมเดลการดำเนินธุรกิจให้ชัดเจนและแข็งแกร่งมากขึ้น
 
ภายใต้การบริหารของรุ่นลูกอย่างโยสุเกะ ธุรกิจได้ปรับรูปแบบจากแผงขายเนื้อในห้างสรรพสินค้า สู่ซูเปอร์มาร์เก็ตเต็มรูปแบบที่มอบประสบการณ์ที่แตกต่างในลักษณะ Food Amusement Park หรือสวนสนุกแห่งอาหาร 
 
ร้านค้าถูกออกแบบให้มีบรรยากาศคึกคักและเป็นมิตรกับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งรถไฟของเล่นบนเพดานเพื่อสร้างความเพลิดเพลินให้เด็กๆ รวมถึงการจัดวางสินค้าที่เด็กชื่นชอบในระดับสายตาเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนแนวคิดที่ผสานการตลาดเชิงประสบการณ์เข้ากับความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ
 
ภายใต้การดำเนินงานของ OIC Group บริษัทแม่ของแบรนด์ LOPIA ได้ขยายสาขาอย่างรวดเร็วทั่วประเทศญี่ปุ่น และได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในเชนซูเปอร์มาร์เก็ตที่เติบโตเร็วที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โมเดลธุรกิจของบริษัทให้ความสำคัญกับหมวดสินค้าอาหารสด

โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ อาหารทะเล และอาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่สร้างอัตราการเข้าร้านซ้ำ (repeat purchase) ได้สูง การบริหารจัดการที่เน้นประสิทธิภาพด้านต้นทุน ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพสินค้าอย่างเข้มงวด ทำให้ LOPIA สามารถรักษาสมดุลระหว่าง “ราคา” และ “คุณภาพ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
ในเชิงภาพลักษณ์ทางการตลาด LOPIA มักถูกเปรียบเทียบว่าเป็น “Costco เวอร์ชันญี่ปุ่น” เนื่องจากสามารถนำเสนอสินค้าคุณภาพดีในปริมาณคุ้มค่าและราคาที่แข่งขันได้ แม้จะไม่ได้ใช้โมเดลสมาชิกแบบเดียวกับ Costco ก็ตาม 
 
การจัดวางสินค้าในร้านที่เน้นความหลากหลายและความตื่นตาตื่นใจ ประกอบกับการนำเสนอสินค้าพิเศษตามฤดูกาล ช่วยยกระดับประสบการณ์การจับจ่ายให้มากกว่าการซื้อของอุปโภคบริโภคทั่วไป
 
ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งจากธุรกิจขายเนื้อสัตว์และการพัฒนาโมเดลค้าปลีก ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ร้านค้าปลีก LOPIA จึงไม่เพียงเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นในญี่ปุ่นเท่านั้น หากแต่เป็นแบรนด์ค้าปลีกอาหารที่กำลังขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ และกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตามองในอุตสาหกรรมค้าปลีกเอเชียในปัจจุบัน
 
การเติบโตในญี่ปุ่น 
 

ภาพจาก https://citly.me/kWw57

LOPIA แม้จะมีจุดกำเนิดจากธุรกิจร้านขายเนื้อขนาดเล็กในจังหวัดคานากาวะเมื่อปี 1971 แต่ได้อาศัยความเชี่ยวชาญด้านการคัดสรรและแปรรูปเนื้อสัตว์คุณภาพสูง เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในท้องถิ่น จากธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก บริษัทค่อยๆ พัฒนาโมเดลการดำเนินงานให้มีความเป็นระบบมากขึ้น ก่อนขยายรูปแบบร้านไปสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตเต็มรูปแบบที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคครบวงจร ทั้งอาหารสด อาหารแปรรูป และของใช้ในครัวเรือน
 
การเติบโตของ LOPIA ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยกลยุทธ์การขยายสาขาในทำเลที่มีศักยภาพสูง ทั้งในเขตเมืองและชานเมือง ปัจจุบันบริษัทมีสาขามากกว่า 120 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น ครอบคลุมหลายภูมิภาคสำคัญ และสามารถสร้างรายได้รวมระดับหลายแสนล้านเยนต่อปี จากยอดขายสินค้าอาหารสดและสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ สะท้อนถึงขนาดธุรกิจที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ
 
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของบริษัท คือ ความแข็งแกร่งในหมวดสินค้า “เนื้อสด” ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ LOPIA ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการจัดซื้อ ควบคุมคุณภาพ และบริหารต้นทุน ทำให้สามารถจำหน่ายเนื้อสัตว์คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ โมเดลดังกล่าวช่วยดึงดูดลูกค้ากลุ่มครอบครัวและผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่า โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความประหยัดควบคู่กับคุณภาพสินค้า
 
นอกจากนี้ บริษัทยังนำแนวคิดการบริหารจัดการแบบกระจายอำนาจไปใช้ในระดับสาขา โดยเปิดโอกาสให้ผู้จัดการแต่ละแผนกสามารถปรับกลยุทธ์สินค้าและโปรโมชั่นให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นๆ ความยืดหยุ่นดังกล่าวช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการแข่งขัน และทำให้ LOPIA สามารถตอบสนองต่อสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว
 
ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในอุตสาหกรรมค้าปลีกญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Aeon, Ito-Yokado และ OK Store เป็นคู่แข่งสำคัญ LOPIA สามารถสร้างจุดยืนที่ชัดเจนด้วยกลยุทธ์เน้นคุณภาพสินค้าอาหารสด และการตั้งราคาที่ดึงดูดใจผู้บริโภค ส่งผลให้บริษัทได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเชนซูเปอร์มาร์เก็ต ที่เติบโตโดดเด่นที่สุดของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
 
เอกลักษณ์และจุดเด่นของแบรนด์
 

ภาพจาก https://citly.me/kWw57

ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในอุตสาหกรรมค้าปลีกอาหารในญี่ปุ่น LOPIA สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจนผ่านคุณค่าหลักที่ผสาน “คุณภาพแบบญี่ปุ่น” เข้ากับ “ราคาที่เข้าถึงได้” โดยไม่ลดทอนมาตรฐานสินค้า แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการคัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน โดยเฉพาะเนื้อวากิวและสินค้าอาหารสดระดับพรีเมียม ที่นำเข้าหรือควบคุมกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิด ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงทั้งกลุ่มลูกค้าทั่วไป และกลุ่มที่มองหาคุณภาพสูงในงบประมาณที่สมเหตุสมผล
 
อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญคือการบริหารห่วงโซ่อุปทานแบบแนวดิ่ง (Vertical Integration) ซึ่งช่วยให้บริษัทควบคุมต้นทุนและมาตรฐานสินค้าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โครงสร้างดังกล่าวไม่เพียงสร้างความได้เปรียบด้านราคา แต่ยังช่วยให้ LOPIA สามารถรักษาความสดใหม่ของสินค้าและบริหารสต็อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อผสานกับการพัฒนาสินค้า Private Brand ที่มีอัตรากำไรสูงกว่า จึงยิ่งเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
 
ด้านประสบการณ์ผู้บริโภค LOPIA ให้ความสำคัญกับบรรยากาศภายในร้านอย่างมาก การจัดวางสินค้าในลักษณะ “Food Amusement Park” ทำให้การจับจ่ายมีความสนุกและน่าค้นหา มีสินค้าพิเศษตามฤดูกาล มุมสินค้านำเข้าหายาก และการนำเสนอที่สะท้อนวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่น ล้วนช่วยสร้างภาพจำที่แตกต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตแบบดั้งเดิม และกระตุ้นให้เกิดการกลับมาใช้บริการซ้ำ
 
นอกจากนี้ โมเดลการบริหารแบบยืดหยุ่นในระดับสาขายังเป็นจุดแข็งสำคัญ แต่ละแผนกมีอิสระในการปรับสินค้า ราคา และโปรโมชั่นให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่นั้นๆ ทำให้ LOPIA สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะท้องถิ่นได้รวดเร็วกว่าองค์กรที่มีโครงสร้างรวมศูนย์สูง กลไกดังกล่าวช่วยสร้างสมดุลระหว่างมาตรฐานแบรนด์ระดับองค์กร กับความคล่องตัวในการแข่งขันระดับพื้นที่
 
ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดนี้ LOPIA จึงไม่ได้แข่งขันด้วย “ราคา” เพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วยระบบธุรกิจที่ครบวงจร ภาพลักษณ์คุณภาพแบบญี่ปุ่น และประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศในปัจจุบัน
 
สินค้า & บริการ
 

ภาพจาก https://citly.me/kWw57

LOPIA วางตำแหน่งตัวเองเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตครบวงจรที่เน้นหมวดสินค้าอาหารเป็นแกนหลัก โดยเฉพาะอาหารสดและสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นจุดขายสำคัญของแบรนด์ โครงสร้างสินค้าในร้านถูกออกแบบให้ครอบคลุมทั้งวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารเอง และอาหารพร้อมรับประทาน เพื่อตอบโจทย์ทั้งกลุ่มครอบครัวและผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวกสบายควบคู่กับคุณภาพของสินค้า
 
ในหมวดอาหารสด เนื้อสัตว์ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของร้าน โดยมีการจำหน่ายเนื้อวากิวญี่ปุ่นระดับพรีเมียม และเนื้อโคคุณภาพสูงหลากหลายเกรด การจัดเรียงสินค้าถูกออกแบบให้มีตัวเลือกหลายขนาดและหลายช่วงราคา (SKU หลากหลาย) เพื่อรองรับทั้งผู้บริโภคทั่วไปและกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้าพรีเมียมโดยเฉพาะ ความเชี่ยวชาญด้านการคัดสรรและแปรรูปเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นรากฐานดั้งเดิมของบริษัท ยังคงสะท้อนผ่านมาตรฐานคุณภาพและการนำเสนอสินค้าในทุกสาขา
 
หมวดซูชิและซีฟู้ด เป็นอีกหนึ่งจุดดึงดูดหลัก โดยมีซูชิสไตล์ญี่ปุ่นชิ้นใหญ่ในราคาที่แข่งขันได้ รวมถึงปลาสดและอาหารทะเลนำเข้า เมนูจำนวนมากถูกจัดทำในลักษณะใกล้เคียงร้านอาหารญี่ปุ่น ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อกลับบ้านได้ในราคาที่คุ้มค่ากว่าการรับประทานในร้านอาหาร นอกจากนี้ การผลิตอาหารพร้อมทานภายในร้าน ยังช่วยควบคุมความสดใหม่และมาตรฐานรสชาติได้อย่างใกล้ชิด
 
ด้านผลไม้เกรดพรีเมียม LOPIA นำเข้าผลไม้ตามฤดูกาลจากญี่ปุ่น เช่น แอปเปิ้ล สตรอว์เบอร์รี่ องุ่น และท้อ ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดเอเชีย การจัดวางสินค้ามักเน้นภาพลักษณ์คุณภาพสูง สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับผลไม้เกรดพรีเมียมแบบญี่ปุ่น ร้านยังมีหมวดของทานเล่นและขนมหวาน

อาทิ มันเทศญี่ปุ่น ขนมจากมันเทศ เค้ก และของหวานยอดนิยม รวมถึงสินค้าพิเศษที่นำเข้าจากภูมิภาคต่างๆ ของญี่ปุ่น ช่วยสร้างความแตกต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป
 
ในส่วนของอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) LOPIA มีเมนูหลากหลาย เช่น เบนโตะ ไก่ทอด ทงคัตสึ สลัด และข้าวปั้นสไตล์ญี่ปุ่น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และคุณภาพระดับร้านอาหาร 
 
การผสานระหว่างสินค้าอาหารสด วัตถุดิบพรีเมียม และเมนูพร้อมทาน ทำให้ LOPIA ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ซื้อของเข้าบ้าน แต่เป็นศูนย์รวมอาหารญี่ปุ่นในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตที่ครบวงจรในจุดเดียว
 
โมเดล “Low Price Utopia” กลไกสร้างความได้เปรียบ
 
โมเดล “Low Price Utopia” คือ แนวคิดทางธุรกิจหลักของ LOPIA ที่มุ่งสร้าง “ดินแดนแห่งราคาคุ้มค่า” โดยผสานคุณภาพระดับพรีเมียมแบบญี่ปุ่นเข้ากับราคาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ไม่ใช่การลดราคาแบบลดคุณภาพ แต่เป็นการออกแบบระบบธุรกิจทั้งห่วงโซ่เพื่อทำให้ “ของดี ราคาดี” เกิดขึ้นได้จริงในเชิงโครงสร้าง
 
แนวคิดนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน

1. ควบคุมต้นทุนเชิงระบบ (Structural Cost Control)
 

ภาพจาก https://citly.me/kWw57

LOPIA ใช้โมเดลบริหารห่วงโซ่อุปทานแบบแนวดิ่ง (Vertical Integration) ควบคุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงหน้าร้าน ลดคนกลาง เพิ่มอำนาจต่อรอง และควบคุมคุณภาพได้ใกล้ชิด ทำให้สามารถตั้งราคาที่แข่งขันได้โดยไม่กระทบมาตรฐานสินค้า

2. โฟกัสสินค้าหลักที่สร้างความต่าง (Category Focus Strategy)
 
แบรนด์เน้นหมวด “อาหารสด” โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นจุดแข็งดั้งเดิมของบริษัท การมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดซื้อ การควบคุมคุณภาพ และการตั้งราคาในระดับที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
 
3. สินค้า Private Brand (PB) เพื่อเพิ่มมาร์จิ้น
 

ภาพจาก https://citly.me/kWw57

การพัฒนาสินค้าแบรนด์ของตนเองช่วยให้บริษัทควบคุมต้นทุนและกำไรได้ดีขึ้น เมื่อมาร์จิ้นดีขึ้น บริษัทจึงสามารถถ่ายทอดความคุ้มค่าไปยังผู้บริโภคในรูปแบบราคาที่ไม่สูงเกินไป
 
4. สร้าง “คุณค่า” มากกว่า “ราคาถูก”
 
Low Price Utopia ไม่ได้หมายถึงการเป็นร้านราคาถูกที่สุดในตลาด แต่เป็นการทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “จ่ายเท่านี้ แต่ได้คุณภาพเกินราคา” ผ่านสินค้าเกรดพรีเมียม เช่น เนื้อวากิว อาหารทะเลสด หรือผลไม้นำเข้าญี่ปุ่น พร้อมบรรยากาศร้านแบบ “Food Amusement Park” ที่เพิ่มมูลค่าทางประสบการณ์
 
กล่าวโดยสรุป โมเดล “Low Price Utopia” คือการออกแบบธุรกิจให้สามารถส่งมอบคุณภาพสูงในราคาสมเหตุสมผลอย่างยั่งยืน ผ่านโครงสร้างต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง ซึ่งเป็นแกนกลางที่ผลักดันการเติบโตของ LOPIA ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ
 
กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ
 

ภาพจาก https://citly.me/kWw57

ความแตกต่างของ LOPIA จากซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ไม่ได้อยู่เพียงที่คุณภาพสินค้า แต่เกิดจากโครงสร้างการดำเนินธุรกิจที่ออกแบบมา เพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงต้นทุนและความคล่องตัวในการแข่งขัน บริษัทพัฒนาโมเดลที่ผสานการควบคุมห่วงโซ่อุปทาน การบริหารแบบกระจายอำนาจ และการสร้างประสบการณ์ในร้านเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
 
แนวคิด Vertical Integration ถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ LOPIA บริษัทควบคุมกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบจากฟาร์ม การแปรรูปในโรงงาน ไปจนถึงการจัดจำหน่ายในหน้าร้าน 
 
โครงสร้างดังกล่าว ช่วยลดต้นทุนผ่านการตัดคนกลาง เพิ่มอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ และควบคุมมาตรฐานคุณภาพสินค้าได้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในหมวดเนื้อสัตว์และอาหารสดซึ่งเป็นสินค้าหลักของแบรนด์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้า Private Brand ที่ช่วยเพิ่มอัตรากำไรและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
 
ในระดับสาขา LOPIA ใช้แนวทางบริหารแบบกึ่งกระจายอำนาจ โดยแต่ละแผนก เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผักผลไม้ และอาหารพร้อมรับประทาน มีผู้จัดการที่สามารถตัดสินใจด้านการคัดเลือกสินค้า การตั้งราคา และการจัดโปรโมชั่นให้เหมาะสมกับพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างยืดหยุ่น โมเดลดังกล่าวช่วยให้แต่ละสาขามีความคล่องตัวสูง สามารถปรับตัวตามสภาพตลาดท้องถิ่น และสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกค้าในชุมชน
 
ด้านกลยุทธ์ราคา LOPIA วางตำแหน่งแบรนด์ในกลุ่ม Value-for-Money อย่างชัดเจน โดยนำเสนอสินค้าเกรดพรีเมียม เช่น เนื้อวัว A5 อาหารทะเลสด และสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น ในระดับราคาที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับซูเปอร์มาร์เก็ตระดับเดียวกัน แนวทางนี้ช่วยขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มที่ต้องการคุณภาพสูง แต่ยังคำนึงถึงความคุ้มค่า ส่งผลให้เกิดการซื้อซ้ำและสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว
 
นอกจากนี้ LOPIA ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในร้าน โดยออกแบบพื้นที่จำหน่ายในร้านให้มีชีวิตชีวาในลักษณะ “Food Amusement Park” การจัดวางสินค้าอย่างโดดเด่น การนำเสนอเมนูพิเศษตามฤดูกาล และมุมสินค้าหายากจากภูมิภาคต่างๆ ของญี่ปุ่น ช่วยยกระดับการจับจ่ายให้เป็นมากกว่าการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป กลายเป็นประสบการณ์ที่สร้างความตื่นเต้นและแรงจูงใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
 
การขยายสู่ต่างประเทศ 
 

ภาพจาก https://citly.me/RS8cP

หลังจากสร้างฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในประเทศญี่ปุ่น LOPIA ได้เริ่มขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเลือก “ไต้หวัน” เป็นตลาดต่างประเทศแห่งแรกในการรุกขยายเครือข่าย การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์การเลือกตลาดที่มีความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมการบริโภคอาหารญี่ปุ่น และมีความต้องการสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นในระดับสูง
 
ในไต้หวัน LOPIA สามารถขยายสาขาเข้าสู่เมืองหลักหลายแห่ง อาทิ ไทเป นิวไทเป ไถจง และเกาสง พร้อมได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคท้องถิ่น ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 9 สาขา จุดแข็งสำคัญอยู่ที่การนำเสนอสินค้าอาหารสดและผลิตภัณฑ์นำเข้าจากญี่ปุ่นในราคาที่แข่งขันได้ เมื่อเทียบกับซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมรายอื่นในตลาดไต้หวัน ความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างคุณภาพและราคายังคงเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้แบรนด์สร้างฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
 
ความสำเร็จในไต้หวันถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญของ LOPIA ในการทดสอบโมเดลธุรกิจนอกประเทศญี่ปุ่น ทั้งในด้านซัพพลายเชน การจัดการสินค้า และการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่นในต่างประเทศ ประสบการณ์ดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้บริษัทในการเดินหน้าขยายไปสู่ภูมิภาคอื่นในเอเชีย
 
ด้วยโมเดลธุรกิจที่สามารถขยายสาขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ LOPIA ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเชนซูเปอร์มาร์เก็ตที่เติบโตโดดเด่นที่สุดในญี่ปุ่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยบริษัทมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยในระดับมากกว่า 20% ต่อปี สะท้อนความสามารถในการเพิ่มทั้งจำนวนสาขาและรายได้ควบคู่กันอย่างต่อเนื่อง
 
ข้อมูลล่าสุดในปี 2025 ระบุว่า LOPIA มีสาขารวมมากกว่า 128 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น มีสาขาทั่วโลกกว่า 149 แห่ง และสามารถสร้างรายได้รวมแตะระดับประมาณ 3.2 แสนล้านเยนต่อปี คิดเป็นมูลค่าราว 73,000 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ) ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำสถานะของบริษัทในฐานะผู้เล่นรายสำคัญของอุตสาหกรรมค้าปลีกอาหารญี่ปุ่น และสะท้อนประสิทธิภาพของกลยุทธ์ที่เน้นสินค้าอาหารสดคุณภาพสูง ในราคาที่เข้าถึงได้เป็นหัวใจหลักของการเติบโตธุรกิจ
 
สำหรับประเทศไทย ได้ถูกเลือกให้เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับการขยายธุรกิจ โดย LOPIA เปิดบริการสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งการเข้าสู่ตลาดไทยครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเพิ่มจุดจำหน่ายสินค้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของบริษัทในการเผยแพร่อาหารญี่ปุ่นสู่ตลาดโลก ผ่านโมเดลซูเปอร์มาร์เก็ตที่ผสานคุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์การจับจ่ายแบบญี่ปุ่น
 
การรุกเข้าสู่ประเทศไทยยังถูกมองว่า เป็นก้าวยุทธศาสตร์สำคัญในการวางรากฐานไปสู่การขยายเครือข่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ทั้งในด้านกำลังซื้อของผู้บริโภค และความนิยมสินค้าอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
 
คู่แข่งในตลาด
 

ภาพจาก https://citly.me/RS8cP

การดำเนินธุรกิจของ LOPIA ในแต่ละประเทศ ต้องเผชิญกับสภาพการแข่งขันที่แตกต่างกันไปตามโครงสร้างตลาดค้าปลีกท้องถิ่น ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดหลัก บริษัทต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ เช่น AEON และ MaxValu ซึ่งมีความแข็งแกร่งด้านขนาดธุรกิจและอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ 
 
ขณะเดียวกัน ยังมีคู่แข่งที่เน้นกลยุทธ์ราคาประหยัดอย่าง Gyomu Super และ OK Store ซึ่งชูแนวคิด Everyday Low Price และได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นหลัก
 
ในไต้หวัน ตลาดค้าปลีกมีผู้เล่นรายใหญ่ที่มีฐานลูกค้าเหนียวแน่น เช่น PX Mart ซึ่งเป็นเชนท้องถิ่นที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ และมีจุดแข็งด้านราคาที่เข้าถึงง่าย

นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการระดับนานาชาติอย่าง Carrefour รวมถึงตลาดสดท้องถิ่นที่ยังคงมีบทบาทสำคัญในพฤติกรรมผู้บริโภคไต้หวัน การแข่งขันในตลาดนี้จึงไม่ได้จำกัดเพียงด้านราคา แต่รวมถึงความหลากหลายของสินค้าและความสะดวกในการเข้าถึงสาขา


ภาพจาก https://citly.me/RS8cP
 
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดใหม่ของ LOPIA โครงสร้างการแข่งขันมีความหลากหลายและเข้มข้น ทั้งในกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมและไฮเปอร์มาร์เก็ต ผู้เล่นสำคัญ ได้แก่ Tops, Villa Market, Foodland, Big C และ Makro ซึ่งมีเครือข่ายสาขาครอบคลุมและฐานลูกค้าขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังมี Lotus's go fresh และตลาดสดท้องถิ่นที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคด้านราคาและความสดใกล้บ้าน ทำให้การแข่งขันในตลาดไทยมีทั้งมิติด้านราคา ทำเล และความแตกต่างของสินค้า
 
ภายใต้บริบทดังกล่าว LOPIA ในประเทศไทยจึงต้องแข่งขันในหลายมิติพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของอาหารสด โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และสินค้านำเข้า ความคุ้มค่าด้านราคา รวมถึงประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แตกต่างในรูปแบบ “Food Amusement Park” กลยุทธ์สำคัญของบริษัทคือการสร้างภาพลักษณ์เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่น ที่นำเสนอคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการความแตกต่างจากผู้เล่นรายเดิมในตลาด
 
ด้วยการแข่งขันที่มีทั้งแบรนด์รายใหญ่และตลาดสดท้องถิ่น ความท้าทายของ LOPIA จึงอยู่ที่การสร้างการรับรู้แบรนด์ในระยะเริ่มต้น พร้อมพิสูจน์ความคุ้มค่าและคุณภาพให้ผู้บริโภคไทยเห็นอย่างเป็นรูปธรรม หากสามารถสร้างความแตกต่างได้ชัดเจนในมิติสินค้าและประสบการณ์ ก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในอนาคต
 
บทสรุป
 
จากรากฐานของธุรกิจร้านขายเนื้อสดในปี 1971 สู่การเป็นเชนซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีเครือข่ายกว่า 149 สาขาทั่วโลก LOPIA แสดงให้เห็นถึงพลังที่แข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจที่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความแตกต่างผ่านการมอบประสบการณ์ให้ผู้บริโภค แบรนด์ไม่ได้แข่งขันด้วยราคาต่ำเพียงอย่างเดียว หากแต่แข่งขันด้วย “ระบบ” ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมภาพลักษณ์คุณภาพแบบญี่ปุ่นที่ชัดเจน
 
ในบริบทของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ความสำเร็จของ LOPIA จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างการรับรู้แบรนด์และรักษาสมดุลระหว่างคุณภาพกับราคาท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น

หากบริษัทสามารถถ่ายทอดจุดแข็งด้านสินค้าอาหารสด สินค้านำเข้า และประสบการณ์การจับจ่ายแบบญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่า LOPIA ก็อาจก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในภูมิภาคนี้ในอนาคตอันใกล้
 
แหล่งข้อมูล 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
เซลล์ร้อยล้าน! ต้องมีเป้าหมาย มีวินัย แก้ปัญหาลู..
842
อวสานตึกธนาคาร ความงดงามที่ไม่เหลือ
729
สูตรลับ "สามเหลี่ยมมหาเศรษฐี" แบบขายดีทุกวัน!
613
ยกระดับธุรกิจของคุณด้วยพลังแห่งการออกแบบ
562
ค้าปลีกเปลี่ยนเกม ปี 69 ศึกคอมมิวนิตี้มอลล์ OR-C..
542
วิกฤติหนัก! เกาหลีใต้ ร้านกาแฟปิดตัว 50% Market..
513
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด