บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
390
2 นาที
1 เมษายน 2567
ธุรกิจกำไรน้อย เน้นขายเยอะ ทำ 100 รวย10
 

ธุรกิจต้องการ “กำไร” แต่คำถามคือจะใช้วิธีไหนเพื่อไปสู่เป้าหมายได้เร็วที่สุด หนึ่งในการตลาดแบบคนจีนที่น่าสนใจ กล่าวว่า
 
“กำไรมาก ขายน้อย คือ กำไรน้อย
กำไรน้อย ขายมาก คือ กำไรมาก”
 
เราจึงได้เห็นว่าสินค้าจากจีนไม่ได้เน้นขายแพง แต่เน้นเชิงปริมาณ สมัยก่อนก็เช่นกันที่ชาวจีนเข้ามาในเมืองไทย ส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการค้าขาย ได้กำไรนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร อาศัยเก็บเล็กผสมน้อย + ความขยันและเอาเงินทุนที่ได้ ไปต่อยอดขยายธุรกิจ จนทุกวันนี้ในเมืองไทยมีบรรดาเศรษฐีที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนอยู่เยอะมาก
 
หรือถ้ายังเห็นภาพไม่ชัด ลองดูในสมัยนี้ที่ “สินค้าจากจีน” เป็นที่นิยมและขายดีมาก เพราะอะไร?
 
เพราะ “ขายถูก” นี่แหละสำคัญสุด
 
Hisense แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนที่ตอนนี้ครองส่วนแบ่งตลาดทีวีขึ้นมาเป็นแบรนด์อันดับ 2 ของโลก
 
ภาพจาก www.hisense.co.th
  • รายได้ 373,628 ล้านบาท  
  • กำไร 7,229 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 1.9%
Xiaomi โทรศัพท์สามาร์โฟนจากจีน ตอนนี้ขายดีเป็นอันดับ 3 ของโลก 

ภาพจาก FB : Xiaomi Thailand
  • รายได้ 1,411,757 ล้านบาท
  • กำไร 12,471 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 0.9%
BYD รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่ตอนนี้มียอดส่งมอบแซงหน้า Tesla ไปแล้ว
 

ภาพจาก www.byd.com/en-th
  •  รายได้ 2,132,907 ล้านบาท
  •  กำไร 83,606 ล้านบาท
  •  กำไรสุทธิ 3.9%
สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากแบรนด์เหล่านี้คือแม้ตัวเลขรายได้จะดูเยอะมาก แต่ถ้ามองที่กำไรสุทธินั่นน้อยมากเช่นกัน แต่ก็เป็นกลยุทธ์การทำธุรกิจที่เน้น “ปริมาณ” กำไรน้อยก็ไม่เป็นไร โดยหวังผลในเรื่องการครองส่วนแบ่งการตลาด ซี่งก็ดูเหมือนว่าจะเป็นวิธีที่ได้ผลมาก ยิ่งในยุคนี้ที่การจับจ่ายใดๆ คนส่วนใหญ่เน้นไปที่สินค้าราคาถูกเป็นหลัก ก็ยิ่งไปสอดคล้องกับกลยุทธ์ดังกล่าว
 
หรือถ้ามองให้ใกล้ตัวเข้ามาอีกหน่อย ไปดูกลยุทธ์ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7 – Eleven ที่ใช้หลักการคล้ายๆ กัน คือเน้นขายเยอะในราคาไม่แพง แต่มีสินค้าหลากหลาย และเน้นกระจายสาขาให้เข้าถึงคนทั่วทั้งประเทศ นับถึงตอนนี้มีสาขาทั่วประเทศมากกว่า 14,000 แห่ง

 
การตลาดล่าสุดนำมาใช้คือ ร้าน 7-Eleven ไซซ์ใหญ่ เพื่อเพิ่มสินค้าให้มากขึ้น เป็นโมเดลที่มองว่ามีโอกาสสร้างรายได้ต่อสาขาเพิ่มขึ้นเพราะลูกค้ามีโอกาสซื้อสินค้ามากขึ้น การใช้จ่ายต่อบิลต่อครั้งก็จะสูงขึ้น ถ้าดูจากตัวเลขในช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมา พบว่า
  • ยอดซื้อต่อบิลต่อคนประมาณ 82 บาท 
  • มีจำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 959 คน
  • ยอดขายจากสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม 75%
  • ยอดขายสินค้าอุปโภคและบริโภค 25%
ซึ่งหลายคนอาจแย้งว่าวิธีนี้มันใช้ได้ผลจริงก็ต่อเมื่อเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ อำนาจต่อรองเยอะ ถ้าเป็นธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็กจะใช้กลยุทธ์ “ราคา” สู้ได้อย่างไร
 
เรื่องนี้ก็เป็นความจริงเช่นกัน ก็ต้องมาดูกันอีกว่า หากเราเป็นรายย่อยจะมีวิธีสูตรตั้งราคาสินค้าอย่างไรให้อยู่รอดได้
 
ส่วนใหญ่ก็ใช้สูตรพื้นฐานคือ    
 
ราคาขายสินค้า = ต้นทุน + กำไรที่ต้องการ
 
เช่น ข้าวผัดกระเพรา ต้นทุน 1 จานประมาณ 20 บาท อยากได้กำไร 10 บาท ก็ตั้งราคาขายที่ 30 บาท เป็นต้น

 
แต่ถ้าคิดให้ละเอียดมากขึ้น ว่าต้องการกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ก็มีอีกสูตรที่ใช้ได้คือ
 
ราคาขาย = ต้นทุนทั้งหมดต่อชิ้น + (%กำไรที่ต้องการ x ต้นทุน)
 
เช่น ชานมไข่มุกต้นทุนต่อแก้ว 20 บาท ต้องการกำไร 15% จากราคาขาย
 
ราคาขาย = 20 + (15% x 20) = 23 บาท 
 
แสดงว่าชานมไข่มุกแก้วนี้ต้องขายที่ราคาประมาณ 25 บาท จึงจะมีกำไรไม่ต่ำกว่า 15% เป็นต้น
 
สิ่งที่เราเรียนรู้จากการตลาด “กำไรน้อย ขายมาก คือ กำไรมาก” สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจที่ทำอยู่ได้ แต่เราต้องรู้ต้นทุนสินค้าของเรารวมถึงต้นทุนโดยรวมทั้งหมดที่มีเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรงงาน ค่าเช่าพื้นที่ ตัวเลขเหล่านี้ต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อตั้งราคาขาย โดยไม่เน้นขายกำไรมาก แต่เน้นขายให้ได้เยอะๆ เพื่อให้คนรู้จัก คนพูดถึง
 
ซึ่งอาจจะดีกว่าการขายแบบหวังกำไรเยอะ แต่ขายได้น้อย สุดท้ายก็จะตอบคำถามได้ว่า “กำไรน้อย แต่ขายเยอะ” ทำแบบนี้รวยได้จริง แต่วิธีนี้ไม่ใช่รวยทันที ต้องใช้เวลาและความขยัน และต้องรู้จักการต่อยอดพัฒนาสินค้าให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงต้องมีวิสัยทัศน์ในด้านการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise