บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
265
3 นาที
22 มิถุนายน 2569
ฉีกกฎชานม! สูตรลับอัปเกรดแพง สาย Healty ถูกใจ กำไรหลักล้าน
 

ร้านชานมในประเทศจีนมีรวมกันจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ความต้องการสินค้ามีสูง เช่นที่เซี่ยงไฮ้ , ปักกิ่ง , เซินเจิ้น เป็นต้น 
 
ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีแบรนด์ดังแข่งขันกันเยอะมาก ไล่ตั้งแต่ระดับพรีเมี่ยม ระดับกลาง จนถึงแบรนด์ที่เน้นราคาถูก ในปี 2026 ตลาดเครื่องดื่มชาในจีนมีมูลค่าประมาณ 620,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 3 ล้านล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 20% และคนจีนดื่มชานมเฉลี่ย 22 แก้ว/ปี
 
และด้วยความที่ตลาดนี้มีการแข่งขันกันสูงมาก แบรนด์ต่างๆ จึงต้องพยายามหาทางรอดด้วยการสร้างความแตกต่างเกิดเป็นศัพท์ในวงการชานมจีนที่เรียกว่า Yan Zhi Jing Ji หรือเศรษฐกิจที่เกิดจากความสวยงาม แม้จะไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่าเมนูที่สร้างสรรค์จนสวยงามสร้างรายได้เป็นกี่ % ของยอดขาย แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดมากคือ
  • แบรนด์เครื่องดื่มในจีนออกเมนูใหม่เฉลี่ย 1-2 เมนูต่อสัปดาห์
  • เป้าหมายของเมนูใหม่คือให้ลูกค้าได้ถ่ายภาพอัพลง WeChat อยู่เสมอ
  • ลูกค้ารุ่นใหม่ชาวจีน ยอมจ่ายแพงขึ้น 20-30 % ถ้าเครื่องดื่มดูมีความพรีเมี่ยม
  • เมนูที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าอัพลงโซเชี่ยลสามารถทำกำไรต่อแก้วได้สูงกว่าเมนูปกติทั่วไปอย่างน้อย 10-20%
สูตรลับอัปเกรดแพง! เน้นสวย+Healty
 

ในจีนก็ไม่ต่างจากไทยที่ตอนนี้กระแส Healty ไม่ใช่แค่เทรนด์แต่เป็น Lifestyle โดยผู้บริโภคจีนกว่า 58% ศึกษาข้อมูลสุขภาพอย่างจริงจังเพื่อป้องกันโรคก่อนที่จะเกิดขึ้น 
 
แน่นอนว่าหลายแบรนด์ในจีนก็จับเอาจุดนี้มาทำการตลาดกันอย่างคึกคัก ยกตัวอย่าง HeyTea เป็นเจ้าแรกๆ ที่เปิดเผยข้อมูลโภชนาการแบบละเอียดในทุกเมนู และใช้ระบบ Green Lightเพื่อจัดกลุ่มเมนูที่มีปริมาณน้ำตาลต่ำ แคลอรี่ต่ำ หรือใช้วัตถุดิบธรรมชาติแท้ 100% ให้ลูกค้าเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น
 
หรืออย่าง CHAGEE เน้นภาพลักษณ์ ความเป็นจีนดั้งเดิม แต่ปรับสูตรให้เข้ากับวิถีชีวิตคนยุคใหม่ที่กลัวอ้วนเน้นการใช้ใบชาคุณภาพสูงที่ผ่านกระบวนการหมักบ่มแบบดั้งเดิม ผสมกับนมสดแท้โดยไม่ใช้ครีมเทียม (Non-dairy creamer) หรือน้ำตาลทรายเป็นต้น
 
ในด้านของเมนูเองก็มีการพัฒนาให้แตกต่างเพื่อเน้นสร้างจุดขายให้ลูกค้าประทับใจเช่น CHAGEE ที่ออกแบบเมนูชื่อว่า Apple Tea โดยเอาแอปเปิ้ลทั้งลูกมาสไลซ์เป็นวงแล้วแช่แข็งจนกลายเป็น แก้วน้ำแข็งจากนั้นค่อยเทชาและน้ำแอปเปิ้ลลงไปพร้อมโรยอบเชยและโรสแมรี่ 
 
อย่างไรก็ดีเมนูนี้ไม่ได้ขายตายตัวเป็นประจำ แต่ถือเป็น Experimental Menu ของทางแบรนด์ที่เน้นการทำ Content ในจีนเพื่อให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น
 
เช่นเดียวกับแบรนด์อย่าง Luckin Coffee ที่แม้ไม่ใช่ร้านชานมโดยตรงแต่ก็ถือว่ามีการพัฒนาเมนูให้คนอยากอัปลงโซเชี่ยล เห็นได้จากการสร้างสรรค์เมนูกาแฟแบบไล่เฉดสีชมพู - ม่วง ผสมเอสเพรสโซ่ + ลิ้นจี่ + องุ่น + ชามะลิ ใส่วิปครีมซากุระ 
 
แน่นอนว่าเมนูนี้ออกมาสวยงามถึงขนาดที่ลูกค้าต้องอยากถ่ายภาพแชร์ก่อนเริ่มกิน หรืออีกเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมคือการทำวิปครีมรูปสัตว์ ที่ดึงดูดลูกค้าได้มาก โดยที่ลูกค้าบางคนไม่ได้สนใจในตัวเครื่องดื่มแต่ชอบในตัววิปครีมมากกว่า
 
และอีกไฮไลท์ที่น่าสนใจคือเครื่องดื่มที่เรียกว่าน้ำเลมอนซุปเปรี้ยวสไตล์กุ้ยโจวที่เปิดตัวแค่ 2 สัปดาห์ก็ติดTop 3 เมนูที่ลูกค้าใหม่สั่งมากที่สุดซึ่งเมนูนี้เกิดจากแบรนด์โยเกิร์ตจีนชื่อ “อีจือซวนไน่นิว”ที่เอาภูมิปัญญาท้องถิ่นของกุ้ยโจวอย่าง “ซุปเปรี้ยว” ที่เกิดจากข้าวเหนียวหมักมาปรับใหม่ ใส่เลมอน+ส้มจี๊ด+แอปเปิ้ล+ส้มโอ+ ฉือหลี (ผลไม้ป่าของกุ้ยโจวที่วิตามินซีสูงมาก) ซึ่งเมนูนี้หวานน้อยมาก ตอบโจทย์กับความต้องการเครื่องดื่มที่สวยงามและเน้นสุขภาพของชาวจีนได้อย่างดี
 
เมนูออกแบบสวย + Healty เพิ่มรายได้ดีแค่ไหน?
 

สิ่งที่ร้านได้แน่ๆคือ Engagement ที่จะเพิ่มขึ้น ถ้าคิดเมนูใหม่แล้วคนสนใจ ถ่ายรูปแชร์เพิ่มขึ้น 30-50% ถือว่าคุ้มค่าที่ทำให้คนได้รู้จักแบรนด์มากขึ้น 
 
แม้การออกแบบเมนูเพื่อคอนเทนต์แบบนี้มักมีต้นทุนต่อแก้วที่สูงกว่าเมนูปกติทั่วไป แต่ร้านก็สามารถอัปเกรดเมนูพรีเมี่ยมนี้ในราคาที่แพงขึ้นได้ ในผลด้านจิตวิทยาคือทำให้ร้านดูมีเอกลักษณ์ มีจุดเด่นที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น และทำให้ร้านดูมีสีสันอยู่ในความรุ้สึกของลูกค้าได้ตลอดเวลา 
 
อัตราการเพิ่มยอดขายอาจต้องหวังผลในระยะยาว เพราะต้องไม่ลืมเช่นกันว่าแม้ลูกค้าจะเข้ามาเพราะสนใจเมนูใหม่ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังสั่งเมนูเดิมที่คุ้นเคย อันจะเป็นการเพิ่มยอดขายต่อบิล และเมนู Signature เหล่านี้จะช่วยดึงยอดขายเฉลี่ยของทั้งร้านให้สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ
 
เทรนด์ชานมเกลือ! เมนูเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์คนจีน
 

ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตาสวยงามเท่านั้น ความน่าสนใจของการเลือกใช้วัตถุดิบสร้างสรรค์เมนูให้แตกต่างก็เป็นอีกจุดขาย อย่างชานมเกลือก็เป็นที่พูดถึงมาก 
 
แม้ว่าเมนูนี้จะไม่ใช่ชองใหม่แต่เริ่มเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ปี 2006 โดย Happy Lemon ที่คิดค้นเมนู Rock Salt Cheese Tea ขึ้นมา ทำให้เกิดความแตกต่างในรสชาติที่ยุคนั้นชานมส่วนใหญ่เน้นหวานนำ แต่ Rock Salt Cheese Tea ใช้ฟองนมชีสที่โรยเกลือลงไปเพื่อตัดเลี่ยน
 
เราจึงได้รู้จักกับ ชานมเกลือ (Salty Milk Tea) ซึ่งไม่ถือว่าเป็นเทรนด์ใหม่ แต่เรียกว่าเป็นวิวัฒนาการที่ปรับปรุงจากเมนูเดิมให้เป็นชานมที่มีรสชาติพิเศษมากขึ้นมาถึงในปี 2012 โดยการเกิดขึ้นของร้าน HeyTea ได้ทำให้ชานมเกลือยิ่งโด่งดังมากขึ้น 
 
เพราะในขณะที่ร้านอื่นใช้ผงวิปครีม HeyTea ใช้ ครีมชีสนำเข้าจากนิวซีแลนด์ ผสมกับ นมสด และ เกลือทะเล (Sea Salt) โดยสัดส่วนความเค็มของเกลือถูกคำนวณมาเพื่อดึงความหวานของชาและลดความเลี่ยนของชีสทำให้เกิดรสชาติที่ละมุน ตอกย้ำความฟีเว่อร์ได้อย่างชัดเจน
 
 
ในปี 2017 เมื่อ HeyTea สาขาเซี่ยงไฮ้ มีลูกค้ายอมต่อคิวกันยาวรอกันนานกว่า 7 ชั่วโมงเพียงเพื่อรอซื้อชานมของ HeyTea ณ ช่วงเวลานั้น สาขาที่ขายดีที่สุดสามารถทำยอดขายได้ถึง 2,000 - 3,000 แก้วต่อวัน 
 
รวมถึงมีการเพิ่มขึ้นของร้านชานมอีกหลายเท่าตัวในช่วงเวลานั้นที่สำคัญคือแทบทุกแบรนด์ ต้องมีเมนูชานมเกลือหรือชาชีสเป็นเมนูหลักในร้าน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้อการลูกค้าและดูเป็นแบรนด์ที่ทันยุคสมัย
 
มาถึงในปี 2023 คนจีนที่เริ่มหันมาสนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น หลายแบรนด์มีการพัฒนาชานมเกลือให้โดดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการลูกค้ามากขึ้น 
 
สอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าเกลือปริมาณน้อยจะไปยับยั้งความขมของชาและดึงความหวานธรรมชาติของนมออกมา ทำให้แบรนด์ต่างๆ สามารถชูจุดขาย หวาน 0% แต่ยังคงความอร่อยไว้ได้ ยิ่งในปีนี้ 2026 ชาวจีนส่วนใหญ่กว่า 60% นิยมการสั่งชานมแบบหวานน้อย ทำให้ Sea Salt Series กลายเป็นเมนูทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ 
 
เทรนด์ชานมจากจีนที่เข้ามาเปิดตลาดในเมืองไทย
 

ภาพจาก www.facebook.com/AhMaShouZuoTH

จากแนวคิดสวยงาม+ Healty จากจีนได้ส่งต่อมาถึงเมืองไทยด้วยเช่นกัน เห็นชัดที่สุดคือ CHAGEE ที่ใช้ดีไซน์แก้วเป็นจุดขายในเมืองไทยเน้นความมินิมอล หรูหรา เหมือนถ้วยน้ำชาโบราณ ที่ทำให้ลูกค้าอยากแชร์ลงโซเชี่ยล แต่ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่าในแง่ความคิดสร้างสรรค์เมนูสาขาจีนในไทยยังไม่เหมือนในจีนเนื่องจากข้อแตกต่างของตลาดที่ในเมืองไทยเน้นความเร็วในการให้บริการเป็นจุดขายมากกว่า
 
อย่างไรก็ดีสำหรับชานมเกลือที่เป็นเทรนด์จากจีนเหมือนกันในเมืองไทยก็มีหลายแบรนด์เลือกเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย อย่างเช่น Ah Ma Shou Zuo เป็นแบรนด์ที่เน้นความพรีเมียมหรืออย่าง “ร้านเกลือ” ที่เจ้าของแบรนด์เป็นคนไทย 100% แต่ได้พัฒนาสูตรนำความเค็มของเกลือมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องดื่มให้ถูกปากคนไทย จนกลายเป็นร้านยอดฮิตย่านมหาวิทยาลัย
 
ในปี 2026 และเป็น เจ้าแรกในไทยที่ให้ลูกค้า เลือกระดับความเค็มได้ 25%, 50%, 100% คล้ายกับการเลือกระดับความหวานซึ่งร้านเกลือไม่ได้เน้นการขยายสาขาให้เยอะเหมือนแบรนด์แมส แต่เน้นการเลือกทำเลที่กลุ่มเป้าหมาย (Gen Z) หนาแน่น ทำให้การจัดการสต็อกและคุณภาพวัตถุดิบ (โดยเฉพาะวิปเกลือสูตรลับ) ทำได้มาตรฐานเสมอกันทุกแก้ว 
 
รายได้หลักของร้านไม่ได้มีแค่ชานม แต่เพิ่มเมนู บิงซู เข้ามาช่วยดึงให้ลูกค้ากลุ่มใหญ่ ทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายต่อบิลสูงขึ้นถึง 200 - 400 บาท มียอดขายเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 300 – 400 แก้ว/วัน โดยขึ้นอยู่กับช่วงเวลาในแต่ละวันประมาณการรายได้เบื้องต้นต่อเดือนคือ 500,000 – 900,000 บาท
 
เราจะเห็นได้ว่าการแข่งขันทางธุรกิจที่มากขึ้น เมนูเดิมๆ ไม่อาจเพียงพอกับการสร้างยอดขาย พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนรวดเร็วก็เป็นโจทย์ให้คนทำธุรกิจต้องปรับตัวตาม ไหนจะเรื่องกลยุทธ์การตลาด การควบคุมต้นทุนต่างๆที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นความท้าทายของคนทำธุรกิจในยุคนี้ที่ต้องตื่นตัวตลอดเวลาเพื่อรักษาธุรกิจให้คงอยู่ต่อไปได้ยาวนานมากที่สุด
 
 
อ้างอิง : 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
อวสานเด็กจบใหม่! คนใหม่ไม่รับ คนออกไม่เพิ่ม
445
อวสานร้านขายของฝาก ของล้น คนซื้อหาย คนขายพัง
443
Hidden Margin ที่ซ่อนอยู่ในสตรีทฟู้ด ขายได้กำไรม..
433
กาแฟ เต็มเชียงใหม่! ทุก 160 เมตร เจอ 1 ร้าน
422
อวสานร้านคาเฟ่ติดแกลม ลงทุนสูง ลูกค้าไม่ซ้ำ คนทำ..
417
วางแผนอนาคตให้ยืดหยุ่นได้ ด้วยเทคนิคทำสินเชื่อรถ..
417
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด