บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
270
3 นาที
26 กุมภาพันธ์ 2569
Freshippo ห้างค้าปลีกจีน เปิดโมเดล “Mobile-First” สร้างรายได้ 3.7 แสนล้านบาท
 

ถ้ามองว่าตลาดค้าปลีกในไทยแข่งขันดุเดือด ที่ประเทศจีนน่าจะดุเดือดยิ่งกว่า ที่สำคัญคือไม่ได้สู้กันแค่เรื่องราคา แต่เป็นการสู้กันด้วยเทคโนโลยี AI, การวิเคราะห์พฤติกรรมรายบุคคล และความเร็วในการจัดส่ง
 
ซึ่งในทุกวันนี้ตลาดค้าปลีกจีนไม่ได้แยกขาดระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ แต่หลอมรวมเป็น Omnichannel อย่างสมบูรณ์แบบ ที่คาดว่าตลาดนี้จะมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 4.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2026 ที่เน้นการสั่งปุ๊บ ส่งทันทีภายในเวลา 30-60 นาทีเท่านั้น
 
ตลาดค้าปลีกแข่งเดือด! มีใครเป็นคู่แข่งกันบ้าง?
 

ภาพจาก www.freshippo.com

การแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของค้าปลีกในจีนถือว่าดุเดือดมาก ซึ่ง Data คือหัวใจสำคัญที่ทุกแบรนด์ต่างต้องการมาก รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในจีนที่เปลี่ยนไปและเน้นความสมเหตุสมผลในการจับจ่ายมากขึ้น โดยมีแบรนด์ค้าปลีกในจีนที่น่าสนใจเช่น
 
1. JD Super (ในเครือ JD.com) หรือที่ในจีนเรียกว่า Jingdong Chao-shi มีระบบคลังสินค้าอัจฉริยะของตัวเอง ที่วิเคราะห์ได้ล่วงหน้าว่าจะมีลูกค้าต้องการสินค้าชนิดไหนในช่วงเวลาใด
 
รวมถึงมีแพลตฟอร์ม On-demand ลูกค้าสามารถสั่งของจากห้างสรรพสินค้าหลายแห่งได้ในแอปเดียว และได้ของภายใน 1 ชั่วโมง ทำให้ JD ไม่ต้องแบกภาระค่าเช่าทั้งหมด
 
2. Meituan (Xiaoxiang Supermarket) มีการรีแบรนด์ใหม่เพื่อบุกตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์และออฟไลน์อย่างเต็มตัว มีจุดเด่นคือเน้นสร้างคลังสินค้าขนาดเล็กกระจายอยู่ตามย่านที่อยู่อาศัย ทำให้สามารถจัดส่งสินค้า
 
โดยเฉพาะของสด ถึงมือลูกค้าได้ภายใน 30 นาที ซึ่งถือว่าเร็วมาก รวมถึงมีการใช้ระบบ AI Dynamic Pricing ปรับราคาของสดแบบนาทีต่อนาที เพื่อระบายสินค้าใกล้หมดอายุให้เร็วที่สุด ลดอัตราการทิ้ง (Wastage) ได้มากขึ้น
 
3. Freshippo (Hema Xiansheng) ซูเปอร์มาร์เก็ตอัจฉริยะในเครือ Alibaba ที่เป็นต้นแบบของแนวคิด New Retail เน้นการใช้เทคโนโลยีไร้เงินสดด้วยแอป Hema จ่ายเงินผ่าน Alipay ลูกค้าสามารถสแกน QR Code ที่ป้ายสินค้าเพื่อดูข้อมูลย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มา วันที่ผลิต และสูตรอาหารที่แนะนำ


ภาพจาก www.freshippo.com
 
ล่าสุดใช้โมเดล Hema NB (Neighborhood Business) ซึ่งเป็นร้านขนาดเล็กเน้นสินค้าราคาถูก เพื่อเข้าถึงคนในชุมชนและเมืองรองมากขึ้น
 
4. Sam’s Club (Walmart) เน้นการใช้ระบบสมาชิกที่มีสมาชิกยอมจ่ายเงินค่าธรรมเนียมรายปีมากกว่า 10 ล้านคนเป็นห้างค้าปลีกที่มีรายได้ต่อสาขาสูง เฉลี่ยกว่า 1.8 หมื่นล้านบาทต่อสาขา เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม
 
แม้จะเป็นห้างใหญ่ที่มีสาขากว่า 65 แห่ง แต่ก็มีคลังสินค้าขนาดเล็กกระจายตัวอยู่ทั่วไป ทำให้สามารถส่งของถึงบ้านลูกค้าที่เป็นสมาชิกได้ภายใน 1 ชั่วโมง ผ่านแอปพลิเคชัน
 
5. Costco ห้างค้าปลีกที่มี 9 สาขา แม้าพรวมจำนวนสาขาจะยังน้อย แต่ก็มีฐานลูกค้าจำนวนมาก นโยบายหลักคือจะไม่บวกกำไรสินค้าเกิน 14-15% ขณะที่ห้างทั่วไปอาจบวก 25-50% และยังขึ้นชื่อเรื่องการรับคืนสินค้าที่สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคชาวจีนที่กังวลเรื่องการซื้อของปลอมหรือของไม่ได้คุณภาพ
 
6. Pinduoduo (Duoduo Maicai) ไม่ได้เน้นเปิด ห้างเป็นตึกใหญ่ๆ แต่ใช้โมเดล จุดรับพัสดุและร้านค้าเครือข่าย ชูจุดเด่นลูกค้าสั่งของผ่านแอปในราคาที่ถูกมาก
 
และ Pinduoduo ตัดตัวกลางออกและเชื่อมต่อกับฟาร์มโดยตรง ทำให้ราคาผัก ผลไม้ และของใช้ ถูกกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป 20-30% มีคลังสินค้าครอบคลุมกว่า 2,000 อำเภอ/เขต ทั่วประเทศจีน หรือกว่า 90% ของพื้นที่ในจีน
 
Mobile-First ของ Freshippo สร้างรายได้กว่า 3.7 แสนล้านบาท
 

ภาพจาก www.freshippo.com

ปัจจุบัน Freshippo มีสาขามากกว่า 500 แห่งในประเทศจีนครอบคลุมเมืองใหญ่หลายแห่ง การใช้บริการใน Freshippo สามารถทำกิจกรรมแทบทุกอย่าผ่านแอป Hema ได้แก่
  • การจ่ายเงินไร้เงินสด แม้ในช่วงแรกบังคับจ่ายผ่านแอปแบบ 100% (ผูกกับ Alipay) แต่ปัจจุบันจะเริ่มอนุโลมให้จ่ายเงินสดได้ที่เคาน์เตอร์บริการลูกค้าบางจุด แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงจ่ายผ่านแอปฯ เพราะรวดเร็วและได้แต้มสะสม
  • เช็คข้อมูลสินค้าและราคา ใน Freshippo สินค้าทุกชิ้นไม่มีป้ายราคาแบบกระดาษ แต่เป็น Electronic Shelf Label ที่ราคาจะเปลี่ยนตามโปรโมชั่นแบบ Real-time หรือถ้าต้องการข้อมูลสินค้าก็สามารถสแกน QR Code ที่สินค้า แอปจะแสดงข้อมูลเชิงลึก เช่น ที่มาของผักฟาร์มไหน, เก็บเกี่ยวเมื่อไหร่, ผลตรวจสารพิษเป็นอย่างไร
  • สั่งปรุงอาหารสดได้ ในซนอาหารทะเล เราสามารถเลือกวัตถุดิบที่ต้องการแล้วสแกนจ่ายเงินผ่านมือถือ พร้อมระบุว่าให้เชฟนำไปทำอาหารในรูปแบบไหน เช่น นำไปนึ่ง ทอด หรือผัด เมื่ออาหารเสร็จจะมีแจ้งเตือนเข้ามือถือเพื่อห้ไปรับ โดยที่เราไม่ต้องยืนรอให้เสียเวลา
  • บริการส่งสินค้าให้ถึงบ้าน เป็นจุดเด่นของ Freshippo ที่จะมีสายพานลำเลียงสินค้าอยู่บนเพดานและมีถุงสินค้าเคลื่อนที่ตลอดเวลา
หลักการคือเมื่อมีออร์เดอร์ลูกค้าพนักงานจะหยิบของใส่ถุงแล้วนำถุงไปเกี่ยวกับตะขอของสายพานที่อยู่ใกล้ที่สุด สายพานจะลำเลียงถุงจากทุกแผนกไม่ว่าจะของสด , อาหารแห้ง , ขนม ไปรวมกันที่ห้องคัดแยกหลังร้าน
 

ภาพจาก www.freshippo.com
 
จากนั้นระบบคอมพิวเตอร์จะรวมถุงจากหลายๆ แผนกที่เป็นของลูกค้าคนเดียวกันเพื่อเตรียมส่งให้ไรเดอร์ใช้เวลาตั้งแต่สั่งซื้อถึงนำส่งที่บ้านประมาณ 30 นาทีเท่านั้น
 
กลยุทธ์ Mobile-First ของ Freshippo ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มช่องทางขาย แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจที่ทำให้มีฐานลูกค้าและรายได้เพิ่มมากขึ้น
 
ข้อมูลจากรายงานผลประกอบการของ Alibaba ระบุว่า ยอดขายรวม (GMV) ของ Freshippo กว่า 63% มาจากช่องทางออนไลน์ (มือถือ) เป็นหลัก และในปี 2567-2568 ฐานลูกค้าของ Freshippo เติบโตขึ้นกว่า 50%
 
รวมถึงลูกค้าที่ใช้แอปมีแนวโน้มจะสั่งซื้อซ้ำบ่อยกว่าลูกค้าที่เดินหน้าร้านเพียงอย่างเดียว เพราะระบบแจ้งเตือนโปรโมชั่นและสินค้าสดใหม่รายวันที่ส่งตรงถึงหน้าจอมือถือทันที จากความสำเร็จของ Mobile-First ดังกล่าว
 
ปี2025 ที่ผ่านมา Freshippo มีกำไรต่อเนื่อง 9 เดือน ยอดขายรวมกว่า 3.7 แสนล้านบาท (7.5 หมื่นล้านหยวน) และมีเป้าหมายแตะ 5 แสนล้านบาท หรือประมาณ 1 แสนล้านหยวนภายในเดือนมีนาคม 2026 นี้
 
Mobile-First กับการนำมาใช้ในห้างค้าปลีกเมืองไทย
 
.
ภาพจาก www.freshippo.com

หากห้างค้าปลีกในไทย เช่น Lotus's, Tops หรือ Big C ที่ต้องการนำโมเดล Mobile-First แบบ Freshippo มาปรับใช้ ถือเป็นแนวคิดที่ดีเพราะคนไทยติดอันดับโลกในการใช้โซเชียลและแอปช้อปปิ้งแต่อาจต้องเลือกใช้บางส่วน
 
ถ้ามองที่จะปรับใช้ได้ในทันทีก็เช่น การสแกนดูแหล่งที่มาของฟาร์มหรือวันเวลาของแหล่งผลิต ซึ่งจะช่วยสร้าง Brand Loyalty ได้อย่างมาก รวมถึงการเพิ่มโซน ซื้อวัตถุดิบแล้วปรุงให้กินเลย แบบ Freshippo จะช่วยดึงลูกค้าได้ และยังช่วยระบายสต็อกของสดได้เร็วขึ้น
 
อย่างไรก็ดีมีสิ่งที่ต้องระวังจากการใช้ Mobile-First ในเมืองไทยเช่นกัน เนื่องจากสังคมไทยยังมีกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มที่ถนัดใช้เงินสดหรือสแกนจ่ายผ่านแอปธนาคารโดยตรง การบังคับให้ใช้แอปเฉพาะของห้างเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เสียลูกค้ากลุ่มใหญ่
 
รวมถึงพฤติกรรมการซื้อที่คนไทยส่วนใหญ่ยังติดนิสัย ซื้อของสัปดาห์ละครั้ง(หรือน้อยกว่านั้น) ที่ห้างขนาดใหญ่มากกว่าการ ซื้อของสดมาทำกินมื้อต่อมื้อ แบบคนจีนในเมืองใหญ่
 
เหนือสิ่งอื่นใดก็ตามกลยุทธ์ห้างค้าปลีกในยุคนี้อาจไม่ได้สำคัญเฉพาะแค่การใช้แอป แต่ต้องเน้นที่ Data หากห้างค้าปลีกไทยสามารถเปลี่ยนลูกค้าทั่วไปให้กลายเป็นลูกค้าในแอปได้ ระบบจะรู้ทันทีว่าควรสั่งของมาสต็อกเท่าไหร่ ลดของเสีย (Waste) และเพิ่มกำไรได้เหมือนที่ Freshippo ทำสำเร็จ
 
อ้างอิง :
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
เซลล์ร้อยล้าน! ต้องมีเป้าหมาย มีวินัย แก้ปัญหาลู..
883
อวสานตึกธนาคาร ความงดงามที่ไม่เหลือ
753
สูตรลับ "สามเหลี่ยมมหาเศรษฐี" แบบขายดีทุกวัน!
683
วิกฤติหนัก! เกาหลีใต้ ร้านกาแฟปิดตัว 50% Market..
607
ค้าปลีกเปลี่ยนเกม ปี 69 ศึกคอมมิวนิตี้มอลล์ OR-C..
596
ยกระดับธุรกิจของคุณด้วยพลังแห่งการออกแบบ
568
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด