บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การตลาด บริหารธุรกิจ    ความรู้ทั่วไปทางการตลาด
280
3 นาที
8 มกราคม 2569
สาวไส้ การตลาดจีน Chinese Marketing ที่ไม่เคยมีใครบอกคุณ!
 

การตลาดแบบ Social Commerce ในจีนเป็นโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2024-2025 มีมูลค่าสูงกว่า 5.37 แสนล้านดอลลาร์หรือประมาณ 19 ล้านล้านบาท มีจำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในจีนคาดว่าจะทะลุ 1.2 พันล้านคน ในปี 2025 
 
โดยคนจีนใช้เวลาเฉลี่ยบนแพลตฟอร์มเหล่านี้สูงถึง 6 ชั่วโมงต่อวัน  ซึ่งการไลฟ์สดขายของ (Live Streaming) ยังคงเป็นเครื่องมือสร้างยอดขายอันดับหนึ่ง โดยมีแพลตฟอร์มอย่าง Douyin (TikTok จีน) และ Kuaishou เป็นผู้นำตลาด
 
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าคนจีนเองก็มีเทคนิคในการไลฟ์ขายของที่ไม่ธรรมดา มีการปรับกลยุทธ์ต่างๆให้สอดคล้องกับพฤติกรรมความต้องการลูกค้า โดยมีหลากหลายวิธีที่เราควรศึกษาไว้

1.ไลฟ์สดจากโรงงาน (Industrial Live-streaming)
 

ขณะที่เราชินตากับการเห็นแม่ค้ามาไลฟ์ขายของ แต่จีนไปไกลกว่านั้นถึงขั้นไลฟ์สดจากโรงงาน แต่ก็มีคำถามอีกว่า “ทำได้จริงเหรอ” คำตอบคือจีนทำได้ ในประเทศจีน 
 
ความเป็นส่วนตัวหรือความลับทางการค้าในโรงงานถูกลดความสำคัญลง เมื่อเทียบกับ ยอดขาย ที่จะตาม ส่วนใหญ่โรงงานที่ไลฟ์สดคือ โรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ไลฟ์โดยเฉพาะ เช่น การกั้นโซนหนึ่งในโรงงานให้สะอาดเป็นพิเศษ ติดไฟสว่างๆ และมีขาตั้งกล้องถาวร เพื่อให้พนักงานหรือ Streamer สามารถยืนพูดหน้าสายพานที่กำลังผลิตได้ 
 
แล้วก็ไม่ต้องกลัวเรื่องความลับรั่วไหล เพราะเขาจะเลี่ยงความลับทางเทคนิคที่ไม่ต้องการให้รู้แต่จะเน้นความเร็วและจำนวนให้เห็นถึงศักยภาพในการผลิตมากกว่า 
 
ถึงขนาดที่เมืองหางโจวเขามีตึกที่รวมเอาห้องไลฟ์สดและโรงงานผลิตไว้ในที่เดียวกัน คนขายเดินผ่านแค่ประตูบานเดียวก็ไปถึงในส่วนของฝ่ายการผลิตได้เลย  
 
ในส่วนของยอดขายวิธีนี้เพิ่มอัตราการตัดสินใจซื้อได้ 5-10%  ที่สำคัญลดอัตราการคืนสินค้า (Return Rate) ได้15-20% เพราะลูกค้าเห็น "ของจริง" จนพอใจแล้วก่อนกดสั่ง
 
2.การเปลี่ยนสินค้าทุกๆ 3 วินาที (Fast-Paced Live Selling)
 

เป็นศิลปะการขายที่ผสมผสานระหว่าง การแสดง และ จิตวิทยาการเร่งเร้า ซึ่งหัวใจสำคัญไม่ใช่การอธิบายสรรพคุณ แต่คือการทำให้คนดู ตกใจและกดซื้อก่อนที่จะทันได้ใช้สมองส่วนเหตุผล 
 
สาเหตุที่ต้องทำให้เร็วขนาดนั้นอีกด้านหนึ่งเป็นเพราะอัลกอริทึมของ TikTok/Douyin จะวัดว่าคนดู เลื่อนผ่านหนี หรือไม่ การเปลี่ยนสินค้าทุก 3 วินาทีจะทำให้ตาของคนดูต้องโฟกัสภาพใหม่ตลอดเวลา เป็นการ "สะกดจิต" ให้คนไม่เลื่อนผ่าน และเมื่อของมาเร็วและไปเร็วมาก สมองจะเข้าสู่โหมด "Survival" กลัวว่าถ้าไม่กดตอนนี้ ของจะหายไปตลอดกาล (FOMO) 
 
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือกรณีของ Zheng Xiang Xiang ที่ทำยอดขายถล่มทลายกว่า 100 ล้านหยวน (ประมาณ 500 ล้านบาท) ภายในเวลาเพียง 7 วัน โดยใช้เวลาพรีเซนต์สินค้าแต่ละชิ้นไม่เกิน 3 วินาที! 
 
อย่างไรก็ดีหลังปรากฏการณ์นี้ แพลตฟอร์ม Douyin (TikTok จีน) ได้เริ่มปรับกฎระเบียบ เพราะมองว่าการขายแบบนี้ให้ข้อมูลสินค้า "น้อยเกินไป" ต่อผู้บริโภค ทำให้ปัจจุบันต้องปรับสไตล์ให้มีการพูดถึงสรรพคุณสินค้ามากขึ้น
 
3. จ้าง "KOC" (Key Opinion Consumer) สร้างยอดขายได้มากกว่า
 
 

ในขณะที่คนไทยเน้นจ้าง Influencer ดังๆ (KOL) แต่จีนขยับไปสู่ KOC หรือ ผู้บริโภคตัวจริง ในการไลฟ์ขายสินค้า เพราะคนจีนยุคใหม่มีพฤติกรรมเบื่อโฆษณาที่เกินจริงมากไป แต่อยากจะรู้ว่าคนใช้จริงได้ผลอย่างไร 
 
ที่สำคัญได้ผลในเชิงคุณภาพมากกว่า สมมุติว่าการจ้างดารา 1 คนใช้เงิน 1 ล้านบาท แต่เงินเท่ากันนี้ไปจ้าง KOC ได้ถึง 1,000 คน ค่าจ้างคนละ 1,000 บาท เป็นต้น และที่น่าสนใจกว่าคือ เมื่อ KOC 1,000 คน โพสต์รูปสินค้าเดียวกันในเวลาไล่เลี่ยกัน อัลกอริทึมของโซเชียล เช่น Xiaohongshu หรือ TikTok จะเข้าใจว่านี่คือ เทรนด์ และยิ่งดันโพสต์เหล่านั้นให้คนเห็นมากขึ้น 
 
จนกลายเป็นกระแส ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ๆในจีนมีทีมงานหรือใช้ซอฟต์แวร์ในการบริหารจัดการ KOC โดยเฉพาะ
 
ยกตัวอย่าง Perfect Diary แบรนด์เครื่องสำอางของจีนที่ล้มแบรนด์ใหญ่อย่าง L'Oreal หรือ Estée Lauder ในตลาดจีนด้วยการจ้าง KOC ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 500 ขึ้น เพื่อให้ลงรูป Swatches (การปาดสีเครื่องสำอางบนแขน) หรือรูป Before & After ที่ถ่ายด้วยมือถือแบบไม่ต้องใช้โปรแกรมแต่งภาพ 
 
ผลลัพธ์คือมื่อผู้หญิงจีนค้นหาคำว่า ลิปสติก จะเจอรีวิวจากคนธรรมดาๆ เป็นจำนวนมาก จนรู้สึกว่า ของมันต้องมี เพราะใครๆ ก็ใช้กัน ส่งผลให้แบรนด์เติบโตจนเข้าตลาดหลักทรัพย์ NYSE ได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี
 
4.กลยุทธ์ AI Digital Human
 

คือการไลฟ์สดโดยใช้ AI เข้ามาแทนคน ซึ่งในปี 2024-2025 จีนพัฒนาเทคโนโลยีไปถึงขั้นที่เรียกว่า Digital Twin ที่ไม่ใช่แค่การขยับปากแต่ AI สามารถเลียนแบบท่าทางประจำตัว การขยับมือ และน้ำเสียงที่มีจังหวะจะโคนเหมือนต้นฉบับเป๊ะๆซึ่งมีข้อดีคือไม่ต้องจ้างคนที่ไลฟ์สดเก่ง หรือคนดังที่มีราคาแพง 
 
แค่ใช้เทคโนโลยีนี้ก็ไลฟ์สดได้ 24 ชั่วโมงแบบไม่ต้องพัก แต่ก็มีปัญหาเช่นกันเพราะ AI ยังสร้าง อารมณ์ร่วม หรือมุกตลกแบบที่มนุษย์ทำไม่ได้หรือสินค้าที่องใช้ความน่าเชื่อถือสูงมากๆ หรือต้องใช้ประสาทสัมผัสรีวิว คนดูก็ยังอยากเห็นการรีวิวจากคนจริงๆ มากกว่า 
 
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Luo Yonghao อินฟลูเอนเซอร์ของจีน เคยใช้ AI ไลฟ์เพียง 6 ชั่วโมงแต่ทำยอดขายได้สูงถึง 7.6 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 270 ล้านบาท) โดยที่ตัวจริงไม่ได้นั่งอยู่หน้ากล้อง 
 
หรือกรณีของ Brother แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในจีนที่ใช้ AI ไลฟ์ขายเครื่องปริ้นท์เตอร์ ซึ่งทำยอดขายได้ประมาณ 90,000 บาท ภายใน 2 ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ใช้คนไลฟ์ถึง 30%
 
5. เทคนิคการขายแบบตัดพ่อค้าคนกลางทิ้ง (Consumer-to-Manufacturer)
 

โมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนจากผลิตแล้วค่อยไปหาคนซื้อ กลายเป็น รู้ว่าคนจะซื้ออะไรแล้วค่อยผลิต 
 
ซึ่งฉีกจากการขายแบบเดิมคือ B2C วิธีนี้สินค้าจะส่งจากโรงงานถึงหน้าบ้านลูกค้า ลดต้นทุนการตลาด การฝากขาย การขนส่งหลายต่อทำให้ราคาถูกกว่าเดิมมาก 
 
วิธีนี้ใช้ได้ผลดีในจีนเพราะโรงงานในจีนมักอยู่รวมกันเป็นกระจุก เช่น เมืองนี้ทำแต่รองเท้า เมืองนี้ทำแต่ของเล่น ทำให้การปรับเปลี่ยนการผลิตทำได้รวดเร็วมาก ทุกอย่างเชื่อมโยงกันด้วยแอปเดียวตั้งแต่คนซื้อ การชำระเงิน ระบบการผลิต และจัดส่งไปถึงลูกค้า
 
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ TEMU ซึ่งจะรับออร์เดอร์จากลูกค้าผ่านแอป และเมื่อโรงงานรู้ว่ามีออร์เดอร์จำนวนเท่าไหร่ก็จะเริ่มทำการผลิต ทำให้ลูกค้าได้สินค้าราคาถูก และโรงงานก็คุ้มค่าในการผลิต หรือ Pinduoduo ที่เป็นแบรนด์แรกๆของจีนที่ใช้กลยุทธ์นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเพิ่มยอดขายได้มากเช่นกัน
 
เปรียบเทียบตลาดโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce) ระหว่าง "ไทย" และ "จีน"


ภาพจาก https://app.envato.com

ในปี 2024-2025 แม้ว่าคนไทยจะครองแชมป์โลกในด้านการช้อปปิ้งออนไลน์บ่อยที่สุด แต่จีนยังคงเป็นต้นแบบที่ก้าวล้ำกว่าในด้านเทคโนโลยี ในแง่ของมูลค่าเราต่างจากจีนอยู่เยอะ 
 
หรือถ้าดูในเรื่องแพลตฟอร์ม จีนใช้ Super Apps ที่เบ็ดเสร็จในแอปเดียว เช่น Douyin (TikTok จีน) และ WeChat ซึ่งผู้ใช้สามารถดูรีวิว จ่ายเงิน และติดตามสถานะขนส่งได้โดยไม่ต้องออกจากแอป ขณะที่ในเมืองไทยยังมีลักษณะเป็น Hybrid คือใช้หลายแอปสลับกัน เช่น
  • TikTok Shop มาแรงที่สุดในด้าน Video Commerce
  • Facebook & LINE เป็นช่องทางหลักสำหรับ Chat Commerce (การทักแชทสอบถามก่อนซื้อ)
  • Marketplace อย่าง Shopee/Lazada ก็เริ่มผันตัวมาทำ Live Commerce แข่งกับโซเชียลมีเดีย
แต่ภาพรวมของทั้งตลาดไทย และจีน ก็มีข้อดีข้อเสียในตัว อย่างตลาดจีน มีเทคโนโลยีล้ำสมัย เน้นระบบอัตโนมัติและข้อได้เปรียบด้านการผลิต ในขณะที่ไทย เน้นการตลาดโซเชี่ยลแบบพูดคุยกันระหว่างคนซื้อกับคนขายชัดเจนกว่า และในปี 2026 ก็คาดว่าตลาดโซเชี่ยลคอมเมิร์ชของไทยเองก็จะมีการพัฒนาไปมากยิ่งขึ้นด้วย
 
ทั้งนี้กลยุทธ์ที่จีนนำมาใช้ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่เราอาจต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเช่น Group Buying หรือการทำให้การซื้อของกลายเป็นเกมที่สนุกเช่นยิ่งแชร์ยิ่งลด รวมถึงกลยุทธ์อย่าง Blind Stream ที่เป็นการไลฟ์แบบไม่เห็นหน้า/ไม่เห็นสินค้า เพื่อความสงสัยให้ลูกค้าจนคนดูครบตามกำหนดก็จะเปิดให้เห็นสินค้าที่อยู่ภายใน
 
ข้อดีของวิธีนี้คือทำให้คนดูอยู่ในไลฟ์ได้สูงส่วนใหญ่จะดูจนจบเพิ่มอัตราการซื้อและเพิ่มจำนวนการเข้าถึงให้สินค้าเป็นที่รู้จักได้มากขึ้นด้วย

 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
476
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
412
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
377
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
374
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
360
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
359
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด