บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
266
5 นาที
4 กันยายน 2569
ทฤษฎีสมคบคิด โรตีบอย ลอยตัวเมื่อได้ยอด?
 

ครั้งหนึ่งหากพูดถึงร้านขนมปังอบ “โรตีบอย” เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้คิดถึงชื่อแบรนด์ด้วยซ้ำ แต่คิดถึงภาพคนต่อแถวคิวยาวตั้งแต่หน้าร้านออกไป จนคนที่เดินผ่านต้องหยุดมองว่าเกิดอะไรขึ้น
 
ช่วงปี 2548–2549 ขนมปังก้อนกลมๆ ที่มีกลิ่นกาแฟและเนยลอยออกมาจากเตา กลายเป็นหนึ่งในสินค้ากระแสที่โด่งดังที่สุดของกรุงเทพฯ คนยอมต่อคิวเป็นเวลานานเพื่อซื้อขนมปังเพียงไม่กี่ชิ้น บางคนซื้อกลับไปฝากคนที่บ้าน บางคนฝากเพื่อนซื้อ และบางคนถึงขั้นรับจ้างต่อคิว ตอนนั้นคำถามไม่ใช่ “จะกินขนมปังไหม” แต่คือ “กินโรตีบอยหรือยัง”
 
นี่คือความแตกต่างระหว่าง “สินค้า” กับ “ปรากฏการณ์” สินค้าอาจทำให้คนซื้อ แต่ปรากฏการณ์ทำให้คนอยากมีส่วนร่วม คล้ายๆ “ทฤษฎีสมคบคิด” และ Rotiboy สามารถทำให้ขนมปังก้อนหนึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ได้สำเร็จ
 
แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าความสำเร็จคือ หลังจากนั้นไม่นานร้านกลับหายไปจากประเทศไทย จากร้านที่เคยมีคิวยาวเป็นร้อยเมตรกลายเป็นร้านที่ไม่มีอยู่แล้ว คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “โรตีบอยเคยดังแค่ไหน” แต่คือ “ถ้าขายดีขนาดนั้น แล้วหายไปไหน”
 
โรตีบอย — เมื่อขนมปังไม่ได้ขายแค่รสชาติ
 

ภาพจาก https://citly.me/foziP

Rotiboy เริ่มต้นจากประเทศมาเลเซีย โดยมีแรงบันดาลจากผู้ก่อตั้ง Hiro Tan กับหลานชายของเขา ในเวลาที่เขาทานขนมปังอบกับกาแฟในตอนเช้าทุกวัน หลานชายของเขาจะมาเล่นและหยอกล้ออยู่ใกล้ๆ ทำให้พี่ชายผู้ก่อตั้งล้อว่าเป็น Naughty-Boy หมายถึง เด็กซน เด็กดื้อ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาตั้งชื่อร้านขนมปังอบว่า Roti-boy
 
ในปี 1998 เปิดสาขาแรกในรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ก่อนขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์ในหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง จีน เกาหลีใต้ ซาอุดีอาระเบีย ดูไบ อิรัก เมียนมาร์ และประเทศไทย 
 
จุดแข็งสำคัญของแบรนด์คือ Mexican Bun ขนมปังเนื้อนุ่มที่มีหน้ากรอบกลิ่นกาแฟและเนย ถือเป็นสินค้าที่มีคุณสมบัติทางการตลาดอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมาก มีกลิ่นที่ทำหน้าที่เป็นโฆษณา
 
คนอาจยังไม่รู้ว่า Rotiboy คืออะไร แต่สามารถได้กลิ่นก่อนเห็นร้าน เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นคนกำลังซื้อ และเมื่อเห็นคนจำนวนมากกำลังต่อคิว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือ Social Proof “ถ้าคนอื่นกำลังรอ แสดงว่ามันต้องมีอะไรดี” จากนั้นคิวก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของสินค้า คนไม่ได้ซื้อเพียงขนมปัง แต่กำลังซื้อความรู้สึกว่า “ฉันก็เคยลองขนมที่กำลังฮิตเหมือนกัน”
 
นี่คือกลไกที่ทำให้ Rotiboy โตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย และเป็นกลไกเดียวกันที่อาจกลายเป็นจุดอ่อนในเวลาต่อมา เพราะกระแสสามารถทำให้คนอยากลองได้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าคนจะอยากซื้อซ้ำ
 
ประเทศไทย — จาก “ไม่รู้จัก” กลายเป็น “ต้องลอง”
 
เมื่อ Rotiboy เข้ามาไทยช่วงปลายปี 2548 สินค้าแทบจะไม่มีคู่แข่งในความหมายของ “แบรนด์ที่คนรู้จัก” ผู้บริโภคยังไม่คุ้นกับ Mexican Bun ดังนั้น Rotiboy จึงไม่ได้กำลังแย่งลูกค้าจากใคร แต่กำลังสร้างความต้องการขึ้นมาใหม่ คนเริ่มรู้จักขนมปังชนิดนี้ เริ่มพูดถึง เริ่มบอกต่อ เริ่มเห็นคนต่อแถว และเมื่อกระแสขึ้นถึงจุดหนึ่ง การซื้อก็ไม่ได้เกิดจากความหิวเพียงอย่างเดียว
 
แต่มาจากความอยากรู้ “มันอร่อยจริงไหม” ทำไมคนถึงต่อคิวกันเยอะขนาดนี้ ถ้าไม่ลองตอนนี้จะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องหรือเปล่า ในช่วงพีกมีรายงานยอดขายของ Rotiboy ในระดับหลายหมื่นชิ้นต่อวัน และราคาขายอยู่ราว 25 บาทต่อชิ้น 
 
ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงกระแสบนหน้าสื่อ แต่เป็น Demand จริง คนจำนวนมากยอมจ่ายเงินเพื่อสินค้าชิ้นนี้ ปัญหาคือ Demand ที่เกิดจากความอยากลอง ไม่แหมือนกับ Demand ที่เกิดจากความอยากกินซ้ำ นี่คือจุดที่ทำให้ Rotiboy เริ่มเปลี่ยนไป 
 
เมื่อคนอื่นเห็นว่า “ขนมปังก้อนนี้ขายได้”
 

ภาพจาก https://citly.me/CQmVi

ความสำเร็จของ Rotiboy มีเหตุผลที่สำคัญอย่างหนึ่ง ทำให้คนไทยรู้ว่า “ขนมปังแบบนี้ขายได้”
 
เมื่อผู้บริโภครู้จักสินค้าแล้ว คู่แข่งก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอธิบายว่าสินค้าคืออะไรอีก พวกเขาเพียงต้องทำให้ลูกค้ารู้ว่า “ถ้าอยากกินขนมแบบนี้ คุณไม่จำเป็นต้องซื้อ Rotiboy ก็ได้”
 
ชื่ออย่าง Mr.Bun, PapaRoti และผู้เล่นรายอื่นๆ เริ่มเข้ามาในตลาด Mexican Bun ทำให้การแข่งขันจึงเปลี่ยนไปทันที ในช่วงแรกคำถามคือ “โรตีบอยคืออะไร” แต่เมื่อคู่แข่งเข้ามา คำถามกลายเป็น “จะกินเจ้าไหนดี” นี่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก
 
เพราะในตลาดที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ การเป็นเจ้าแรกมีความได้เปรียบมหาศาล แต่ในตลาดที่ผู้บริโภครู้จักสินค้าแล้ว การเป็นเจ้าแรกไม่เพียงพออีกต่อไป ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคา เปรียบเทียบรสชาติ เปรียบเทียบทำเล และที่สำคัญที่สุดคือเปรียบเทียบความสะดวกในการซื้อ ถ้าขนมปังแบบเดียวกันหาซื้อได้ที่อื่น แล้วทำไมต้องเดินทางไปซื้อ Rotiboy
 
จาก “ของหายาก” กลายเป็น “ของที่หาได้ทั่วไป” ช่วงที่ Rotiboy กำลังดัง ความหายากเป็นส่วนหนึ่งของความน่าสนใจ ลูกค้าต้องต่อคิว ต้องยืนรอ บางครั้งซื้อได้จำนวนจำกัด ยิ่งหายาก คนยิ่งอยากได้ แต่ Scarcity มีข้อจำกัดอย่างหนึ่ง มันใช้สร้างความอยากได้ แต่ใช้สร้างความภักดีระยะยาวไม่ได้เสมอไป เพราะเมื่อเวลาผ่านไปสิ่งที่เคยหายากก็เริ่มมีอยู่เต็มตลาด
 
จากเดิมที่ต้องต่อคิวเพื่อซื้อขนมปังหนึ่งชิ้น กลายเป็นว่ามีร้านอื่นขายขนมปังลักษณะเดียวกัน ราคาถูกกว่า อยู่ใกล้บ้านกว่า ไม่ต้องรอคิว และมีเมนูอื่นให้เลือกมากกว่า สิ่งที่เคยเป็น “ประสบการณ์” จึงค่อยๆ กลายเป็น “สินค้า” 
 
และเมื่อสินค้ากลายเป็นสินค้า สิ่งที่ผู้บริโภคเริ่มถามก็คือ คุ้มค่าไหม? ตรงนี้เองที่กระแสเริ่มมีปัญหา เพราะคนอาจยอมจ่าย 25 บาทเพื่อซื้อของที่กำลังฮิต แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมจ่าย 25 บาทซ้ำๆ ไปตลอด
 
ปัญหาของ Hero Product
 
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ Rotiboy มีสินค้าพระเอกที่ชัดเจนมาก Mexican Bun คนรู้จักแบรนด์จากขนมปังชิ้นนี้ อยากมาร้านเพราะขนมปังชิ้นนี้ และพูดถึงร้านเพราะขนมปังชิ้นนี้ นี่เป็นข้อได้เปรียบในช่วงสร้างแบรนด์ แต่ก็เป็นความเสี่ยงเมื่อกระแสลดลง เพราะถ้าลูกค้าไม่ได้อยากกิน Mexican Bun แล้ว
 
คำถามต่อไปคือ “แล้วจะมาร้านทำไม” ร้านอาหารสามารถมีอาหารหลายสิบเมนู ร้านกาแฟสามารถสร้างเหตุผลให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ แต่สินค้าที่มี Hero Product เดียวอาจต้องเผชิญกับปัญหาว่า เมื่อความอยากลองหมดลง เหตุผลในการกลับมาก็หายไปพร้อมกัน นี่คือความแตกต่างระหว่างการสร้างสินค้าที่คนอยากลอง กับ การสร้างธุรกิจที่คนอยากกลับมาใช้ซ้ำ
 
Rotiboy หายไปเพราะคนไม่ซื้อแล้วจริงหรือ?
 

ภาพจาก https://citly.me/foziP

คำตอบอาจไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะธุรกิจหนึ่งไม่ได้อยู่รอดด้วยยอดขายอย่างเดียว ยังมีค่าเช่า ค่าแรง วัตถุดิบ ค่าดำเนินงาน ต้นทุนการขยายสาขา และในกรณีของธุรกิจแฟรนไชส์ ยังมีเรื่องสิทธิ์และเงื่อนไขทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง 
 
ในช่วงที่มีคนต่อแถวเป็นร้อย ต้นทุนเหล่านี้อาจถูกเฉลี่ยด้วยยอดขายจำนวนมาก แต่เมื่อยอดขายลดลง ค่าเช่ายังเท่าเดิม พนักงานยังต้องมี อุปกรณ์ยังต้องทำงาน ร้านยังต้องเปิด สิ่งที่เปลี่ยนจึงไม่ใช่เพียง “ยอดขาย” แต่คือ เศรษฐศาสตร์ของทั้งสาขา
 
ร้านที่เคยขายดีมากอาจไม่ได้กลายเป็นร้านที่ขายไม่ได้ แต่อาจกลายเป็นร้านที่ขายได้ แต่ไม่คุ้มที่จะเปิดต่อ และนี่เป็นคำอธิบายที่สำคัญมากสำหรับธุรกิจกระแส เพราะยอดขายสูงในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าโมเดลธุรกิจจะยั่งยืนในระยะยาว
 
ปี 2550 — จากคิวร้อยเมตร สู่ร้านที่ปิดทั้งหมด 
 
Rotiboy เข้ามาสร้างปรากฏการณ์ในไทยช่วงปลายปี 2548 ดังในปี 2549 และในปี 2550 ธุรกิจในประเทศไทยยุติการดำเนินงาน โดยมีการระบุสาขาที่ปิดอยู่ 4 แห่ง ได้แก่ สยามสแควร์ สีลม เซ็นทรัลลาดพร้าว และบริเวณข้างบิ๊กซีรามคำแหง
 
สิ่งที่ทำให้ร้านโรตีบอยจากมาเลเซียหายไปคือ เหตุผลที่ลูกค้าต้องกลับไปซื้อ Rotiboy เพราะเมื่อขนมปัง Mexican Bun กลายเป็นสินค้าที่มีหลายเจ้า ความพิเศษของแบรนด์ต้นตำรับก็ถูกลดทอนลง เมื่อไม่ต้องต่อคิว เมื่อไม่ต้องเดินทางไกล เมื่อไม่ต้องกลัวของหมด การตัดสินใจซื้อก็กลับมาอยู่บนพื้นฐานธรรมดาๆ ราคา รสชาติ ความสะดวก และความอยากกินในวันนั้น
 
เมื่อเกมกลับมาเป็นเกมปกติ แบรนด์ที่เคยชนะด้วย “กระแส” ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วย “ธุรกิจที่คนต้องการจริง” และตรงนี้เองที่เรื่องราวของ Rotiboy มีความน่าสนใจ เพราะโรตีบอยไม่ได้แพ้ก่อนตลาดถูกสร้างขึ้น แต่อาจแพ้หลังจากตลาดถูกสร้างขึ้นแล้ว ถ้ามองเรื่องนี้แบบง่ายที่สุด เราอาจบอกว่า Rotiboy ดัง ทำให้คู่แข่งเลียนแบบ คนเบื่อ ยอดขายตก แล้วร้านก็ปิด
 
แต่ถ้ามองลึกลงไป สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นวงจรของตลาดที่สมบูรณ์แบบมากกว่านั้น Rotiboy เข้ามาสร้างสินค้าใหม่ให้คนรู้จัก สร้างกระแส สร้าง Demand ทำให้คนจำนวนมากอยากลอง จากนั้นคู่แข่งเข้ามา ตลาดขยาย ตัวเลือกเพิ่ม ราคาแข่งขัน ความหายากหายไป และในที่สุดสินค้าก็เข้าสู่ตลาดปกติ นี่เป็นกระบวนการเดียวกับสินค้ากระแสจำนวนมาก
 
คนแรกต้องจ่ายต้นทุนเพื่อสร้างตลาด แต่คนที่ตามมาอาจเข้ามาเก็บเกี่ยวตลาดที่ถูกสร้างไว้แล้ว ดังนั้น Rotiboy อาจไม่ได้ล้มเหลวในการสร้างตลาด ตรงกันข้ามมันอาจประสบความสำเร็จมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้คนทั้งประเทศรู้จัก Mexican Bun จนหลังจากนั้น ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องซื้อ Mexican Bun จาก Rotiboy อีกต่อไป
 
แล้ววันนี้ Rotiboy อยู่ที่ไหน?
 

ภาพจาก https://citly.me/foziP

คำถามต่อมาคือ หลังจากหายไปจากประเทศไทยแล้ว Rotiboy ยังอยู่ที่ไหน ปัจจุบันมาเลเซียยังเป็นตลาดหลักของแบรนด์ มีไม่ถึง 100 แห่ง และในสิงคโปร์มีไม่กี่สาขา ขณะที่หลายประเทศที่ Rotiboy เคยเข้าไปเปิดตลาดก็ยุติการให้บริการไปแล้วเช่นกัน
 
นั่นทำให้ประเทศไทยไม่ใช่กรณีเดียวที่แบรนด์เคยหายออกจากตลาด แต่เรื่องที่น่าสนใจกว่าคือ Rotiboy เคยพยายามกลับมาในประเทศไทยอีกครั้ง จากการค้นหาข้อมูลย้อนหลังพบว่าในช่วงปี 2557–2561 มีการสร้างเพจ Rotiboy Thailand และสื่อสารถึงการกลับมาเปิดตลาดในประเทศไทยอีกครั้ง ภายใต้แนวคิดร้านรูปแบบใหม่แบบ Standalone
 
ครั้งนี้ Rotiboy ไม่ได้กลับมาขายเพียง Mexican Bun เหมือนในอดีต แต่พยายามขยายเหตุผลในการเข้าร้านให้มากขึ้น ทั้ง Signature Bun ขนมเค้ก อาหาร กาแฟ และเครื่องดื่มร้อน-เย็น มีการสื่อสารว่าเตรียมเปิดให้บริการภายในสิ้นปี 2561
 
แต่สุดท้าย...Rotiboy ก็ยังไม่ได้กลับมาเปิดตลาดในประเทศไทยตามที่ประกาศไว้ และนี่เป็นอีกหนึ่งคำถามที่น่าสนใจ เพราะถ้า Rotiboy เคยสร้างกระแสระดับประเทศได้ขนาดนั้น ทำไมการกลับมาครั้งที่ 2 จึงไม่เกิดขึ้น
 
หรือบางทีการเข้ามาในครั้งแรกอาจสะท้อนให้เห็นว่า Rotiboy เองก็เข้าใจปัญหาของธุรกิจในอดีตแล้ว นั่นคือ...การมีสินค้าที่คนอยากลอง อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างธุรกิจที่คนอยากกลับมาซื้อซ้ำ
 
จาก Mexican Bun ที่เคยเป็นเหตุผลเดียวในการเดินเข้าร้าน Rotiboy จึงพยายามสร้างเหตุผลใหม่ผ่านอาหาร กาแฟ ขนม และเครื่องดื่ม แต่สุดท้ายโมเดลนั้นก็ยังไม่ได้กลับมาเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย และนี่ทำให้เรื่องของ Rotiboy น่าสนใจยิ่งกว่าเดิม เพราะมันไม่ได้มีเพียงเรื่องของแบรนด์ที่เคยดังแล้วหายไป 
 
แต่ยังมีเรื่องของแบรนด์ที่เคยหายไปแล้วพยายามกลับมา แต่ยังไม่สามารถกลับมาได้ ก่อนไปสู่คำถามสุดท้าย ถ้าวันนี้ Rotiboy ต้องกลับมาไทยอีกครั้ง จะยังขายขนมปังได้เหมือนเดิมหรือไม่ หรือจำเป็นต้องขาย “เหตุผลใหม่” ให้คนเดินทางมาหาอีกครั้ง 
 
แล้วเรื่อง “หน้าม้าต่อคิว” 
 
หนึ่งในตำนานที่ติดอยู่กับชื่อ Rotiboy คือเรื่องการใช้คนมาต่อคิวเพื่อสร้างภาพความนิยม มีการเผยแพร่คำกล่าวอ้างเรื่องนี้ในบทความย้อนหลังและโลกออนไลน์ แต่ควรแยกให้ออกระหว่าง “มีเรื่องเล่านี้อยู่จริง” กับ “เรามีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันรายละเอียดทั้งหมดของเรื่องเล่า” ซึ่งไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
 
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ตัดประเด็นนี้ออกไปทั้งหมด กลไกทางการตลาดของคิวก็ยังน่าสนใจอยู่ดี เพราะคิวทำหน้าที่เป็น Social Proof คนที่เดินผ่านเห็นคนอื่นกำลังซื้อจึงคิดว่าสินค้าน่าจะดี เมื่อเห็นคิวยาวก็ยิ่งรู้สึกว่าสินค้าหายาก และเมื่อรู้ว่าสินค้าหายากก็ยิ่งอยากลอง ดังนั้นคิวสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งผลลัพธ์ของความนิยม และเครื่องขยายความนิยมพร้อมกัน
 
แต่การต่อคิวมีข้อจำกัดอย่างหนึ่ง มันทำให้คนซื้อครั้งแรกได้ แต่ไม่สามารถรับประกันการซื้อครั้งที่สอง เพราะสุดท้ายแล้วต่อให้มีคนต่อคิวเป็นร้อย ถ้าคนที่กินแล้วไม่อยากกินอีก วันหนึ่งคิวก็ต้องหายไป
 
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของโรตีบอยจึงไม่ใช่ “ทำไมถึงเจ๊ง” 
 
แต่คือ “ทำไมกระแสที่แรงขนาดนั้น จึงไม่ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ” 


ภาพจาก https://citly.me/foziP
 
นี่คือคำถามที่สำคัญกว่าทฤษฎีว่าใครอยู่เบื้องหลังการสร้างคิว หรือ Rotiboy ตั้งใจเข้ามาไทยเพื่อโกยยอดแล้วถอนตัวหรือไม่ เพราะสำหรับเรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่หนักแน่นพอสรุปว่า Rotiboy วางแผนเข้ามาไทยด้วยโมเดล “เข้าเร็ว สร้างกระแส โกยยอด ถอนตัว” มันเป็นสมมติฐานที่ฟังดูน่าสนใจ แต่ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริง
 
สิ่งที่มีหลักฐานรองรับมากกว่า คือ Rotiboy มีโมเดลขยายธุรกิจระหว่างประเทศ และใช้ทั้งการลงทุนเองและขายแฟรนไชส์ในการเติบโต ส่วนการหายไปจากตลาดเมืองไทยเกิดขึ้นหลังจากตลาดขนม Mexican Bun เปลี่ยนจากตลาดที่มีผู้เล่นไม่กี่ราย ไปสู่ตลาดที่มีคู่แข่งจำนวนมาก ดังนั้น คำอธิบายที่ธรรมดาที่สุดอาจเป็นคำอธิบายที่น่าสนใจที่สุด คือ Rotiboy ไม่ได้หายไปเพราะไม่มีใครอยากกินขนมปัง แต่เพราะคนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปหา Rotiboy อีกแล้ว
 
บทเรียนจากโรตีบอย
 
ถ้ามอง Rotiboy ในฐานะธุรกิจ บทเรียนสำคัญอาจอยู่ที่ประโยคเดียว “การสร้าง Demand ไม่เท่ากับการครอง Demand” Rotiboy ทำให้คนไทยรู้จักขนมปังสไตล์ Mexican Bun และสร้างกระแสจนคนยอมต่อคิวนับร้อยเมตร แต่เมื่อสินค้าเริ่มมีคู่แข่งมากขึ้น ราคาเปรียบเทียบได้ และขนมแบบเดียวกันหาซื้อได้ง่ายขึ้น ความแปลกใหม่ก็ลดลง 
 
จาก “ต้องลอง” กลายเป็น “ถ้าอยากกินค่อยซื้อ” นี่คือจุดที่ธุรกิจต้องตอบคำถามใหม่ว่า
 
“วันที่คิวหายไป เรามีเหตุผลอะไรให้ลูกค้ากลับมา” เพราะกระแสสร้างลูกค้าครั้งแรกได้ 
 
แต่ธุรกิจที่ยั่งยืนต้องสร้างการซื้อซ้ำ และนี่คือความย้อนแย้งของ Rotiboy ร้านหายไป คิวหายไป กระแสหายไป แต่ชื่อ “โรตีบอย” กลับยังอยู่ในความทรงจำของตลาด และอาจกลายเป็นชื่อที่คนใช้เรียกขนมปัง Mexican Bun ไปด้วยซ้ำ 
 
Rotiboy จึงอาจไม่ได้ครองตลาดในระยะยาว แต่มีส่วนสำคัญในการสร้างตลาดขึ้นมา สุดท้ายตำนานโรตีบอยจึงไม่ได้สอนว่า “อย่าทำธุรกิจกระแส” แต่กำลังบอกว่าอย่าสับสนระหว่าง “คนอยากลอง” กับ “คนอยากซื้อซ้ำ” เพราะสองอย่างนี้อาจดูเหมือนกันในวันที่ร้านมีคิวร้อยเมตร แต่เมื่อคิวหายไป เราจะเห็นทันทีว่า...อะไรเป็นธุรกิจ และอะไรเป็นกระแส
 
แหล่งข้อมูล 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ยอดวิว TikTok สำคัญแค่ไหน? วิธี เปลี่ยนคนดูให้กล..
1,062
คู่มือเลือกเว็บปั้มไลค์สำหรับผู้ประกอบการ SME แล..
1,051
ปั้นยอดวิวเอง หรือ ใช้เว็บปั้มวิว ? เปรียบเทียบ..
916
ธุรกิจเพิ่งเริ่ม คนยังไม่รู้จัก ควรสร้าง Social ..
914
Indomie มาม่าขายดีในแอฟริกา 4,500 ล้านซอง/ปี! เบ..
406
ร้านฮาร์ดแวร์ท้องถิ่นมีหนาว! Dohome ToGo ย่อขนาด..
375
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด