บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
263
2 นาที
21 ตุลาคม 2569
สองเพื่อนซี้ลงทุน 20 ล้านบาท เปลี่ยนสไลม์เป็นธุรกิจรายได้ 145 ล้านบาทต่อเดือน

 
ใครจะคิดว่า ของเล่นเหนียวๆ ที่หลายคนคุ้นเคยตั้งแต่วัยเด็ก จะกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์ต่อเดือนได้นี่คือเรื่องราวของ Karen Robinovitz และ Sara Schiller สองเพื่อนซี้ผู้ร่วมก่อตั้ง The Sloomoo Institute ธุรกิจที่เปลี่ยนการเล่นสไลม์ธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์ความสนุกที่ผู้คนยอมจ่ายเงินเพื่อเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง
 
ปัจจุบัน The Sloomoo Institute มีสาขาในนิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส แอตแลนตา ชิคาโก และฮิวสตัน โดยรายได้ในปี 2024 เคยสูงถึง 4.3 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน และรายได้หลักประมาณ 85% มาจากการขายบัตรเข้าชม ไม่ใช่การขายสไลม์เป็นกระปุก
 
จากความสุขเล็กๆ สู่ไอเดียธุรกิจ

 
ภาพจาก https://citly.me/ozhjtb
 
จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้เกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อ Karen ได้กลับมาลองเล่นสไลม์อีกครั้งผ่านลูกสาววัย 10 ขวบของเพื่อน หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต ทั้งการสูญเสียสามีและญาติวัยรุ่นในเวลาไล่เลี่ยกัน เธอพบว่าการเล่นสไลม์ช่วยให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายและกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง จึงเริ่มซื้อสไลม์จากผู้ผลิตรายย่อยจำนวนมาก ก่อนจะสังเกตเห็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ Karen

ซึ่งมีประสบการณ์ทำธุรกิจดูแลอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดีย มองว่าสไลม์ไม่ได้เป็นเพียงของเล่นสำหรับเด็ก แต่ยังสามารถสร้างประสบการณ์ที่ผู้คนอยากเข้ามาสัมผัสด้วยตัวเองได้เธอจึงจับมือกับ Sara Schiller เพื่อนที่มีประสบการณ์ทำธุรกิจสถานที่จัดงาน เพื่อพัฒนาแนวคิดให้กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถเล่น ทดลอง และสร้างสไลม์ในแบบของตัวเอง
 
ทั้งคู่เริ่มจากการซื้อสไลม์มากกว่า 900 กระปุกเพื่อศึกษาเนื้อสัมผัสและสูตร ก่อนจะทดลองพัฒนาสูตรของตัวเอง พร้อมเข้าร่วมงานประชุมเพื่อพบปะและจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสไลม์มาร่วมทีม
 
ลงทุน 600,000 ดอลลาร์ เปลี่ยนของเล่นเป็นประสบการณ์

 
ภาพจาก https://citly.me/ozhjtb
 
ทั้งสองสามารถระดมทุนจากนักลงทุนเอกชนได้ 1 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่ได้ทุ่มเงินทั้งหมดไปกับการเปิดธุรกิจ พวกเธอกันเงิน 400,000 ดอลลาร์ไว้เป็นเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายและค่าเช่า ส่วนอีก 600,000 ดอลลาร์นำไปปรับปรุงพื้นที่เช่าในย่านโซโหของแมนฮัตตัน เพื่อสร้าง The Sloomoo Institute แห่งแรก
 
แนวคิดของธุรกิจแตกต่างจากร้านขายของเล่นทั่วไป เพราะลูกค้าไม่ได้แค่เดินเข้ามาซื้อสินค้าแล้วกลับบ้าน แต่จะได้รับสไลม์สำหรับเล่น และสามารถสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ภายในสถานที่ได้ไม่ว่าจะเป็นสถานีผสมสไลม์ที่เลือกสีและเนื้อสัมผัสได้ ห้องที่เน้นเสียงเพื่อสร้างประสบการณ์แบบ ASMR หรือบ่อสไลม์ขนาดใหญ่ที่ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเนื้อสไลม์หลากหลายรูปแบบและกลิ่น

ก่อนเปิดร้าน ทั้งคู่ยังเชิญอินฟลูเอนเซอร์สายสไลม์ ครอบครัว และไลฟ์สไตล์เข้ามาเยี่ยมชมพื้นที่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อสร้างกระแสและทำให้ผู้คนเริ่มรู้จักแบรนด์ล่วงหน้าผลลัพธ์คือ การเปิดตัวในเดือนตุลาคม 2019 สามารถขายบัตรได้ครบ 3,000 ใบก่อนเปิดให้บริการจริง และในสัปดาห์แรก ธุรกิจทำยอดขายบัตรได้ถึง 1 ล้านดอลลาร์ตามที่ผู้ก่อตั้งเปิดเผย
 
ทั้งคู่เล่าว่า ในช่วงเปิดร้านมีผู้คนต่อแถวยาวออกไปนอกอาคาร เพราะหลายครอบครัวต้องการพาเด็กๆ เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากร้านขายของเล่นทั่วไป
 
เมื่อโควิดเข้ามา ธุรกิจต้องปรับตัว

 
ภาพจาก https://citly.me/ozhjtb
 
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในช่วงแรกไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะราบรื่นตลอดไป เพียงห้าเดือนหลังเปิดร้าน การระบาดของโควิด-19 ก็เกิดขึ้น ทำให้ต้องปลดพนักงานพาร์ตไทม์ประมาณ 90 คน เหลือเพียงผู้ก่อตั้งทั้งสอง คนทำบัญชี และผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสไลม์
 
พวกเธอจึงปรับรูปแบบธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ในช่วงที่ลูกค้าไม่สามารถเข้ามาใช้บริการได้ตามปกติ ทั้งการขายสไลม์ผ่านออนไลน์ จัดกิจกรรมสอนทำสไลม์สำหรับเด็กผ่านช่องทางออนไลน์ และจัดเวิร์กช็อปให้กับบริษัทต่าง ๆ เช่น Google และ Pfizer เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นและสามารถกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2021 ธุรกิจก็เดินหน้าขยายตัวต่อไป
 
ในปี 2022 The Sloomoo Institute ระดมทุนรอบ Series A ได้ 5.8 ล้านดอลลาร์ และเปิดสาขาในชิคาโกกับแอตแลนตา ก่อนขยายไปฮิวสตันและลอสแอนเจลิสในเวลาต่อมา โดยผู้ก่อตั้งระบุว่าเงินกู้ 5 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนที่ใช้สนับสนุนการขยายสาขาได้รับการชำระคืนแล้ว
 
สำหรับผลประกอบการ เอกสารที่ CNBC Make It ตรวจสอบระบุว่า สาขาสี่แห่งแรกมีรายได้รวม 28.9 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 4.6 ล้านดอลลาร์ ส่วนตัวเลขกำไรตลอดปี 2024 ยังไม่ได้สรุปอย่างเป็นทางการในเวลาที่รายงาน
 
บทเรียน อย่าขายแค่สินค้า แต่ขายประสบการณ์

 
ภาพจาก https://citly.me/ozhjtb
 
สิ่งที่ทำให้ The Sloomoo Institute น่าสนใจ ไม่ใช่เพียงการนำสไลม์มาขาย แต่คือการเปลี่ยนสินค้าธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้คนอยากเดินทางมาสัมผัสเพราะหากธุรกิจขายแค่สไลม์ ลูกค้าก็สามารถสั่งซื้อจากที่ไหนก็ได้ แต่เมื่อธุรกิจสร้างพื้นที่ให้ลูกค้าได้ทดลอง เล่น ถ่ายรูป และใช้เวลาร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อน ประสบการณ์เหล่านี้ก็กลายเป็นมูลค่าเพิ่มเติมที่สินค้าออนไลน์ไม่สามารถทดแทนได้ง่าย ๆ
 
แน่นอนว่ากระแสความนิยมของสไลม์อาจเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ดังนั้น ความท้าทายในระยะยาวของบริษัทจึงไม่ใช่แค่การขายของเล่นที่กำลังได้รับความนิยม แต่เป็นการทำให้ผู้คนยังอยากกลับมาใช้บริการ แม้กระแสของสไลม์จะลดลงก็ตาม
 
ผู้ก่อตั้งจึงมีแผนขยายธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ โปรแกรมการเรียนรู้ เกม และความบันเทิงรูปแบบอื่น ๆ เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตต่อไป เรื่องราวของ The Sloomoo Institute สะท้อนให้เห็นว่า บางครั้งโอกาสทางธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การสร้างสินค้าใหม่ แต่อยู่ที่การเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนสัมผัสกับสินค้าที่มีอยู่แล้ว
 
 
ภาพจาก https://citly.me/ozhjtb
 
จากสไลม์ที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงของเล่น ทั้งสองสามารถสร้างธุรกิจที่ผู้คนยอมจ่ายเงินเพื่อเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเอง และพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อธุรกิจเข้าใจความรู้สึกของลูกค้าและออกแบบประสบการณ์ได้ตรงใจ สินค้าธรรมดาก็อาจกลายเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาลได้
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
“สินค้าจีน–ทุนจีนบุกไทย” SME เปลี่ยนเกม ไม่แข่งร..
1,259
เซี่ยงไฮ้ ไทยแลนด์ AMAM LONBAKERY TOWN ตลาดเบเกอ..
444
Kopi Kenangan จากร้านกาแฟทุน 5 แสน สู่ยูนิคอร์นม..
443
ทำไมไทยเบฟฯ ยอมขาย KFC? จากนักล่าซื้อกิจการ กลับ..
439
Masan Group เบอร์ 1 ค้าปลีกเวียดนาม ครองตลาด 70%..
438
ยุคเงินกู้แอปเดลิเวอรี่! คลิกเดียวกู้ง่าย! จ่ายค..
427
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด