บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
269
2 นาที
20 มกราคม 2569
Sweetgreen ขายสลัดยังไง เสิร์ฟไว 500 ชาม สร้างรายได้ 2 หมื่นล้าน! 
 
 
ร้านอาหารต้องเปลี่ยนตัวเองไปตามกระแสเทคโนโลยี ถ้าหยุดอยู่กับที่มีแต่เจ๊ง กับ เจ๊ง คนที่เข้ามาสู่ธุรกิจร้านอาหารต้องเข้าใจถึงปัจจัยเสี่ยงที่มีอยู่หลายประการได้แก่
 
1.ต้นทุนสูง เมนูอาหารต้องปรับขึ้นราคา
 

ภาพจาก www.facebook.com/sweetgreen

เป็นปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับอีกหลายอย่าง ทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้ผลผลิตขาดแคลนนำไปสู่การขึ้นราคา หรือปัญหาจากภัยธรรมชาติต่างๆ เมื่อต้นทุนมาแพงเมนูอาหารก็ต้องปรับขึ้นราคาเพื่อให้ร้านอยู่รอด ก็จะมีผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง มีข้อมูลน่าสนใจระบุว่า
  • ถ้าร้านอาหารขึ้นราคาน้อยกว่า 10% ลูกค้าสังเกตเห็นแต่ยังยอมรับได้ หากคุณภาพยังเหมือนเดิม แต่ถ้าขึ้นราคามากกว่า 10% ลูกค้าจะเริ่มประเมินความคุ้มค่าใหม่ และจะเริ่มเปรียบเทียบกับคู่แข่งทันที
  • เมื่อราคาเพิ่ม ความคาดหวังก็จะเพิ่ม แต่ถ้าเป็นการขึ้นราคาที่มาคู่กับการลดปริมาณจะกลายเป็นความรู้สึกด้านลบที่ชัดเจนทันที 
2.การขาดแคลนแรงงานและต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้น
 

ภาพจาก www.facebook.com/sweetgreen

ร้านอาหารที่ขายดีมักจะรักษาเชฟเก่งๆ เอาไว้เพื่อให้คุณภาพไม่เปลี่ยน ถ้าเป็นร้านใหญ่ๆ อาจใช้วิธีซื้อตัวเชฟเก่งๆ หรือพนักงานเก่งๆ อัพเงินเดือนให้มากขึ้นเพื่อหวังดึงลูกค้าได้มากขึ้น ปัญหาการขาดแคลนพนักงานของร้านอาหารเป็นผลกระทบโดยตรงต่อเรื่องคุณภาพ 
 
ยกตัวอย่างว่าร้านอาหารที่มีพนักงานน้อย รับออร์เดอร์ช้า อาหารรออกช้า จะมีอัตราการหมุนเวียนต่อโต๊ะที่ลดลง ทำให้รับลูกค้าได้น้อยลง อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายที่ลดลงได้ 10-15% ซึ่งจะเป็นปัญหาในระยะยาว ทั้งนี้ร้านอาหารส่วนใหญ่แก้ปัญหาทักษะแรงงานด้วยการจัดทำ SOP กันมากขึ้น
 
3.คู่แข่งเยอะมองทางไหนก็เจอ
 

ภาพจาก www.facebook.com/sweetgreen

ปัจจุบันร้านอาหารต้องสู้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แต่แม้คู่แข่งจะเพิ่มแต่กำลังซื้อบางทีก็ไม่ได้เพิ่มตาม แถมพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป เน้นความสะดวก ความเร็ว ความคุ้มค่า จึงเป็นตัวแปรที่ทำให้ร้านอาหารต้องหาทางออกในเรื่องนี้อย่างมีประสิทธิภาพ 
 
อย่างไรก็ดีแม้จำนวนร้านอาหารจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 15-20% ต่อปี แต่อัตราการอยู่รอด (Survival Rate) ในปีแรกเหลือเพียง 30% เท่านั้น
 
Sweetgreen ลดคน! เพิ่มเทคโนโลยี! รายได้ 2 หมื่นล้าน
 

ภาพจาก www.facebook.com/sweetgreen
 
จากปัญหานานาประการที่ต้องเจอก็มีแนวคิดในการอยู่รอดของร้านอาหารที่หันไปใช้เทคโนโลยีกันมากขึ้น หนึ่งในโมเดลที่น่าสนใจคือ Sweetgreen ซึ่งก่อตั้งในปี 2007 เน้นอาหารเพื่อสุขภาพ เปิดร้านแรกที่วอชิงตัน ดี ซี ขายสลัดที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่จนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ 
 
ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ลอสแอนเจลิส มีสาขากว่า 220 แห่งในอเมริกา ช่วงแรกที่ร้านยังไม่ได้ผนวกเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาเน้นการใช้พนักงานทำเมนูต่อหน้าลูกค้าเพื่อแสดงให้เห็นถึงความซื่อตรงต่อลูกค้า 
 
อย่างไรก็ดีเจอปัญหาที่ทำให้ธุรกิจไม่โตในหลายด้านเช่นการควบคุมพนักงานในแต่ละสาขาทำได้ยาก ทำให้มาตรฐานของอาหารในแต่ละสาขาต่างกันรวมถึงค่าแรงในเมืองใหญ่ๆ ที่เพิ่มขึ้น หรือให้บริการลูกค้าได้ไม่ทันใจโดยเฉพาะในช่วงที่มีลูกค้าต่อคิวยาว ทั้งหมดนี้นำมาสู่ การใช้ AI เข้าร่วม เริ่มจากการซื้อสตาร์ทอัพด้านหุ่นยนต์ชื่อ Spyce มาพัฒนาเป็นระบบสายพานอัจฉริยะที่ปรุงสลัดได้ 500 ชามต่อชั่วโมง
 

ภาพจาก www.facebook.com/sweetgreen
 
และหลังจากที่มีการปรับใช้ระบบ Infinite Kitchen (ครัว AI และหุ่นยนต์)ได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งคือ
  • สาขาที่ใช้ AI ทำกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 28% เทียบกับแบบเดิมที่ทำกำไรประมาณ 18%
  • ลดจำนวนการใช้แรงงานคนได้มากกว่า 30% ต่อสาขา
  • หุ่นยนต์สามารถทำสลัดได้ 400-500 ชามต่อชั่วโมง เร็วกว่าคนทำแบบเดิมถึง 2 เท่า
  • สามารถควบคุมวัตถุดิบได้แม่นยำกว่าการใช้แรงงานคน ลดต้นทุนวัตถุดิบได้ 2-4% คิดเป็นเงินต่อปีก็มีจำนวนมาก
ถ้าไปดูรายได้ของ Sweetgreen ในปี 2025 ประมาณ 24,000 ล้านบาท โดยเฉลี่ยรายได้ต่อวันประมาณ 44 ล้านบาท ยอดขายเฉลี่ยต่อสาขา 100 ล้านบาท อย่างไรก็ดีมองในภาพรวมแม้บริษัทจะมีตัวเลขรายได้เยอะแต่การลงทุน AI ก็ใช้เงินมหาศาล 
 
ถ้าเทียบเป็นเงินไทยก็ประมาณ 15-25 ล้านบาทต่อสาขา แต่ Sweetgreen ก็ถือว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตและคาดว่าจะใช้เวลาคืนทุนจากระบบนี้ได้ภายใน 2 ปี ถือเป็นตัวอย่างของร้านอาหารที่เปลี่ยนตัวเองด้วยเทคโนโลยี รายได้มหาศาลที่เข้ามาถูกนำไปหมุนเวียนเพื่อสร้างระบบอัตโนมัติ โดยเชื่อว่าในระยะยาว เมื่อติดตั้งระบบ AI ครบทุกสาขา ต้นทุนค่าแรงที่หายไปจะเปลี่ยนจากการขาดทุนให้กลายเป็นกำไรมหาศาล
 
McDonald's ใช้ AI กำไรเพิ่ม 45%
 

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจกับการนำ AI มาใช้แล้วเห็นผลชัดเจนคือ McDonald's ที่การใช้ AI คือกลยุทธ์หลักที่ส่งผลต่อกำไรแม้บริษัทจะไม่ได้แยกตัวเลขกำไรที่มาจาก AI ชัดเจน แต่เราสามารถเห็นผลลัพธ์ได้จากตัวเลขทางการเงินและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นได้แก่
  • ปี 2024 McDonald's รายงานอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่สูงถึง 45% ซึ่งสูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Apple หรือ Netflix ป็นผลมาจากการใช้ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาลดต้นทุนแฝง
  • ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2025 กำไรสุทธิของ McDonald's อยู่ที่ 2.25 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยบริษัทระบุว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
  • ยอดขายผ่านช่องทางดิจิทัล / เดลิเวอรี่ คิดเป็น 40-50% ของยอดขายทั้งหมด
  • AI ช่วยพยากรณ์ยอดขายรายวันและรายชั่วโมงได้แม่นยำ ลดต้นทุนวัตถุดิบลงได้มาก
  • ระบบ AI หลังบ้านที่ช่วยจัดการคิวรถและเตรียมอาหารล่วงหน้า ช่วยลดเวลาการรอลงได้หลายวินาที ซึ่งหมายถึงการรับลูกค้าได้มากขึ้นต่อชั่วโมง
ในประเทศไทยเอง McDonald's ก็ทำสถิติใหม่ในปีที่ผ่านมาปี 2567-2568 McDonald's ประเทศไทยทำรายได้ทะลุ 7,900 ล้านบาท ถ้าเทียบจากปี 2566 มีกำไรโตขึ้นถึง 168% จากปีก่อนหน้า โดยเน้นการใช้ Data และ AI มาทำโปรโมชั่นผ่านแอปฯ ที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น
 
อ้างอิง :
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
496
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
426
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
425
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
400
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
384
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
382
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด