บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
548
4 นาที
2 ตุลาคม 2568
จิตวิทยาตั้งราคา! Psychological Pricing ทำให้ลูกค้ารู้สึก "คุ้มค่า"


จิตวิทยาการตั้งราคาสินค้า หรือ Psychological Pricing คือ กลยุทธ์การกำหนดราคาที่อาศัยหลักจิตวิทยาของผู้บริโภค เพื่อทำให้ราคาดูเหมือนถูกกว่า น่าดึงดูดกว่า หรือมีคุณค่ามากกว่า โดยไม่จำเป็นต้องลดราคาจริง ๆ กลยุทธ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ในสหรัฐอเมริกา และถูกใช้อย่างแพร่หลายในธุรกิจค้าปลีก ออนไลน์ และบริการต่าง ๆ
 
อย่างไรก็ดีก่อนไปถึงเรื่องจิตวิทยาตั้งราคา สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจลำดับแรกคือพื้นฐานเบื้องต้นของการตั้งราคาสินค้าและบริการต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่การคิดต้นทุนบวกกำไร แต่ต้องคำนึงถึงปัจจัยในอีกหลายด้าน ได้แก่
  1. ต้นทุนสินค้า (Cost) ที่แยกออกเป็นต้นทุนตรง (Direct cost) เช่น ราคาซื้อสินค้า/วัตถุดิบ, ค่าแรงผลิต และ ต้นทุนแฝง (Indirect cost) เช่น ค่าเช่าร้าน, ค่าไฟ, ค่าขนส่ง, ภาษี ซึ่งการตั้งราคาที่ดี ควรให้มี “กำไรขั้นต้น” อย่างน้อย 30–50% ของต้นทุน เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายแฝง
  2. การบริหารจัดการธุรกิจ (Operations) ซึ่งก็มีทั้งค่าใช้จ่ายคงที่ , ค่าใช้จ่ายผันแปร ถ้าเราตั้งราคาสินค้าต่ำเกินไปรายได้เราก็น้อยไม่พอเลี้ยงพนักงาน ในอีกมุมหนึ่งถ้าตั้งราคาสูงเกินไปลูกค้าก็อาจหนีไปหาคู่แข่งได้
  3. การแข่งขันในตลาด (Competition) ต้องเช็กว่า ราคาของคู่แข่งอยู่ตรงไหน ถ้าตั้งราคาต่ำกว่าอาจจะขายดีแต่มีกำไรน้อยหรืออาจจะไม่มีเลย แต่ถ้าคิดจะตั้งราคาสูงกว่าในตลาดก็ต้องมีการเพิ่มคุณค่าที่ดีกว่าคู่แข่งเช่นบริการหลังการขาย หรือขายความเป็นสินค้าที่พรีเมี่ยมมากกว่า เป็นต้น
ปัญหาสำคัญของการตั้งราคาสินค้าที่ไม่เหมาะสม จะมีผลโดยตรงกับยอดขายถ้าลูกค้าไม่พอใจที่จะซื้อมีผลทำให้ยอดขายอาจลดลง 30-50% จึงเป็นที่มาของการใช้จิตวิทยา (Psychological Pricing) 
 
 
ซึ่งมีงานวิจัยที่บ่งชี้ว่ามีส่วนสำคัญทำให้ยอดขายโตขึ้น 20 - 100% ภายในเวลา 1-3 เดือนโดยขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและความต้องการของตลาดนั้นๆ 
 
ซึ่งถ้าพูดถึงข้อดีของการใช้จิตวิทยาในการตั้งราคาสินค้า เรื่องการได้ยอดขายเพิ่มอาจเป็นผลลัพธ์ที่ปลายทาง แต่ก็มีข้อดีอีกหลายอย่างที่น่าสนใจเช่น
  • เพิ่มความน่าสนใจให้กับราคา เพราะจะทำให้ราคาดูเหมือนถูกลงในสายตาของลูกค้า และช่วยกระตุ้นให้ลูกค้ารู้สึกว่าราคานั้นน่าซื้อขึ้น
  • กระตุ้นให้เกิดการซื้อแบบทันที ซึ่งเป็นผลโดยตรงของจิตวิทยาที่เล่นกับจิตใจคนซื้อ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องรีบซื้อ เพราะโอกาสพิเศษอาจหมดลง
  • สร้างความมั่นใจในการตัดสินใจ เพราะเทคนิคการตั้งราคานั้นมีอย่างหลากหลาย แต่ทุกเทคนิคก็มีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างมั่นใจและรู้สึกว่าคิดไม่ผิดที่ได้เลือกซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆ
  • ปรับมุมมองให้สินค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ด้วยจิตวิทยาตั้งราคาที่ใช้มีผลทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าเหล่านั้นมีมูลค่าที่เหมาะสมกับราคาที่จ่ายไป และเต็มใจจะซื้อหาสินค้าใหม่ ๆ ภายใต้แบรนด์เดิมมากขึ้น
ทีนี้เราจะมาดูกันว่าในส่วนของ จิตวิทยาตั้งราคาสินค้า (Psychological Pricing) ที่น่าสนใจนั้นมีอะไรกันบ้าง ซึ่งต้องบอกว่ามีเยอะมาก และแต่ละเทคนิคก็มีจุดดีจุดด้อยในตัวของมันเอง การนำเอาเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ก็ต้องให้สอดคล้องกับบริบทของสินค้าและบริการด้วย
 
1.การตั้งราคาขายแบบเซตเมนู (Bundle Pricing)
 

การขายเมนูแบบเซตจะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็ว และช่วยกระตุ้นยอดขายได้ เนื่องจากลูกค้าจะได้รับอาหารที่มากกว่าเดิมในราคาที่ถูกลง แม้ว่าราคานั้นจากถูกกว่าราคาปกติเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ก็ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า และยอมที่จะจ่ายแพงขึ้นกว่าการซื้อเพียง 1 เมนู 
 
ข้อดีของวิธีนี้คือ สามารถเพิ่มมูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ย (Average Order Value) มีงานวิจัยที่ระบุว่า 80% ของลูกค้าในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดคาดหวังส่วนลดจากเซตเมนูที่ซื้อ และยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้ดี เพราะเซตเมนูจะช่วยขายสินค้าที่ออกได้ช้า หรือมีจำนวนมากให้เหลือน้อยลงเป็นผลดีต่อการบริหารจัดการสต็อกของร้านค้า
 
2. การตั้งราคาขายด้วย “โปร 1 แถม 1” (Buy One Get One Free)
 

เป็นจิตวิทยาตั้งราคาที่ใช้กันแพร่หลาย กลยุทธ์นี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ากำลังได้รับความคุ้มค่า กระตุ้นการซื้อทันที ข้อดีของวิธีการนี้แน่นอนว่าคือการเพิ่มยอดขายและปริมาณการซื้อ (Sales Volume) ในกลุ่มของสินค้าอุปโภค – บริโภคสามารถเพิ่มยอดขายได้กว่า 40-60% และจะเห็นกลยุทธ์นี้แพร่หลายมากโดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อต่างๆ และยังเป็นการดึงดูดลูกค้าใหม่ได้ถึง 15% และเพิ่มการซื้อซ้ำจากลูกค้าประจำได้ 20-25% อีกด้วย
 
3. การตั้งราคาขายแบบหลอกล่อ (Decoy Effect)
 
เชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยได้สัมผัสกับกลยุทธ์นี้มาก่อน อย่างเวลาที่ตั้งใจจะซื้อกาแฟแก้วเล็ก แต่กลับโดนชักจูงให้ซื้อแก้วใหญ่ด้วยการจ่ายเพิ่ม แล้วเราก็ยอมเพราะความคุ้มค่า นั้นแหละที่เรียกว่า “Decoy Effect” เป็นการใช้ประโยชน์จากพฤติกรรมการเปรียบเทียบของผู้บริโภค 
 
โดยเพิ่มตัวเลือกที่ด้อยกว่าเพื่อชี้นำให้ลูกค้าเลือกตัวเลือกที่ให้กำไรสูงกว่า มีตัวเลขระบุชัดว่าวิธีนี้เพิ่มอัตราการซื้อได้ 22-38% มีหลายแบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์ตั้งราคานี้เช่น Starbucks , MK Restaurant , Sizzler เป็นต้น
 
4. การตั้งราคาขายด้วยเลขลงท้าย (Charm Pricing)
 

เลขลงท้ายในราคาตามหลักจิตวิทยา พบว่ามีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อ โดยเฉพาะเลข 0 และเลข 9 ซึ่งทั้งสองตัวเลขนี้จะมีผลต่อความรู้สึกลูกค้าที่ต่างกัน
 
เลข 0 : จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกถึงคุณภาพที่ดีของสินค้ามากกว่าคำว่าราคาถูก อีกทั้งเมื่ออ่านแล้วจะเข้าใจได้เร็ว ช่วยให้สามารถตัดสินใจซื้อได้โดยบางทีก็ลืมคิดถึงความคุ้มค่าไป
 
เลข 9 : การลงท้ายด้วยเลขคี่ จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นสินค้าราคาถูก เข้าถึงได้ง่าย ตัดสินใจซื้อได้ทันที โดยเฉพาะเลข 9 ที่นิยมใช้กับการตั้งราคาอาหารมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น 99 , 199 หรือ 999 ที่เมื่อเห็นสมองจะมีความคิดว่า “ราคาไม่ถึงร้อย/พัน” ถูกนะ ซื้อได้เลย คุ้มค่าแน่นอน ซึ่งตรงข้ามกับหากเจอราคา 100 , 1000 สมองจะคิดก่อนซื้อทั้ง ๆ ที่ต่างกันเเค่ 1 บาทเท่านั้น
 
แน่นอนว่ามีผลต่อการเพิ่มยอดขายได้ถึง 40-60% และยังทำให้ลูกค้ากว่า 29% รู้สึกว่าสินค้าที่ซื้อมีความคุ้มค่ามาก
 
5. การตั้งราคาด้วยคำว่า “ฟรี” (Free Shipping Pricing)
 
คำว่าฟรี มีอิทธิพลต่อความรู้สึกมาก มีหลายวิธีที่จะนำไปใช้ได้เช่น ฟรีค่าจัดส่ง, ฟรีของแถม, ฟรีทดลอง มีข้อมูลน่าสนใจที่ระบุว่าร้านค้าออนไลน์ที่มีคำว่าฟรีจัดส่ง ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการได้มากถึง 60% และทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-40% หรือการใช้คำว่า ฟรีทดลอง ทำให้มีลูกค้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น 48% 
 
และมีโอกาสกลายมาเป็นลูกค้าประจำได้ในอนาคต หรือการฟรีของแถมนี่ก็ยิ่งน่าสนใจ สินค้าที่มีของแถมแม้เพียงเล็กน้อยแต่เพิ่มโอกาสในการซื้อสินค้าหลักได้ 20-30% ถือเป็นจิตวิทยาที่ทรงพลังในด้านการตลาดมาก
 
6. การตั้งราคาเพื่อเปรียบเทียบ (Anchoring) 
 

เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ประโยชน์จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่มักยึดราคาแรกที่เห็นเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ เช่น การแสดงราคาเดิม 1,000 บาท และลดเหลือ 799 บาท ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าราคา 799 บาทถูกกว่ามาก 
 
ข้อดีของเทคนิคนี้คือกระตุ้นการซื้อได้ทันทีเพราะกลัวว่าส่วนลดที่ปรากฏจะหายไป มีโอกาสเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจได้ 25-35% ในช่วงจัดโปรโมชัน เราจะเห็นบ่อยมากในร้านค้าออนไลน์ต่างๆ หรือร้านพิซซ่าก็มักใช้เทคนี้เช่น พิซซ่าถาดใหญ่ 499 บาท ลดเหลือ 399 บาท เป็นต้น
 
7.การตั้งราคาที่คำนวณง่าย (Easy Calculation Pricin)
 
คือกลยุทธ์การตั้งราคาที่ใช้ตัวเลขกลมๆ เช่น 100 บาท, 500 บาท หรือ 1,000 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจและคำนวณราคาได้ง่าย ซึ่งพบว่า 38% ของผู้บริโภคชอบการตั้งราคาแบบนี้เพราะลดความยุ่งยากในการตัดสินใจ ส่งผลให้อัตราการซื้อ (conversion rate) เพิ่มขึ้น 20-25% 
 
ยกตัวอย่างเช่น Sizzler ตั้งราคา Salad Bar 200 บาท ช่วยลดเวลาในการสั่งซื้อและเพิ่มยอดลูกค้า 15% ในช่วงโปรโมชันดังกล่าว และการตั้งราคาแบบคำนวณง่ายนั้น ยังเหมาะสำหรับสินค้าที่ใช้ “อารมณ์” ในการตัดสินใจ เช่น สินค้าแบรนด์เนมต่างๆ
 
8.เทคนิคแยกค่าขนส่งจากราคาหลัก (Separate Shipping Pricing)
 

หลักการก็ง่ายๆใช้วิธีแยกค่าจัดส่งออกจากราคาสินค้า โดยแสดงให้ผู้บริโภคเห็นทั้งราคาสินค้าและค่าขนส่งอย่างชัดเจน แทนที่จะรวมอยู่ในราคาเดียวกัน เพราะตามหลักจิตวิทยา ผู้บริโภคจะทำการเปรียบเทียบราคาสินค้ากับสินค้าของคู่แข่งธุรกิจเดียวกันในตลาดเสมอ 
 
ดังนั้น เมื่อธุรกิจแสดงราคาสินค้าที่แยกกับค่าขนส่ง จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าธุรกิจนั้นถูกกว่าคู่แข่ง วิธีนี้ยังช่วยเพิ่มอัตราการซื้อซ้ำ 20-25% อีกด้วย
 
9. ตั้งราคาแบบชำระเงินเป็นงวด (Installment Pricing)
 
เป็นจิตวิทยาที่เน้นการลดภาระทางการเงิน อนุญาติให้ผู้บริโภคชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นงวด ๆ แทนการจ่ายครั้งเดียวเต็มจำนวน เช่น การผ่อนชำระสมาร์ทโฟน 10,000 บาท เป็น 10 งวด งวดละ 1,000 บาท 
 
ข้อดีของวิธีนี้แน่นอนคือทำให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าที่มีราคาสูงได้ง่ายขึ้น และการเสนอตัวเลือกผ่อนชำระเพิ่มยอดขายได้ 20-40% ในหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ในบ้าน และยังช่วยเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ 25% ในกลุ่มวัยทำงานได้
 
10. เทคนิคใช้ตัวหนังสือเล็กๆ (Small Font Pricing)
 

เป็นการใช้ประโยชน์จากพฤติกรรมผู้บริโภคซึ่งมักให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เด่นชัด (เช่น ตัวเลขใหญ่) และมองข้ามข้อมูลที่แสดงด้วยตัวอักษรเล็ก พบในแพลตฟอร์มออนไลน์ ร้านค้าปลีกต่างๆ เช่น แพลตฟอร์มอย่าง Lazada ใช้ตัวหนังสือเล็กแสดงราคาเดิม เช่น สมาร์ทโฟน 10,000 บาท และตัวใหญ่สำหรับราคาลด 7,999 บาท ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการคลิกซื้อ 20% เป็นต้น
 
11.การสร้างความรู้สึกเร่งด่วนในการตั้งราคา (Urgency & Scarcity Pricing) 
 
เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อทันที สอดคล้องกับ FOMO (Fear Of Missing Out) ซึ่งเป็นความกลัวพลาดโอกาส ทำให้ผู้บริโภคมองว่าสินค้ามีคุณค่ามากขึ้นและยอมจ่ายในราคาที่กำหนด ตัวอย่างเช่น การลดราคาพิเศษ "เฉพาะวันนี้" หรือ "เหลือ 5 ชิ้นสุดท้าย" กลยุทธ์นี้แพร่หลายในอีคอมเมิร์ซและค้าปลีก เพื่อเพิ่มยอดขายโดยไม่ต้องลดราคาจริงลงมากนัก มีโอกาสในการเพิ่มยอดขายได้ 20-40%
 
12.การตั้งราคาแบบ Triple-Code Model


วิธีนี้มีโอกาสเพิ่มยอดขายได้ 10-30% อาศัยหลักการทางประสาทวิทยาที่เชื่อว่าสมองมนุษย์จะประมวลตัวเลขผ่าน 3 ช่องทางหลักคือ
  • Arabic Code การรับรู้ตัวเลขเป็นสัญลักษณ์ เช่น 1, 2, 3, 4 ,5 ….
  • Verbal Code การรับรู้ตัวเลขเป็นคำพูดเช่น หนึ่ง, สอง, สาม, สี่ , ห้า …..
  • Analog Magnitude Code การรับรู้ตัวเลขเป็นปริมาณ เช่น “2 มากกว่า 1” หรือ “1 น้อยกว่า 2”
เป็นหลักการตั้งราคาที่เป็นเหมือนการ “หลอกสมอง” ทำให้คนซื้อพึงพอใจและรู้สึกว่าสินค้าคุ้มค่า ราคาไม่แพง ซึ่งมีการนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายวิธีเช่น การจัดโปรโมชัน 1 แถม 1 ,การตั้งราคาลงท้ายด้วยเลข 9 เป็นต้น
 
แต่เชื่อกันหรือไม่ว่าในหลักการตั้งราคาทางจิตวิทยานี้มีบางอันที่คนส่วนใหญ่ยังสับสนและคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่และโปรโมชันที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดก็คือ 1 แถม 1 กับ ลดราคา 50% อธิบายง่ายๆสมมุติถ้ามีสินค้าราคาชิ้นละ 10 บาท ซื้อ 1 แถม 1 เราจะได้สินค้า 2 ชิ้นในราคา 10 บาท ต้นทุนเฉลี่ยที่ชิ้นละ 5 บาท
 
แต่ถ้าลดราคา 50% จะได้สินค้าไปแค่ 1 ชิ้นในราคา 5 บาทเท่ากัน จะเห็นว่าต้นทุนเท่ากันแต่ลดราคา 50% จะได้สินค้าน้อยกว่า ดังนั้นการเลือกใช้ให้เหมาะสมจึงสำคัญ วิธีทำโปรโมชันแบบ 1 แถม 1 เหมาะกับลูกค้าเก่าที่เคยเป็นลูกค้าอยู่แล้ว ส่วนโปรลดราคา 50% น่าจะเหมาะกับการทำตลาดในกลุ่มลูกค้าใหม่เพื่อดึงดูดให้เข้ามาเป็นลูกค้าในอนาคต
 
 
อีกเรื่องที่สำคัญแต่คราวนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเลขแต่เป็น “ประโยคจิตวิทยา” ที่ใช้คู่กับ Psychological Pricing ได้เพราะ “คำพูดดีๆ” ก็มีผลทำให้คนรู้สึกคุ้มค่าได้เช่นกัน ยกตัวอย่าง “ราคานี้มีเฉพาะวันนี้” “ จ่ายแค่วันละ 10 บาทได้ชีวิตที่ดีขึ้น” , “สินค้ายอดนิยมที่ยอดขายสูงสุด” “โปรนี้เราขาดทุน แต่คุณได้กำไร” เป็นต้น
 
อย่างไรก็ดีการใช้เทคนิคจิตวิทยาในการตั้งราคา (Psychological Pricing) แม้จะได้ผลมากแต่ก็มี 5 สิ่งที่ไม่ควรทำเช่นกันได้แก่
  1. ตั้งราคาสินค้าให้ถูกลง เพื่อหวังแค่เพิ่มปริมาณการขายโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนกำไรแท้จริง
  2. ตั้งราคาสินค้าที่ผิดพลาดอาจทำให้ลูกค้าสูญเสียความไว้วางใจ และเผยแพร่ข้อผิดพลาดของแบรนด์จนส่งผลเสียในระยะยาว
  3. การตั้งราคาตามจิตวิทยาควบคู่กับการลดคุณภาพสินค้า ถือเป็นการบ่อนทำลายตัวเองยิ่งในยุคโซเชี่ยลไปเร็วแบบนี้ยิ่งไม่คุ้มที่จะเสี่ยง
  4. ตั้งราคาแบบไม่สนใจธรรมชาติของสินค้า เช่นสินค้าที่ปกติต้องราคาแพงจึงจะมีคุณภาพดีแต่ถ้านำมาลดราคา ก็อาจทำให้ลูกค้าไม่กล้าซื้อ และเข้าใจว่าเป็นสินค้าเกรดตก
  5. ตั้งราคาแบบไม่สนใจผู้บริโภค เช่นการใช้ตัวหนังสือเล็กๆซ่อนข้อมูลสำคัญเช่นค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เงื่อนไขผ่อนชำระ ซึ่งจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าถูกหลอกนำไปสู่ความคิดเชิงลบที่มีผลทำให้ยอดขายลดลงได้อย่างรวดเร็ว
กลยุทธ์ในการตั้งราคานั้นมีหลากหลายขึ้นอยู่กับแต่ละธุรกิจเป็นผู้กำหนดก็ต้องดูปัจจัยแวดล้อมหลายด้านมาประกอบกัน ซึ่งทุกรูปแบบในการตั้งราคาล้วนมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่ก็ต้องให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงของธุรกิจ การเล่นกับราคามากเกินไปบางทีอาจเป็นดาบสองคม ถ้าใช้ไม่ดีอาจได้ไม่คุ้มเสีย
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
450
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
349
อวสานห้างไทยในตำนาน คน แบรนด์ สถานที่
341
KuanZhai Panda ร้านอาหารเสฉวนต้นตำรับจากเฉิงตู ส..
333
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
331
10 การขายขั้นสุด! พ่อค้าจีนขายเก่งกว่าคนไทย
326
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด