บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
776
4 นาที
14 ตุลาคม 2568
อวสานร้านอาหาร! คนทำทยอยเซ้ง คนเจ๊งทยอยขาย
 

“เกลียดใคร แนะนำให้เค้าไปเปิดร้านอาหาร” เป็นวาทกรรมที่บ่งบอกถึงสถานการณ์ของร้านอาหารในปี 2568 ได้อย่างชัดเจน จากธุรกิจที่ เคยเป็นเส้นเลือดฝอยของเศรษฐกิจ SMEs กลับกลายเป็น "สนามรบ" 
 
ที่ผู้ประกอบการต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด ท่ามกลางยอดขายที่ดิ่งเหว การปิดกิจการที่พุ่งสูง และต้นทุนที่พุ่งปรี๊ด "ผู้เล่นเยอะ ผู้รอดน้อย" กลายเป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ 
 
“ตัวเลขทางเศรษฐกิจ” สะท้อนปัญหา “ร้านอาหาร” ชัดเจน
 

ภาพจาก https://elements.envato.com

ในปี 2568 คาดว่ามีร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วประเทศกว่า 700,000 แห่ง ซึ่งยังไม่นับรวมร้านอาหารประเภทอื่นๆ ที่เป็นร้านข้างทาง , รถเข็นไม่มีหน้าร้าน, ร้านฟู้ดทรัค และร้านรูปแบบ Ghost Kitchen  
 
ถ้าดูข้อมูลตลาดร้านอาหารพบว่ามีมูลค่าประมาณ 646,000 ล้านบาท  เติบโตเพียง 2.8% จากปี 2567 ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 4.6% หรือมูลค่าประมาณ 657,000 ล้านบาท 
 
และข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังระบุชัดว่า มีธุรกิจร้านอาหารที่จดทะเบียนเลิกกิจการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 (มกราคม-มิถุนายน) จำนวน 6,244 ราย ในจำนวนนี้เป็น ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 276 ราย
 
ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารกลายเป็นธุรกิจที่มีสถิติการปิดกิจการติดอันดับ 1 ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่เลิกกิจการมากที่สุด 
 
ดูตัวเลขด้านยอดขายก็ยิ่งช้ำหนักเพราะ ปี 2568 เป็นปีที่ "ทรุดต่ำสุดรอบ 3 ปี" ในภาพรวมรายได้ ยอดขายเฉลี่ยลดลง 14% จากปีก่อน โดยร้านอาหารไทยบางแห่งรายได้ต่อเดือนลดจาก 50,000 บาทเหลือ 20,000 บาท และอัตราการปิดกิจการภายใน 1 ปีสูงถึง 50%  
 
อัตราการอยู่รอดโดยเฉลี่ยเพียง 7-8 เดือนเท่านั้น มีเพียง 20% ที่อยู่รอดระยะยาวได้ เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการร้านอาหารส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแค่ประคองตัวให้รอดมีเงินจ่ายพนักงานก็แทบแย่สมัยนี้แค่อร่อยอย่างเดียวไม่พอ สายป่านต้องยาวด้วย เพราะต้องสู้ทั้งปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก
 
ยุคทองของร้านอาหารไทยอยู่ในช่วง ปี 2558-2562
 

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2558-2562 ถือเป็นยุคทองของร้านอาหารอย่างแท้จริง ในช่วงเวลานั้นมีตัวเลขที่สะท้อนถึงการเติบโตได้อย่างชัดเจน
  • มูลค่าตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มเติบโตเฉลี่ย 4-5% ต่อปี จาก 360,000 ล้านบาทในปี 2558 สู่ 400,000-450,000 ล้านบาทในปี 2562
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น จาก 29.9 ล้านคนในปี 2558 เป็น 39.8 ล้านคนในปี 2562
  • จำนวนผู้ประกอบการเพิ่มจาก 300,000 รายในปี 2558 เพิ่มเป็นกว่า 400,000 รายในปี 2562
  • อัตราการปิดกิจการภายใน 1 ปีเพียงแค่ 20-30% เท่านั้น
  • ร้านอาหารสามารถคืนทุนได้ภายใน 6-12 เดือน โดยเฉพาะร้านในย่านท่องเที่ยว เช่น เยาวราช หรือถนนข้าวสาร
  • ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นเพียง 2-3% ต่อปี รวมถึงค่าแรงขั้นต่ำอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการ SMEs จัดการได้ (300-330 บาทต่อวัน)
  • คนไทยนิยมกินนอกบ้าน โดย 60% ของครัวเรือนในเมืองรับประทานอาหารนอกบ้าน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
วิกฤติร้านอาหาร 2568 “ตัวเลข” สวนทวงกับ “ยุคทอง” มีแต่ปัจจัยลบรอบด้าน
 

ภาพจาก https://elements.envato.com

จากปัจจัยเสริมในยุคทองของร้านอาหารเหล่านี้ไม่น่าเชื่อว่าในปี 2568 ปัจจัยเหล่านี้ได้กลายมาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ร้านอาหารรอดน้อย ทยอยเจ๊งกันถ้วนหน้า
  • ราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18-25% โดยเฉพาะวัตถุดิบนำเข้า. คิดเป็นสัดส่วนต้นทุน 30-40% ของร้านอาหาร
  • ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นเป็น 400-470 บาท/วัน ในบางพื้นที่ เพิ่มต้นทุนราว 5%
  • ค่าไฟฟ้าและน้ำเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12-15%
  • การแข่งขันสูง โดยร้านอาหารเปิดใหม่กว่า 60% ปิดตัวภายใน 3 ปีแรก
  • คนไทยลดการกินนอกบ้านลง 20% หันไปทำอาหารเองหรือเลือกอาหารราคาถูก
  • ราคาค่าเช่าพื้นที่เพิ่มสูง ยิ่งทำเลดี ราคายิ่งแพง บางแห่งค่าเช่าร้านมากกว่า 30-40% ของยอดขาย ทำไปก็ไม่มีกำไร
  • เดลิเวอรี่กลายเป็นเส้นแห่งชีวิต คิดเป็น 30-40% ของยอดขาย แต่ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มกินกำไร ทำให้ร้านต้องหาทางลดต้นทุนอื่น 
ถ้าเทียบกับยุคทองที่เดลิเวอรี่ยังไม่แพร่หลาย คิดเป็น 5-10% ของยอดขายโดยร้านอาหารพึ่งพาลูกค้า walk-in และนักท่องเที่ยวเป็นหลัก
 
ผสมผสานกับค่าครองชีพคนไทยที่เพิ่มสูงมากใช้จ่ายใดๆก็ต้องระวัง แม้แต่กลุ่มลูกค้าระดับกลางค่อนบนที่เคยมีกำลังซื้อมากในตอนนี้ก็จับจ่ายน้อยลง ยอดบิลต่อหัว (Spending Per Head) มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ 
 
พฤติกรรมผู้บริโภคก็เริ่มเปลี่ยนแปลงมองถึงความคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายถึงราคาถูก แต่ต้องได้รับการบริการที่ดี ร้านต้องสะอาด และรสชาติต้องอร่อย การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารจึงมากเป็นพิเศษ
 
ปี 68 เศรษฐกิจทรุด ร้านอาหารปิดตัวถาวรเพียบ!
 

เหตุผลที่ทำให้ร้านอาหารไปไม่รอดคือ “ยอดขาย” ที่ตกฮวบฮาบลดลงกว่า 40-50%  บางร้านยอดตกมากกว่า 60% ก็เป็นผลพวงจากปัจจัยด้านลบต่างๆ ที่แตกต่างจากยุคทองของร้านอาหาร 
 
ซึ่งถ้าติดตามข่าวสารก็จะพบว่ามีร้านดังปิดสาขาหรือกิจการทั้งหมดมากกว่า 14 แห่งในช่วงครึ่งปีแรก เช่น เฮงหอยทอดชาวเล ประกาศปิดสาขาไอคอนสยาม, ร้านคาโกโนะยะ ประกาศปิด 2 สาขา , และไอศกรีมทิพย์รส ประกาศปิดสาขาเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน และยังมีอีกหลายร้านที่ปิดกิจการอย่างถาวร ยกตัวอย่างคือ
  • ร้านอาหารริมผา ลาภิณ ประกาศปิดกิจการเมื่อวันที่ 28 เมษายน
  • แพนด้า สุกี้ เรสเทอรอง ประกาศปิดกิจการเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน
  • รสนิยมนมสด มาม่าหม้อไฟคลองหก ประกาศปิดกิจการเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม
  • ข้าวมันไก่เจ๊โบว์ ร้านดังย่านบรรทัดทองที่ประกาศปิดสาขาหลังดำเนินกิจการมานานกว่า 25 ปี 
  • ครัวคุณต้อ ร้านอาหารปักษ์ชื่อดัง ประกาศปิดกิจการถาวร
  • TSUJIRI ร้านชาเขียวต้นตำรับจากญี่ปุ่น ประกาศปิดทุกสาขาในไทย
  • อาม่งหม่าล่า ปิดสาขาเยาวราช เพราะสู้ค่าเช่าไม่ไหว
แต่ก็มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ร้านอาหารที่เปิดในห้าง จะมีโอกาสรอดมากกว่าร้านอาหาร นอกห้าง ถึง 22% และถึงแม้ยอดขายหน้าร้านภาพรวมอาจลดลงกว่า 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน 
 
แต่ก็สวนทางกับยอดขายจากเดลิเวอรี่ที่เพิ่มขึ้น 15% สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนว่า “การปรับกลยุทธ์” ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค อาจเป็นตัวช่วยให้ร้านอาหารอยู่รอดได้มากขึ้น
 
ร้านอาหารใน “ตึกพาณิชย์” 50% ปิดตัวภายในปีแรก
 

ภาพจาก https://elements.envato.com

เมื่อก่อนร้านอาหารในตึกพาณิชย์มีให้เห็นเยอะ เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ถึงกับจะอวสานแต่ก็ยอมรับว่าหายไปมาก ในบางพื้นที่ ติดป้ายให้เช่า / เซ้งร้าน แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนไม่ไหว ไปต่อไม่ได้ 
 
ดูตัวเลขแล้วยิ่งตกใจพบว่าร้านอาหารตึกแถวในไทยมีจำนวนมากกว่า 300,000 ราย คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งหมดกว่า 700,000 ราย 
 
โดยส่วนใหญ่เป็น SMEs ที่เน้นอาหารไทยพื้นบ้าน ข้าวแกง อาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว หรือเมนูราคาย่อมเยา ราคา 50-150 บาทต่อจาน 
 
อัตราการอยู่รอดของร้านอาหารตึกแถวในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 40-50% หรือปิดตัว 50-60% ภายในปีแรก เนื่องจากขาดฐานลูกค้าที่มั่นคงและการพึ่งพา traffic ธรรมชาติเป็นหลัก 
 
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าร้านอาหารในตึกพาณิชย์ครึ่งปีแรก ตั้งแต่ มกราคม - มิถุนายน ปิดกิจการ 276 ราย เพิ่ม 3.39% จากปีก่อน และร้านตึกแถวเหล่านี้บางทีก็ไม่ได้จดทะเบียนเลิกอย่างเป็นทางการทำให้ตัวเลขจริงอาจสูงกว่าที่เก็บรวบรวมได้  
 
เหตุผลของการปิดตัวร้านอาหารในตึกแถวเหล่านี้หลักๆ คือรายได้เฉลี่ยที่ลดลงรุนแรง 40-50% จากปีก่อน บางร้านจากเดิม 30,000-50,000 บาทต่อวัน เหลือเพียง 15,000-25,000 บาท ยังไม่ได้หักต้นทุนในส่วนอื่นกำไรสุทธิที่แท้จริงเหลือไม่ถึง 10%  พอคิดจะหันไปใช้บริการเดลิเวอรี่เพื่อเพิ่มยอดขายก็ต้องกดดันกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกว่า 30%  
 
บางร้านจึงต้องลดเมนูลง ปรับเปลี่ยนเมนูใหม่ บริหารวัตถุดิบใหม่ ขายอาหารในราคาประหยัดเพื่อรักษากระแสเงินสดเอาไว้ ใครที่พอจะประคับประคองก็อยู่รอดต่อไป ใครทนไม่ไหวก็ต้องปิดตัวเลิกกิจการในที่สุด
 
วิกฤติกบต้มอาจจะรุนแรงและยืดเยื้ออีก 2-3 ปี
 

ภาพจาก https://elements.envato.com

สภาพของธุรกิจร้านอาหารในทุกวันนี้เปรียบได้กับ “กบต้ม” ซึ่งเป็นแนวคิดที่เปรียบเทียบสถานการณ์ที่บุคคลหรือองค์กรค่อยๆ เผชิญปัญหาหรือความท้าทายที่รุนแรงขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่ตระหนักถึงอันตรายจนสายเกินไป 
 
คล้ายกับกบที่ถูกใส่ในหม้อน้ำเย็นและค่อยๆ ถูกต้มโดยเพิ่มอุณหภูมิทีละน้อย จนมันไม่รู้ตัวว่ากำลังจะตาย ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าวิกฤตินี้อาจยืดเยื้อ 3 ปี 
 
หากเศรษฐกิจไม่ฟื้นและต้นทุนไม่ลดลง ร้านอาหารจะเข้าสู่ "reset phase" ที่ผู้รอดคือผู้ที่มี cash flow แข็งแกร่ง เช่น ร้าน street food หรือ QSR ที่ราคาย่อมเยา ถ้าวิเคราะห์ลึกลงไปในรายละเอียดลักษณะของวิกฤติกบต้มในร้านอาหารคือ
  1. ปัญหาค่อยๆ สะสม: ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น 25% ค่าเช่าสูงขึ้น 10-20% และยอดขายลดลง 14-60% แต่ผู้ประกอบการหลายรายยังคงดำเนินธุรกิจแบบเดิมโดยหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้น
  2. การปรับตัวช้า: ธุรกิจร้านอาหารบางส่วนขาดเครื่องมือหรือเงินทุนในการปรับตัว เช่น ไม่สามารถลงทุนในเทคโนโลยีหรือปรับเปลี่ยนตัวเองให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้
  3. ไม่ตระหนักถึงความรุนแรง: ผู้ประกอบการบางรายมองว่าการลดลงของลูกค้า เช่น จาก 500-600 คนต่อวันเหลือ 200-300 คน เป็นเรื่องปกติตามฤดูกาล โดยไม่เห็นถึงแนวโน้มระยะยาว เช่น การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปทำอาหารกินเองหรือเลือกอาหารราคาถูก
ด้วยลักษณะแบบนี้จึงเรียกว่าเป็นวิกฤติกบต้มเมื่อถึงจุดอิ่มตัวคือกำไรติดลบต่อเนื่องและเงินทุนหมุนเวียนหมด ร้านอาหารจำนวนมากจึงต้องปิดตัวลงไป
 
ทางรอด “ร้านอาหาร” คือการปรับตัว ไม่ใช่รอฟื้น
 

“การปรับกลยุทธ์” ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค อาจเป็นตัวช่วยให้ร้านอาหารอยู่รอดได้มากขึ้น ซึ่งมีข้อมูลน่าสนใจที่ระบุให้เห็นชัดว่าลูกค้าส่วนใหญ่ใช้แอปพลิเคชั่นค้นหาอะไรบ้าง
  • 88% หาโปรค่าอาหาร 
  • 59% ส่วนลดค่าส่ง 
  • 56% โปรโมชั่นเซ็ตเมนู
  • 29% flash sale
สิ่งที่ลูกค้าต้องการจากร้านอาหาร อาจไม่ใช่แค่เรื่องโปรโมชันเพราะยุคนี้ต้องเน้นที่ความสะดวกรวดเร็ว ข้อมูลระบุว่า 72% ของลูกค้าต้องการช่องทางสั่งอาหารที่ง่าย , 66% ต้องการจ่ายเงินชำระค่าบริการสะดวกสบายได้ทุกรูปแบบ 
 
สอดคล้องกับข้อมูลที่ระบุว่า ร้านอาหารที่รับ QR Payment มียอดขายต่อบิลเพิ่มขึ้น 20% และร้านที่รับทั้ง QR Payment และบัตรเครดิต มียอดขายต่อบิลเพิ่มขึ้นถึง 32% นอกจากนี้ยังมีอีกหลายวิธีที่แนะนำว่านำไปปรับใช้ได้

1.ปรับเมนูให้เหมาะสม
 

เน้นอาหารที่ให้กำไรสูงและเป็นที่นิยม ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารพบว่า "ผัดไทยกุ้ง" มีต้นทุน 50 บาท ขายได้ 150 บาท (กำไร 66%) และขายได้ 100 จาน/สัปดาห์ หากโปรโมตเพิ่มยอดขายเป็น 120 จาน/สัปดาห์ รายได้เพิ่ม 3,000 บาท/สัปดาห์ หรือ 156,000 บาท/ปี ผลลัพธ์ก็คือจะเพิ่มกำไรได้ 5-7% จากยอดขายเมนูที่ทำกำไรสูง

2.ลดต้นทุนวัตถุดิบโดยไม่ลดคุณภาพ
 
เจรจากับซัพพลายเออร์เพื่อขอส่วนลดเมื่อซื้อจำนวนมาก เช่น ลดต้นทุนผักจาก 20 บาท/กก. เป็น 18 บาท/กก. หรือการควบคุมปริมาณการใช้ (portion control) เช่น กำหนดให้ใช้กุ้ง 5 ตัว/จาน แทน 6 ตัว 
 
ยกตัวอย่างร้านอาหารลดต้นทุนวัตถุดิบจาก 35% ของยอดขายเหลือ 30% หากร้านมียอดขาย 1 ล้านบาท/เดือน จะประหยัดได้ 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี ผลลัพธ์คือลดต้นทุนได้ 4-6% ของกำไรทั้งหมด
 
3.ใช้ระบบ CRM เข้าช่วยบริหารร้าน
 

CRM มีประสิทธิภาพสามารถเพิ่มรายได้เฉลี่ย 18%และลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ได้ 23% รวมถึงช่วยให้เช้าถึงข้อมูลลูกค้า ตั้งแต่ชื่อ-เบอร์โทร ไปจนถึงพฤติกรรมการซื้อ ความชอบ และประวัติการติดต่อ มีข้อมูลระบะว่าธุรกิจที่วิเคราะห์ข้อมูลทุกเดือนเพิ่มรายได้เฉลี่ย 12% ต่อปี นอกจากนี้ถ้าเจ้าของธุรกิจอบรมให้ทีมรู้วิธีใช้ CRM จะทำให้ธุรกิจนั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นถึง 35%
 
นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่นำมาใช้ผนวกรวมกันได้เช่นสร้างโปรโมชันดึงดูดลูกค้า การเพิ่มยอดขายผ่าน Upselling และ Cross-selling  มีโอกาสทำให้ประสิทธิภาพของกำไรในภาพรวมสูงขึ้นได้ไม่ต่ำกว่า 15-20% ขึ้นอยู่กับไอเดีย +การบริหารจัดการ 
 
อย่างไรก็ดีการสร้างการเติบโตของยอดขายของร้านอาหารแต่ละประเภทนั้น อาจจะมองแตกต่างกันออกไป อย่างร้านอาหารประเภท Quick Service Restaurant อาจจะไม่ได้มองที่การเพิ่มยอดขายต่อบิลให้มีมากขึ้น แต่จะ มองถึงการเพิ่มโอกาส หรือการเพิ่ม Occasion ในการใช้บริการของลูกค้าให้มีความถี่มากขึ้นจากเดิม
 
ในยุคที่เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ไม่ใช่แค่ธุรกิจร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบ การลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ก็กระทบกระเทือนไม่แพ้กัน อุตสาหกรรมร้านอาหารไทยปี 2568 อาจไม่ใช่ "อวสานในทันที" แต่เป็น "จุดเปลี่ยน" ที่ทดสอบความเข้มแข็งผู้ประกอบการที่ต้องมองหาโอกาสในเทรนด์ใหม่และ tech เพื่อรอดพ้นวิกฤติ 
 
จากนั้นก็ค่อยมาดูกันต่อว่าในปีหน้าจะมีอะไรที่มาพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้บ้าง ถ้าหวังพึ่งใครไม่ได้ก็ต้องพึ่งตัวเอง การทำธุรกิจยุคนี้คนที่ปรับตัวเก่ง ไอเดียบริหารดี เท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
481
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
414
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
385
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
377
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
375
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
368
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด