บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
338
4 นาที
24 ธันวาคม 2568
อวสานรายการเด็ก กำไรน้อย ไม่คุ้มค่าลงทุน
 

ความทรงจำของคนไทยหลายช่วงวัย คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้ถึงความสำคัญของ "รายการเด็ก" ยุคเฟื่องฟูที่สุดของรายการเด็กไทยเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2525-2550 ในสมัยนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่รายการสำหรับความเพลิดเพลิน แต่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อการพัฒนาสมอง ทักษะ และจิตใจของเด็กอย่างแท้จริง 
 
แต่ปัจจุบัน สถานการณ์ของรายการเด็กในประเทศไทยกลับดูเหมือนกำลังเข้าสู่ยุค "อวสาน" หรือบางคนก็บอกว่า ไม่ใช่แค่อวสานแต่คือตายไปจากเมืองไทยตั้งนานแล้วต่างหาก
 
ยุคทองของ “รายการเด็ก” ความทรงจำที่ยังไม่ลืม
 
ภาพจาก https://citly.me/oRslE

หากมองกันตามข้อเท็จจริงวงการโทรทัศน์ไทยตั้งแต่ยุคเก่าที่มีช่อง 4 บางขุนพรหม จนมาถึงยุคดิจิทัล พบว่ารายการเด็กอยู่ในภาวะที่เรียกว่าทรงกับทรุดมาโดยตลอดอาจมีบางช่วงเวลาที่เหมือนจะดี แต่ก็เป็นแค่ช่วงเวลาฉาบฉวยและไม่เคยจีรังยั่งยืนได้ยาวนาน 
 
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้โดยเฉพาะคนวัย 40+ ที่ยังจดจำภาพในวัยเด็กได้ชัดเจนทุกเช้า เราจะรีบตื่นนอน อาบน้ำ แปรงฟัน เพื่อมาดูรายการเด็ก เนื้อเพลงประจำรายการอย่าง “อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน ออกหากินร่าเริงแจ่มใส” จากรายการเจ้าขุนทองทางช่อง 7 เรายังจำได้ไม่ลืม 
 
และเป็นเหมือนเสียงนาฬิกาปลุกของเหล่าเด็กน้อยให้ตื่นขึ้นมาเติมพลังความสดใส พร้อมรับสาระความรู้ และความสนุกไปกับหุ่นมือสารพัดสัตว์ก่อนออกจากบ้านไปโรงเรียน หรือรายการอย่าง "สโมสรผึ้งน้อย" ที่ออกอากาศทางช่อง 5 และ รายการ "เด็กดี" ที่ออกอากาศทางช่อง 9 รายการเหล่านี้ไม่ได้มีแค่เพลงและการ์ตูน แต่ยังมีช่วงสอนภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการประดิษฐ์ รวมถึงการปลูกฝังคุณธรรม และยังมีอีกหลายรายการมากๆที่ทุกวันนี้เรายังจำกันได้ไม่รู้ลืมเช่น
  • เทเลทับบีส์ ทางช่อง 7 ออกอากาศระหว่างปี 2545 – 2548
  • ฮิวโก้เกม ทางช่อง 7 ออกอากาศระหว่างปี 2539 – 2540
  • กล้วยหอมจอมซน ออกอากาศทางช่อง 7 ออกอากาศระหว่างปี 2549 – 2552
  • ทุ่งแสงตะวัน ออกอากาศทางช่อง 11 เมื่อปี 2534 และย้ายมาช่อง 3 ตั้งแต่ปี 2535 (ปัจจุบันยังมีรายการอยู่)
  • ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ ป.4 ทางช่อง 3 ที่ออกอากาศระหว่างปี 2550 -2553 
  • ดิสนีย์คลับ ทางช่อง 7 ออกอากาศระหว่างปี 2535 – 2564
  • เกมทศกัณฐ์เด็ก ทางช่อง 23 (เวิร์คพอยท์ ทีวี) ออกอากาศระหว่างปี 2547 – 2551
  • สู้เพื่อแม่ ทางช่อง 23 (เวิร์คพอยท์ ทีวี) ออกอากาศระหว่างปี 2548 – 2550
  • ซูเปอร์จิ๋ว ทางช่อง 9 ระหว่างปี 2534 – 2558 และย้ายมา ช่อง 23 (เวิร์คพอยท์ ทีวี) ปี 2558 – 2559 พอมาถึงปี 2560 เปลี่ยนชื่อรายการเป็น ซูเปอร์เท็น
  • ช่อง 9 การ์ตูน ออกอากาศครั้งแรกปี 2523 จนมาถึงยุคปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมีรายการเด็กที่น่าสนใจอีกมากที่เราอาจจะกล่าวได้ไม่หมด ก็คงจะเป็นยุคที่เฟื่องฟูจริงๆ ตอกย้ำจากเรตติ้งรายการเด็กวันเสาร์-อาทิตย์ สูงลิ่วถึง 10–20 ในยุคที่ทีวีมีแค่ 5–7 ช่อง และเด็กๆไม่ได้รู้จักแค่การ์ตูนแต่ยังคุ้นเคยกับพิธีกรในแต่ละรายการถึงขนาดที่มีการจัดคอนเสิร์ตเด็ก มีแฟนคลับเด็ก มีของเล่นลิขสิทธิ์จากรายการ มีกิจกรรมตามห้างสรรพสินค้ากันอย่างครึกครื้น
 
สาเหตุที่ทำให้ “รายการเด็ก” ค่อยๆ หายไป
 
ภาพจาก https://citly.me/K6wgU

ข้อมูลน่าสนใจ ที่เก็บรวบรวมโดย กสทช. ระบุว่าในปี 2558 ยังมีรายการสำหรับเด็กอยู่ประมาณ 700 รายการ แต่ในปี 2563 เหลือเพียง 200 รายการ มาจนถึงปัจจุบันคือ 2568 มีรายการเด็กเหลือน้อยมาก อาจไม่ถึง 20 รายการ แต่ก็เป็นตัวเลขในเชิงปริมาณแต่ถ้าพูดถึงคุณภาพเมื่อเทียบกับสมัยก่อนถือว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและไม่ค่อยได้รับความนิยมจากเด็กและเยาวชนมากนัก
 
ย้อนไปดูว่าช่วงปี 2540 ที่มีวิกฤต IMF รายการเด็กที่คนไทยผลิตเองหายไปเกือบหมด คนที่ยังทำอยู่ก็ต้องใช้เงินตัวเองในการทำรายการด้วยตัวเอง การหาสปอนเซอร์มาสนับสนุนก็ยากแสนยากเพราะส่วนใหญ่มองว่ารายการเด็กไม่สร้างรายได้ ถ้าลงทุนไป ก็เหมือนทำบุญ มันแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดของสังคมไทย ที่มองข้ามเรื่องของ เด็กๆ มาโดยตลอด 
 
แม้จะมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องของสื่อสำหรับเด็กมาตั้งแต่ปี 2522 ที่มีการจัดประชุมเรื่องแนวทางการพัฒนารายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก มาช่วยกันคิด ช่วยกันออกแบบ ว่าจะทำอย่างไรให้โทรทัศน์สำหรับเด็กพัฒนาขึ้นได้ และมีสื่อเด็กที่มีคุณภาพมากขึ้น แต่มันก็เป็นแค่แนวทาง เพราะในความเป็นจริงไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติใช้ให้เกิดผลจริงสักเท่าไร ถ้าให้ไปไล่เรียงเอาแบบเห็นภาพชัดๆ สาเหตุที่ทำให้รายการเด็กค่อยๆทยอยหายไปก็มีอีกหลายสาเหตุร่วมด้วยเช่น

1.การมาของทีวีดิจิทัลปี 2557
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ช่องเด็กโดยเฉพาะ เช่น Kids TV, Kiddy Station เกิดขึ้นมาเกือบ 10 ช่อง แต่ส่วนใหญ่เน้นการ์ตูนล้วน ๆ ไม่มีรายการที่เด็กเป็นพิธีกรหรือเนื้อหาที่น่าสนใจแถม งบโฆษณาของเล่นและสินค้าเด็กถูกกระจายไปหลายช่อง รายได้ต่อช่องจึงน้อยลงมาก ยิ่งกว่านั้นช่องที่เคยให้ความสำคัญกับรายการเด็กอย่าง 3, 7, 9 เริ่มลดช่วงรายการเด็กลง เพราะเรตติ้งแพ้ละครและเกมโชว์ผู้ใหญ่
 
2.การมาของ YouTube และ Streaming
 
เด็กไทยเปลี่ยนไปดู YouTube ตั้งแต่อายุ 3–4 ขวบ คอนเทนต์เด็กต่างประเทศ อย่าง Ryan’s World, Like Nastya, Vlad & Niki มีงบมหาศาล ผลิตวันต่อวัน และพ่อแม่ยอมจ่าย Netflix, Disney+ เพื่อให้ลูกดูการ์ตูนพากย์ไทยคุณภาพสูง แทนที่จะรอรายการทีวีสัปดาห์ละครั้ง
 
3.ค่าผลิตสูงแต่รายได้ต่ำ
 
รายการเด็กต้องใช้พิธีกรเด็ก ซึ่งก็โตเร็ว ทำงานได้ 3-5 ปี ก็ต้องเปลี่ยนพิธีกรใหม่ ต้องมีทีมครู นักจิตวิทยาเด็ก กุมารแพทย์ดูแลเนื้อหา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายแพงมาก และยิ่งแย่ลงไปอีกเมื่อผู้ลงโฆษณา อย่างแบรนด์ ขนม นม ของเล่น เริ่มย้ายงบไปโฆษณาใน YouTube ที่เจาะกลุ่มแม่และเด็กได้แม่นยำกว่า
 
4.กฎระเบียบที่เข้มงวด
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ในปี 2554–2560 กสทช. ออกกฎคุ้มครองเด็กเข้มข้นมาก เช่น ห้ามโฆษณาอาหารขยะในช่วงรายการเด็ก ทำให้ผู้ลงโฆษณาลดน้อยลงยิ่งขึ้นไปอีก รายการเด็กที่เหลือเลยขาดรายได้หลักทันที
 
แม้ในตอนที่เปลี่ยนผ่านเป็นทีวีดิจิทัล กสทช. ได้ออกประกาศเรื่อง ‘หลักเกณฑ์การจัดทําผังรายการสําหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ โดยขอให้มีเวลาอย่างน้อย 60 นาที ให้รายการสำหรับเด็ก เหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่ลืมตาอ้าปากมาได้อีกครั้ง 
 
แต่ในที่สุดก็เรียกได้ว่าเป็นการติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก เพราะแม้ทีวีหมวดหมู่เด็กจะเก็บค่าใบอนุญาตต่ำกว่าช่องอื่นๆ แต่ก็ยังต้องใช้เงินอยู่ดี และไม่ค่อยมีนักลงทุนคนไหนที่จะสนใจเป็นสปอนเซอร์ รายการเด็กจึงเป็นแค่โมเดลที่คนพูดถึงแต่สุดท้ายก็ไม่ได้สานต่อและทยอยหายไปเรื่อยๆ 
 
ตัวเลขน่าตกใจ เด็กไทยหันไปสนใจคอนเทนต์จากโซเชี่ยลมากขึ้น
 
ภาพจาก https://citly.me/LBVRp

ในยุคที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทำให้เด็กๆ เข้าถึงได้ง่ายการดูคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียอย่าง YouTube และ TikTok จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมยามว่าง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เด็กไทย 
 
โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่เกิดหลังปี 2540 และ Gen Alpha (ผู้ที่เกิดหลังปี 2553) กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสื่ออย่างรวดเร็ว จากรายการทีวีและหนังสือ ไปสู่คลิปวิดีโอสั้น ๆ ที่เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา สะท้อนได้จากตัวเลขที่น่าตกใจคือ
  • 99% ของ Gen Z (อายุ 12-27 ปี) มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและมือถือ
  • เด็กไทยใช้เวลากับหน้าจอเฉลี่ย 5-6 ชั่วโมงต่อวันมากกว่าคำแนะนำของ WHO ที่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีไม่เกิน 1 ชั่วโมง
  • 78% ของ Gen Z ใช้ TikTok เป็นประจำ เพราะชอบคอนเทนต์สั้น ๆ สนุก ๆ เช่น การเต้นรำ ชาเลนจ์ หรือรีวิวของเล่น
  • 53% ของ Gen Z ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจิตจากโซเชียลมีเดีย เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า
  • 58% รู้สึกกดดันจากการเปรียบเทียบกับเพื่อน ๆ บนโซเชียล เช่น "ทำไมเพื่อนมีไลค์เยอะกว่า" หรือ "ทำไมฉันไม่สวยเหมือนในคลิป"
  • 44% ยากต่อการเลิกใช้ และ 18% บอกว่า "เลิกไม่ได้เลย" ทำให้เกิดปัญหาการนอนหลับ โดยเด็กไทยนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง/คืน ถึง 40%
ตัวเลขเหล่านี้คือผลพลอยได้จากการที่สังคมเปลี่ยนไป รายการเด็กที่เน้นคุณภาพไม่มีให้ดู แต่กลายเป็นโทรศัพท์และอินเทอร์เนตเข้ามาแทนที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ใหญ่ไม่มีเวลาให้กับเด็ก เด็กจึงสามารถเข้าอะไรก็ได้แบบไม่ถูกจำกัด
 
เด็กอาจได้เห็นอะไรที่ยังไม่เหมาะกับวัยของเขา หรือได้เรียนรู้ค่านิยมว่าทำแบบไหนแล้วจะดัง หรือทำแบบไหนจะได้ยอดวิว ได้เงิน และแม้จะมี YouTube Kids ที่คัดกรองเนื้อหาวิดีโอสำหรับเด็กแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด
 
ในยุคที่ “โทรทัศน์” ไม่ใช่สื่อหลัก “รายการเด็ก” ยังมีโอกาสฟื้นกลับมาแค่ไหน?
 

ภาพจาก https://app.envato.com

เราต้องกลับมาดูว่า “เด็กไม่ดูโทรทัศน์แล้ว” เป็นแค่ความคิดของเราหรือในความเป็นจริงคือโทรทัศน์มันไม่มีอะไรให้น่าสนใจจนไม่มีใครอยากดู เวลาผู้ใหญ่ผลิตรายการเด็ก มักชอบคิดว่าจะสอนอะไร และเอาการสอนมาเป็นตัวนำ ถ้าเราอยากให้เด็กรู้สึกว่ารายการสำหรับเด็กในโทรทัศน์มันสนุกกว่าในโซเชี่ยล ต้องเข้าใจนิสัยและพฤติกรรมของเด็กยุคใหม่ก่อนต้องให้เด็กรู้สึกว่านี่ไม่ใช่การสอนหรือความพยายามในการยัดเยียดจนเด็กขาดความสนุก
 
อย่างในต่างประเทศสื่อที่เป็นรายการเด็กจะมีการมอบรางวัลที่เปรียบเสมือนกับออสการ์ของรายการเด็ก ชื่อรางวัล Prix Jeunesse การผลิตเนื้อหาต้องเอาเด็กเป็นตัวตั้ง ดูว่าเด็กมีความต้องการและความสนใจอะไร และสำคัญสุดถ้ารายการเด็กจะฟื้นขึ้นมาได้ก็ต้องอยู่ที่ “ผู้ใหญ่” ว่าให้ความสำคัญกับ “อนาคตของชาติ” มากแค่ไหน 
 
การลงทุนในรายการเด็กต้องมองเด็กเป็นจุดศูนย์กลางจริงๆ ต้องสมดุลกับสิ่งที่เด็กสนใจและอยากพัฒนาตัวเองด้วย นโยบายของภาครัฐจึงต้องชัดเจนและมีแผนดำเนินการในเรื่องนี้จริงจังไม่ใช่มองว่าเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ที่ยังไม่เร่งด่วน 
 
ถ้าคิดได้แค่นี้รายการเด็กที่เหลือเพียงน้อยนิดในวันนี้ก็จะหายและกลายเป็นศูนย์ในทันที ทุกอย่างเกิดจากสังคมที่เปลี่ยนแปลง ผนวกกับความคิดของผู้ใหญ่ที่ไม่ได้มองเห็นปัญหานี้อย่างจริงจัง
 
รายการเด็กอาจไม่อวสานเพราะไม่มีเด็กดู แต่จะอวสานเพราะ “ระบบ” ที่ไม่มีใครสนับสนุน ไปถามเด็กรุ่นนี้ในอีก 10 ปีข้างหน้าคงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับรายการเด็กเหมือนเราในยุคก่อน กลายเป็นค่านิยมที่ปลูกฝังกันแบบผิดๆ การจุดประกายให้พื้นที่สื่อสำหรับเด็กกลับมาอีกครั้ง 
 
จึงไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจโทรทัศน์ แต่เป็นภารกิจระดับชาติที่ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับอนาคตของชาติอย่างแท้จริง
 
ขอบคุณข้อมูล: https://www.the101.world/end-of-kids-tv-program
 
จากบทสัมภาษณ์ของ ผศ.ดร.มรรยาท อัครจันทโชติ หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
เซลล์ร้อยล้าน! ต้องมีเป้าหมาย มีวินัย แก้ปัญหาลู..
831
อวสานตึกธนาคาร ความงดงามที่ไม่เหลือ
723
สูตรลับ "สามเหลี่ยมมหาเศรษฐี" แบบขายดีทุกวัน!
582
ยกระดับธุรกิจของคุณด้วยพลังแห่งการออกแบบ
559
ค้าปลีกเปลี่ยนเกม ปี 69 ศึกคอมมิวนิตี้มอลล์ OR-C..
513
SWOT Analysis ไม่รู้จริง มีแต่เจ๊ากับเจ๊ง!
480
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด