บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเงิน บัญชี ภาษี การลงทุน    ความรู้ทั่วไปทางการเงิน
1.7K
3 นาที
19 สิงหาคม 2564
หนี้ท่วมหัวจะเอาตัวรอดได้อย่างไร?
 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์สถานการณ์ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนไทยในในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ว่ามีประมาณ14.13 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90.5% ต่อจีดีพี สูงสุดในรอบ 18 ปีตามสถิติที่มีการเก็บรวบรวมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยสภาพหนี้อยู่ใน 3 กลุ่มหลักคือ หนี้บ้าน หนี้ประกอบอาชีพ และหนี้เพื่อใช้จ่ายชีวิตประจำวัน ยังมีรายงานที่น่าสนใจต่อคือ ปัญหาหนี้สินของภาคครัวเรือน ที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ หรือมีรายได้ลดลงจะส่งผลต่อความสามารถในการชำระคืนหนี้

www.ThaiFranchiseCenter.com เชื่อว่าเรื่องการเป็นหนี้ทำให้คนตอนนี้เครียดเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งถ้าหลีกหนีการเป็นหนี้ไม่ได้เพราะมันได้ก่อตัวขึ้นแล้วสิ่งสำคัญในตอนนี้คือต้องทำอย่างไรเพื่อให้ครอบครัวเราอยู่รอดในภาวะหนี้ท่วมหัวแบบนี้ได้
 
5 วิธีสังเกตว่าตอนนี้เราใกล้จะ “หนี้ท่วมหัว” หรือยัง?
 
แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะต้องเป็นหนี้ท่วมหัว คำว่าหนี้ท่วมหัว คือการที่เป็นหนี้มาก มากจนเกินกว่าที่จะจ่ายคืนเจ้าหนี้ได้ทัน ซึ่งมี 5 วิธีสังเกตว่าเราใกล้หนี้ท่วมหัวแล้วหรือยัง
 
1.รายได้กว่า 45% ต้องเอาไปจ่ายหนี้
 
ภาพจาก bit.ly/3gfPN0d

ยกตัวอย่างสามีภรรยามีรายได้รวมต่อเดือน 30,000 บาท ถ้ามียอดหนี้ต่อเดือนเกินกว่า 45% หรือ 13,500 บาท เรียกว่าเกือบครึ่งหนึ่งจากรายได้ที่หามาต้องไปจ่ายคืนหนี้ เป็นสัญญาณเบื้องต้นที่ไม่ดีและบอกได้ว่าตอนนี้เริ่มเข้าสู่ภาวะหนี้ท่วมหัวเพราะอย่าลืมว่าเราไม่ได้มีค่าใช้จ่ายแค่การใช้คืนหนี้เราต้องมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเราด้วย
 
2.มีเจ้าหนี้หลายแห่งจนจำไม่ได้
 
อันนี้ถือเป็นสัญญาณที่อันตรายมากๆ เพราะในขณะที่เราไล่ไปกู้หนี้ยืมเงินจากที่อื่นมา โดยที่เราไม่เคยจำเลยว่าไปเอาเงินจากไหนมาบ้าง เพราะในขณะที่เราเป็นลูกหนี้เราจำไม่ได้แต่เจ้าหนี้ทุกคนเขาจำได้ และในขณะที่เราลืมไปว่าเรายืมเงินเขามาซึ่งต้องมีดอกเบี้ยเกิดขึ้น หากไม่ได้ชำระดอกเบี้ยตรงนั้นก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ
 
3.ต้องใช้วิธียืมเงินมาใช้หนี้
 

ภาพจาก https://pixabay.com/

การยืมเงินมาใช้หนี้ไม่ได้ทำให้หนี้ของเราหมดแต่จะกลายเป็นปัญหาแบบลูกโซ่ที่ไม่จบไม่สิ้นและเป็นสัญญาณอันตรายที่บอกว่าเราหมุนเงินไม่ทันและอยู่ในภาวะหนี้ท่วมหัว หากเป็นแบบนี้หลายงวดเข้า บัญชีหนี้สินของเราก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลง แค่เปลี่ยนเจ้าหนี้ไปเรื่อย ๆ เท่านั้น
 
4.วิตกกังวลเรื่องใบแจ้งหนี้
 
คนที่มีหนี้ท่วมหัวจะมีอาการร้อนรนเวลาเห็นใบแจ้งหนี้เพราะตัวเราเองจะรู้ดีที่สุดว่าหนี้สินขนาดนี้นับว่าไม่ธรรมดา และหากเราเป็นหนี้แบบที่คนในครอบครัวไม่รู้จะยิ่งทำให้เราเป็นกังวลกับเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก
 
5.กลัวเบอร์โทรแปลกๆที่เราไม่รู้จัก
 

ภาพจาก https://pixabay.com/

เป็นอีกอาการที่บอกว่าเรากำลังกลัวเจ้าหนี้ เนื่องจากเราไม่มีความสามารถในการจ่ายหนี้ได้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของคำว่าหนี้ท่วมหัวที่เกิดขึ้น เราอาจจะเคยเห็นเรื่องแบบนี้ในละคร แต่ในชีวิตจริงก็สามารถเป็นเช่นนั้นได้หากเรามียอดหนี้สูงเกินความสามารถในการจ่ายชำระ
 
หลักคิดก่อนที่จะสร้างหนี้ควรจะต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าเมื่อเป็นหนี้แล้วจะมีเงินจ่ายหรือไม่ ซึ่งตามหลักแล้วแต่ละคนควรมีภาระหนี้ต่อเดือนรวมแล้วไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ ยกตัวอย่าง มีเงินเดือน 20,000 บาท ภาระหนี้ต่อเดือนไม่ควรเกิน 6,666 บาท หมายความว่า หลังแบ่งเงินไปจ่ายหนี้ก็ยังมีเงินเหลือใช้จ่าย รวมถึงยังมีเงินเก็บออม ตรงกันข้ามหากคำนวณแล้วมีภาระหนี้เกิน 6,666 บาท อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าภาระหนี้สินต่อเดือนเริ่มสูงเกินไป
 
และถ้าหากยอดหนี้ที่เรามีนั้นสูงมาก จะหลีกหนีก็ไม่ได้สุดท้ายเราก็ต้องมาหาทางออกว่าจะมีวิธีไหนที่ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้บ้างและนี่คือ 10 วิธีที่จะช่วยให้เอาตัวรอดจากภาวะหนี้ท่วมหัวได้
 
1.ต้องรู้ยอดรายได้ตัวเองและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งหมด
 
ภาพจาก bit.ly/3gfPN0d

คนเป็นหนี้จะมาใช้ชีวิตปกติธรรมดาไม่ได้ สิ่งสำคัญคือการใช้หนี้ แต่ก่อนใช้หนี้ก็ต้องรู้ก่อนว่ารายได้ในครอบครัวเรามีเท่าไหร่ แล้วมีรายจ่ายอะไรที่จำเป็น และไม่จำเป็นบ้าง ให้เลือกตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งหมดออก เพื่อให้มีสภาพคล่องที่ดีจะได้มีเงินไปใช้หนี้ได้มากขึ้น
 
2.ไม่มีหนี้บ้านรถมีแต่หนี้บัตรเครดิต 
 
ให้พยายามชำระหนี้บัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดให้มากกว่าขั้นต่ำ เพื่อที่จะได้ปลดหนี้ก้อนนี้ให้เร็วที่สุด เพราะหนี้ก้อนนี้ ยิ่งปล่อยเอาไว้นาน ยิ่งสร้างภาระดอกเบี้ยเพิ่มให้คุณมาก และจะยิ่งทำให้การปลดหนี้ของคุณช้าลงไปอีก ดังนั้น ให้เน้นหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดเป็นอันดับแรก
 
3.จัดลำดับการจ่ายหนี้
 

ภาพจาก https://pixabay.com/

ให้จดหนี้ทั้งหมดแล้วจัดลำดับหนี้ด้วยการให้หนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดอยู่เป็นลำดับแรก แล้วไล่ระดับลงมาเรื่อยๆ จากนั้นให้เคลียร์หนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงๆ ให้หมดก่อน เช่น หนี้นอกระบบ หนี้บัตรกดเงินสด หนี้บัตรเครดิต เป็นต้น
 
4.ใช้หนี้ตามทฤษฏี Snowball
 
ทฤษฏี Snowball จะย้อนแย้งกับทฤษฏีทั่วไปที่บอกว่าให้เลือกจ่ายหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อนแต่ทฤษฏี Snowball แนะนำให้ปิดจากก้อนที่เล็กที่สุดก่อนเพราะว่าการปิดก้อนเล็กได้ก่อนจะทำให้ เกิด “กำลังใจ” ในการที่จะปิดหนี้ก้อนถัดๆไปได้เพราะเวลาที่เรามานั่งมองตัวเลขเยอะๆที่ไม่รู้ว่ามันจะหมดลงเมื่อไหร่ ก็จะทำให้เราท้อจนอาจเกิดความเครียดและปัญหาอื่นๆตามมาได้
 
5.หยุดก่อหนี้ใหม่
 

ภาพจาก https://pixabay.com/
 
วิธีหักดิบเพื่อทำให้ภาระหนี้ไม่สูงไปมากกว่านี้ ก็คือ หยุดก่อหนี้ใหม่ ซึ่งดูเป็นหลักการที่ง่ายแต่ในความเป็นจริงถือเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในยุคนี้ที่คนมีรายได้ลดน้อยลง รายจ่ายมากขึ้น ถึงขนาดที่บางคนบอกว่าถ้าไม่ก่อหนี้ ก็คงไม่มีเงินเอาไว้ซื้อข้าวกิน ดังนั้นเราต้องมาบริหารเรื่องนี้ให้ดีจะได้ไม่ต้องเพิ่มหนี้ใหม่ให้ตัวเอง
 
6.ห้ามยุ่งกับการกู้หนี้นอกระบบเด็ดขาด
 
แม้จะอยู่ในช่วงที่กระแสเงินสดขาดมือมากขนาดไหนก็ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการกู้หนี้นอกระบบเด็ดขาด เพราะการกู้หนี้นอกระบบเราจะเจอดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก ทำให้หนี้สินที่มีอยู่เพิ่มมากขึ้นเกินกว่าความสามารถในการจ่าย แถมยังเสี่ยงอันตรายกับการถูกตามทวงหนี้ด้วยวิธีนอกกฎหมายด้วย
 
7.ตัดใจขายสินทรัพย์เพื่อชำระหนี้
 

ภาพจาก https://pixabay.com/

ในบางครั้งหากเรามียอดหนี้ที่สูงมากๆ การตัดใจขายสินทรัพย์บางอย่างก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นเพราะหากเราผิดนัดชำระหนี้จนเกิดการฟ้องร้องสินทรัพย์ที่เรามีก็จะถูกนำไปคิดเพื่อใช้หนี้เช่นเดียวกัน อย่างน้อยการตัดสินใจขายสินทรัพย์ใช้หนี้ด้วยตัวเองก็ยังพอประคับประคองสินทรัพย์อื่นๆ ที่เหลืออยู่ไว้ได้
 
8.ใช้เทคนิครวมหนี้
 
การรวมหนี้ส่วนใหญ่จะใช้ในกรณีที่เป็นหนี้ประเภทเดียวกันเช่นหนี้บัตรเครดิต 5 ใบ ยอดหนี้ต่างกัน แต่ถ้าเอามารวมกันจะได้เป็นหนี้ก้อนใหญ่ ยกตัวอย่างได้ยอดหนี้รวม 100,000 บาท จากนั้นขออนุมัติสินเชื่อกับสถาบันการเงิน มาปิดหนี้ดอกแพงทั้งหมด แล้วมาเลือกผ่อนเป็นรายงวดคืนให้กับธนาคารด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง (ตามข้อตกลงของแต่ละสถาบันการเงิน) ทำให้เราสามารถวางแผนการเงินได้ง่ายขึ้นและมีโอกาสปลดหนี้ได้ง่ายกว่า
 
9.เจรจากับสถาบันการเงินขอชำระเฉพาะดอกเบี้ย
 

ภาพจาก https://pixabay.com/

วิธีนี้จะให้ได้ผลก็ต่อเมื่อเรารู้ว่ากำลังจะมียอดรายรับเข้ามาในอนาคต เช่นรู้ว่าจะได้โบนัส ในอี 1-2 เดือนข้างหน้า เราอาจติดต่อประนอมนี้กับสถาบันการเงิน เพื่อต่อรองขอชำระแต่ดอกเบี้ยไปก่อน และเมื่อได้เงินก้อนมาก็ค่อยจ่ายเงินต้น ซึ่งข้อดีของวิธีนี้คือ คะแนนเครดิตของเราจะไม่เสีย รายงานในเครดิตบูโรก็จะยังคงขึ้นคำว่า “ไม่ค้างชำระ” แต่วิธีนี้จะใช้ได้ในระยะสั้นเท่านั้น และหากไม่แน่ใจว่าจะมีเงินก้อนเข้ามาไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้เด็ดขาด
 
10.หาช่องทางสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น
 
ปัญหาของการมีหนี้ท่วมหัวเพราะรายได้ของเราไม่พอที่จะใช้จ่าย วิธีการง่ายๆ ตรงๆ คือหารายได้เพิ่ม เช่น เรามีรายได้ต่อเดือน 15,000 บาท แต่มียอดหนี้ที่ต้องใช้ทุกเดือนประมาณ 12,000 บาท แสดงว่าเราจะมีเงินเหลือใช้ต่อเดือนแค่ 3,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอก็อาจทำให้เราต้องไปยืมเงินจากที่อื่นก็จะกลายเป็นสร้างหนี้เพิ่ม ดังนั้นเราควรหาอาชีพเสริมช่วยเพิ่มรายได้ให้เราอาจจะเพิ่มเดือนละ 2,000 – 3,000 บาท แม้จะเป็นตัวเลขไม่มากแต่อย่างน้อยก็ทำให้เรามีสภาพคล่องที่ดีมีเงินหมุนเวียนใช้ได้มากขึ้น
 
ปัญหาการเป็นหนี้ คือเรื่องใหญ่ระดับชาติ คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ก็ล้วนแต่เป็นหนี้ ซึ่งก็มีทั้งหนี้เลว และหนี้ดี ในสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID แบบนี้ยิ่งเพิ่มโอกาสก่อหนี้ให้เราได้มากขึ้น บางครั้งการก่อหนี้ก็เป็นความจำใจ จำเป็น ดังนั้นเราควรหาทางออกฉุกเฉินและมีควรมีวิธีบริหารจัดการการเงินที่ดีในช่วงนี้ด้วย
 
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจแฟรนไชส์และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 

 
ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจ ติดตามได้ที่ https://www.thaifranchisecenter.com/document/
 
รับฟังบทความต่างๆ ผ่านทาง PodCast ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ https://soundcloud.com/thaifranchisecenter
 
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
461
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
393
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
358
อวสานห้างไทยในตำนาน คน แบรนด์ สถานที่
348
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
346
KuanZhai Panda ร้านอาหารเสฉวนต้นตำรับจากเฉิงตู ส..
344
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด