บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
582
3 นาที
18 กุมภาพันธ์ 2569
วงจรตลาดแบบ "McKinsey" ลูกค้าเปลี่ยนใจง่าย! จ่ายเงินยาก ไม่พอใจก็ไม่ซื้อ
 

การทำธุรกิจแต่ไม่รู้จักทฤษฏีการตลาด ก็ไม่ต่างจากการออกเรือโดยไม่มีแผนที่และเข็มทิศ ในอีกมุมหนึ่งต่อให้รู้จักทฤษฏีการตลาดแต่นำมาใช้ไม่ถูกต้อง อาจทำให้ธุรกิจเดินเกมผิดพลาดที่นำไปสู่ความเสียหายได้ ถ้ามองในด้านความสำคัญพบว่าทฤษฏีการตลาดมีประโยชน์ในหลายด้าน ได้แก่

1. ลดความเสี่ยงและค่าลองผิดลองถูก เนื่องจาก การทำธุรกิจมีความเสี่ยงสูง ทฤษฎีอย่าง STP (Segmentation, Targeting, Positioning) จะช่วยให้รู้ว่าควร ขายใคร และ ไม่ควรขายใคร นำไปสู่การวางแผนตลาดที่ไม่ต้องหว่านงบโฆษณาไปหาทุกคน แต่โฟกัสไปที่คนที่มีโอกาสซื้อจริง ทำให้เงินทุกบาทที่จ่ายไปมีประสิทธิภาพ (ROI) สูงขึ้น
 
2.สร้างจุดเด่นให้แบรนด์แตกต่างจากคู่แข่ง ในตลาดที่มีคู่แข่งนับไม่ถ้วน ทฤษฎีอย่าง Porter’s Five Forces หรือ SWOT Analysis จะช่วยให้มองเห็นช่องว่างที่คนอื่นมองไม่เห็น สามารถดึงเอาจุดเด่นมาเป็นจุดแข็ง เช่นถ้าแข่งราคาไม่ได้ อาจเน้นที่บริการหรือนวัตกรรมเข้ามาแทน
 
3.เข้าใจความต้องการลูกค้าอย่างเป็นระบบ ซึ่งทฤษฏีการตลาดช่วยให้แบรนด์เลิกเดาว่าลูกค้าต้องการอะไร แต่จะช่วยให้รู้ว่าลูกค้ากำลังสงสัยหรือต้องการตัวช่วยแบบไหน เมื่อเราเข้าใจความต้องการนี้ก็จะส่งข้อมูลให้ถึงลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ผลที่ได้คือการขายสินค้าที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

รวมทฤษฏีการตลาด ตั้งแต่ยุคเก่า มาถึงยุคใหม่
 

ภาพจาก envato.com

ในความเป็นจริงทฤษฏีการตลาดมีเยอะมาก ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ซึ่งแต่ละทฤษฏีก็มีเหตุผลและจุดเด่นในตัวเอง โดยมีที่น่าสนใจเช่น
 
1. STP Marketing ที่นับเป็นหัวใจของกลยุทธ์ตลาดเริ่มจาก การแบ่งกลุ่มตลาดขนาดใหญ่ออกเป็นกลุ่มย่อย แบ่งตามอายุ , รายได้ หรือไลฟ์สไตล์ (Segmentation) จากนั้นเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ใช่เพียง 1-2 กลุ่ม (Targeting) และทำการวางตำแหน่งแบรนด์ในใจลูกค้าเพื่อให้รู้ว่าเราคือใคร (Positioning) ดีอย่างไร น่าสนใจอย่างไร
 
2. 4Ps / 7Ps เป็นทฤษฏีการตลาดแบบ Marketing Mix เพื่อเพิ่มยอดขายที่ใช้ได้ทั้งการสินค้าหรือธุรกิจบริการ โดย 4Ps เราทุกคนรู้จักดีคือ Product , Price , Place และ Promotion ส่วน 7Ps เพิ่มเข้ามาอีก 3 ส่วนคือ People , Process และ Physical Evidence
 
3. SWOT Analysis คือทฤษฏีการตลาดที่เน้นการตรวจสอบธุรกิจเพื่อให้การวางแผนด้านการตลาดเฉียบคมยิ่งขึ้น หัวใจของ SWOT ไม่ใช่แค่การลิสต์รายการที่จะตรวจสอบออกมา แต่คือการแยกระว่างสิ่งที่ควบคุมได้ กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่นการค้นหาจุดแข็ง (Strengths) อะไรคือสิ่งที่เรามี และคู่แข่งไม่มี , ลูกค้าชมในเรื่องไหนมากสุด หรือในเรื่องของจุดอ่อน (Weaknesses) ลูกค้าบ่นเรื่องอะไรเกี่ยวกับเรามากที่สุด อะไรที่ทำให้ลูกค้าไม่ตัดสินใจซื้อ เป็นต้น
 
4. Marketing Funnel ทฤษฏีการตลาดแบบกรวยที่ลูกค้าจะค่อยๆ ตัดตัวเลือกจนเหลือเฉพาะสินค้าที่ตัวเองต้องการ
 
นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายทฤษฏีการตลาด เช่น การสร้างตัวตนให้แบรนด์ (Brand Archetypes) , ทฤษฏี Marketing 5.0 ของ Philip Kotler , ทฤษฏี AARRR Framework สำหรับการวัดผลความสำเร็จของStartup , ทฤษฏีสร้างนิสัยให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการหรือซื้อซ้ำ (Hook Model) เป็นต้น
 
The Consumer Decision Journey ทฤษฏีการตลาดของ McKinsey
 
ภาพจาก https://citly.me/76pkJ

เมื่อโลกเปลี่ยน การตลาดก็เปลี่ยน ในยุคแรกๆที่เน้นการผลิตสินค้าออกมาเยอะๆราคาจะได้ถูก ตอนนั้นไม่มีทฤษฏีการตลาดที่ซับซ้อนอะไร แต่จะเน้นไปที่การลดต้นทุนมากกว่า จนมาถึงยุคที่คู่แข่งเริ่มเยอะ สินค้าเริ่มล้นตลาดทฤษฏีการตลาดเริ่มมีบทบาทมากขึ้นโดยเฉพาะการนำ 4Ps มาใช้และพัฒนาเป็น 7Ps
 
สิ่งที่ควรรู้อีกอย่างคือ ทฤษฎีใหม่ๆ ไม่ได้มาเพื่อล้มล้างทฤษฎีเก่าแต่มาเพื่อ ต่อยอด ให้ดีกว่าเดิมทุกวันนี้แบรนด์ระดับโลกก็ยังใช้ 4Ps อยู่ผสมผสานกับการใช้ทฤษฏีการตลาดแบบอื่นร่วมด้วย
 
และสมัยก่อนนักการตลาดมักเชื่อในทฤษฎี Marketing Funnel ที่ว่าลูกค้าจะเริ่มจากรู้จักแบรนด์จำนวนมาก (Awareness) แล้วค่อยๆ ตัดตัวเลือกออกจนเหลือที่สนใจ (Consideration) และสุดท้ายก็ซื้อ (Purchase) เหมือนกรวยที่แคบลงเรื่อยๆ แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไปการมีสมาร์ทโฟนเข้ามาในชีวิตประจำวัน McKinsey & Company ได้เสนอแนวคิดใหม่ที่ชื่อว่า The Consumer Decision Journey (CDJ) ซึ่งอธิบายถึงพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้หมุนวนเป็นวงกลม และมีความซับซ้อนมากขึ้น
 
4 องค์ประกอบที่สำคัญของ The Consumer Decision Journey
 
ภาพจาก https://citly.me/HnN20

1. Initial Consideration (การพิจารณาแบรนด์ในขั้นแรก) ทุกอย่างเริ่มจาก ความต้องการ เช่น หิว , อยากได้รองเท้าใหม่ หรือโทรศัพท์พัง ลูกค้าจะดึงเอาชื่อแบรนด์ที่เคยรู้จักเคยใช้งานออกมาเป็นตัวเลือกแรกๆ ในขั้นตอนของ Initial Consideration มีความสำคัญมาก เพราะลูกค้ามีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้า
 
หรือบริการจากแบรนด์ที่นึกถึงในขั้นตอนนี้ มากกว่าแบรนด์อื่น ๆ ถึง 3 เท่า นั่นหมายความว่า แบรนด์ต้องทำการตลาดในการสร้าง Awareness อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ชื่อของแบรนด์ เข้าไปอยู่ในใจลูกค้าอยู่ตลอดเวลา
 
2. Active Evaluation (การพิจารณาตัวเลือกของลูกค้า) ในขณะที่ลูกค้ากำลังหาข้อมูลจะเริ่มเปรียบเทียบข้อมูลที่เห็นจากสื่อโซเชี่ยลต่างๆ ทั้งFacebook , IG , TikTok รวมถึงการดูรีวิวจากต่างๆ ในขั้นตอนนี้ จำนวนแบรนด์ที่พิจารณาอาจจะ เพิ่มขึ้น จากตอนแรก
 
เพราะลูกค้าไปเจอตัวเลือกใหม่ที่คุ้มกว่าหรือดูดีกว่าจากการรีวิว และในระหว่างนี้ มีโอกาสสูงที่ลูกค้าจะ ตัดชอยซ์ ที่เป็นตัวเลือกของตัวเองทิ้งไป หรือมีแบรนด์ใหม่ที่ไม่ได้นึกถึงเพิ่มเข้ามา
 
3. Moment of Purchase (การตัดสินใจซื้อ) แม้จะมั่นใจในข้อมูลที่คัดกรองมาอย่างดี แต่การตัดสินใจสุดท้ายมักเกิดขึ้นที่ จุดขาย เพราะมีปัจจัยอื่นมาให้พิจารณาเพิ่มเช่น ราคา โปรโมชัน ตัวเลือกของสินค้า ทางเลือกในการชำระเงิน ความยาก-ง่ายในการซื้อสินค้า ที่อาจทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจ
 
4. Post-Purchase Experience (ประสบการณ์หลังการซื้อ) หลายแบรนด์พลาดที่หยุดทำการตลาดเมื่อขายได้แล้ว แต่ ทฤษฏีการตลาดแบบ CDJ มองว่านี่คือ จุดที่สำคัญที่สุด หากสินค้าใช้ดี เกิดความประทับใจ จะกลายเป็นลูกค้าที่มี Loyalty กับแบรนด์ พร้อมที่จะซื้อสินค้าเดิมซ้ำอีกครั้ง
 
โดยไม่พิจารณาทางเลือกจากแบรนด์อื่น ๆ อีก หรือหากไม่ถูกใจ หรือไม่มี Loyalty มากพอ ลูกค้าก็พร้อมที่จะกลับเข้าสู่ขั้นตอน Active Evaluation อีกครั้ง เพื่อเปิดรับตัวเลือกอื่น ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้า
 
ความสำคัญของทฤษฏีนี้ชี้ให้เห็นว่าการรักษาลูกค้าเก่า ประหยัดต้นทุนกว่าการหาลูกค้าใหม่หลายเท่า แนวคิด CDJ จึงเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้าวนกลับมาซื้อซ้ำโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใครอีก และทฤษฏีนี้ยังมุ่งเน้นให้ใช้งบการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่น
  • การใช้งบในการสร้าง Brand Awareness ผ่านช่องทางที่มีกลุ่มเป้าหมาย
  • การใช้เงินไปกับ SEO เพื่อให้ลูกค้าค้นหาแล้วเจอ หรือการจ้างรีวิว , การทำ Content เปรียบเทียบที่ให้ประโยชน์
  • การใช้งบในการปรับปรุง UI/UX หน้าเว็บให้ใช้ง่ายเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น
  • การใช้งบในการส่งเสริมการตลาด พัฒนาระบบ CRM , การดูแลหลังการขาย เป็นต้น
ธุรกิจที่เอา “วงจรตลาดแบบ McKinsey” มาใช้
 
ภาพจาก https://citly.me/rstpO

ทั้งนี้ McKinsey & Company คือบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ตลาดการตลาดแบบ McKinsey จึงไม่ใช่เรื่องของการทำโฆษณาสวยๆ แต่เป็นเรื่องของ Data-Driven Strategy และการใช้โครงสร้างทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพแบรนด์ระดับโลกส่วนใหญ่ที่เน้นการเติบโตอย่างเป็นระบบ มักจะจ้าง McKinsey เข้าไปวางรากฐานกลยุทธ์ให้ยกตัวอย่างเช่น
  • Starbucks โดยในช่วงปี 2008 ที่ Starbucks ประสบปัญหา ยุคนั้น McKinsey เข้ามามีบทบาทสูงในการช่วย วางกลยุทธ์การตลาด สิ่งที่ทำคือใช้การวิเคราะห์ข้อมูลดิบเพื่อปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร และปรับปรุง Supply Chain ทั่วโลก รวมถึงการที่ McKinsey มีส่วนช่วยในการวางรากฐาน Digital Flywheel (Reward Program, Mobile Payment) ซึ่งกลายเป็นอาวุธสำคัญที่สุดของ Starbucks ในปัจจุบัน
  • General Electric (GE) เป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นกับ McKinsey มายาวนาน ถึงขนาดที่มีการวางกลยุทธ์การตลาดที่เรียกว่า GE-McKinsey Matrix ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อ GE มีธุรกิจในเครือเยอะมากจนเริ่มบริหารจัดการไม่ถูกว่าจะเอาเงินไปลงที่ไหนดี McKinsey จึงเข้ามาช่วยสร้างโมเดลการตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • Apple แม้ขึ้นชื่อว่ามีทีมการตลาดที่แข็งแกร่งมาก และถึงจะไม่ได้ใช้ โมเดลของ McKinsey ชัดเจนแต่ก็มีความคล้ายคลึงอย่างมากนั่นคือหลักการ MECE ที่ใช้จัดระเบียบข้อมูล ไม่ให้ซ้ำซ้อน เพราะในมุมของ McKinsey มองว่าการทำ MECE ช่วยลดภาระทางสมองของลูกค้าที่หากมีตัวเลือกมาก มีการตัดสินใจที่ยากเกินไปสุดท้ายจะกลายเป็นไม่ซื้อ จึงทำให้การออกแบบสินค้าและการตลาดของ Apple ทำงานได้ง่ายขึ้น
จะเห็นได้ว่า วงจรตลาดแบบ McKinsey ถือเป็นทฤษฏีการตลาดที่พัฒนามาให้สอดคล้องกับสังคมยุคใหม่ธุรกิจที่ดีไม่ควรเน้นการหาลูกค้าใหม่ไปเรื่อยๆ
 
แต่ต้องมีประสิทธิภาพในการรักษาลูกค้าเก่าให้คงอยู่ เพื่อทำให้ลูกค้า 1 คนกลับมาซื้อซ้ำหลายๆ ครั้งผ่านวงจรการตลาดแบบ The Consumer Decision Journey ซึ่งทฤษฏีนี้นำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกธุรกิจไม่ว่าจะเริ่มต้นใหม่หรือเป็นธุรกิจที่ทำมานานแล้วก็ตาม
 
อ้างอิง :
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
409
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
384
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
381
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
379
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
356
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
330
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด