บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
265
4 นาที
19 มกราคม 2569
อวสานร้านหนังสือ คนอ่านไม่หาย แต่คนขายไม่รอด
 

สังคมยุคใหม่ที่ถูก Digital Disruption ทำให้มีความเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ภาคธุรกิจเองก็เช่นกันมีทั้งที่ปรับตัวได้ ปรับตัวไม่ได้ ใครที่ก้าวทันก็ยังไปต่อ ในแวดวงของสิ่งพิมพ์ก็เช่นเดียวกันได้รับผลกระทบมากถึงขนาดที่หลายคนสงสัยและมองว่าจะกลายเป็นจุดจบหรือเปล่า เพราะหากย้อนไปสมัยก่อนมีอินเทอร์เน็ต เราต้องการรู้เรื่องอะไร หรืออยากผ่อนคลายหามุมสบายใจ ร้านหนังสือคือคำตอบชัดเจนมากที่สุด

ปี 2530 – 2555 ยุคทองของสื่อสิ่งพิมพ์


คำว่าสื่อสิ่งพิมพ์ก็หมายรวมตั้งแต่หนังสือ / นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ ย้อนไปในช่วงปี 2530 – 2555 คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด มูลค่าตลาดหนังสือและนิตยสารในยุคนั้นสูงกว่า 25,000 ล้านบาท งบโฆษณาในนิตยสารเคยพุ่งสูงถึงประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี บนแผงหนังสือทั่วไปในยุคนั้น มีนิตยสารวางขายรวมกันมากกว่า 300-500 หัว (ทั้งไทยและต่างประเทศ) รายได้ของร้านหนังสืออย่าง SE-ED หรือนายอินทร์ มีสัดส่วนรายได้จากการขายนิตยสารสูงถึง 20-25% ของรายได้รวมทั้งหมด
 
จุดเด่นที่ทำให้ขายดีคือยุคนั้นไม่มีคอนเทนต์ออนไลน์ ถ้าอยากดูดวง อยากอ่านสูตรอาหาร หรืออยากดูแฟชั่น ต้องซื้อนิตยสารเท่านั้น และมักซื้อนิตยสารไปฝากกัน หรือแบ่งกันอ่านในออฟฟิศ และอีกเหตุผลน่าสนใจคือ นิยายในนิตยสารเหล่านี้ที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าให้ยอมจ่ายเงินซื้อต่อเนื่องนานเป็นปีๆ เพื่ออ่านจนจบเรื่อง ถ้าไปดูธุรกิจหนังสือในช่วงเวลานั้นพบว่าหลายๆ แบรนด์มีสาขารวมกันกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ยกตัวอย่างเช่น
  • SE-ED Book Center เป็นเบอร์หนึ่งที่มีสาขามากที่สุด เคยทำสถิติสูงสุดถึง 462 สาขา ในปี 2555 โดยใช้กลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" กระจายร้านสาขาไปตั้งแต่กรุงเทพฯจนถึงห้างท้องถิ่นในต่างจังหวัด และในในช่วงปี 2553-2555 เคยทำรายได้รวมสูงถึง 4,500 - 5,000 ล้านบาทต่อปี มีกำไรสุทธิระดับ 200-240 ล้านบาท
  • นายอินทร์ ช่วงปี 2555 นายอินทร์มีสาขาอยู่ประมาณ 200 สาขา คัดสรรหนังสือจากเครืออมรินทร์และพันธมิตรที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ทำให้ภาพลักษณ์ดูพรีเมียมและเข้าถึงกลุ่มคนวัยทำงานและนักอ่านได้ดี
  • B2S ช่วงปี 2555 มีสาขาอยู่ราว 80-90 แห่ง กระจายอยู่ในเซ็นทรัล โรบินสัน และสาขาสแตนด์อโลนบางแห่ง ซึ่ง B2S เป็นรายแรกๆ ที่เริ่มขยับจาก ร้านหนังสือ เป็น "Lifestyle Store" โดยการเพิ่มสัดส่วนของเครื่องเขียน อุปกรณ์ศิลปะ และสื่อบันเทิง (CD/DVD ในยุคนั้น) ซึ่งช่วยให้รอดพ้นจากผลกระทบของ Digital Disruption ได้ดีระดับหนึ่ง
สำหรับหนังสือพิมพ์ยุคที่เฟื่องฟู รายใหญ่ๆ มียอดพิมพ์สูงกว่า 800,000 ฉบับต่อวัน โดยหนังสือพิมพ์ ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากยุคสมัยรุนแรงยิ่งกว่าร้านหนังสือ เพราะหัวใจของหนังสือพิมพ์คือ "ความสดใหม่ของข่าว" ซึ่งถูกแทนที่ด้วยสมาร์ทโฟนที่อัพเดทข่าวได้เร็วกว่า จุดสูงสุดของงบโฆษณาหนังสือพิมพ์เคยสูงสุดถึง 15,400 ล้านบาทในปี 2549 แต่หลังจากปี 2557 เจอปรากฏการณ์งบโฆษณาไหลออกอย่างรวดเร็ว
 
กระทั่งในปี 2562 เหลืองบโฆษณาเพียง 3,893 ล้านบาท ซึ่งหายไปมากกว่า 75% เราจึงได้เห็นปรากฏการณ์ปิดตัวของหนังสือพิมพ์หลายฉบับเช่น บ้านเมืองที่ปิดตัวในปี 2560 , โพสต์ทูเดย์และ Tha Nation ที่ปิดตัวในปี 2562 ก่อนหันไปทำออนไลน์เต็มตัว
 
ไม่นับรวมเรื่องการปรับลดพนักงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ บางแห่งใช้นโยบาย Early Retirement จ้างพนักงานออก เพื่อลดต้นทุนให้สอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง ทุกวันนี้หนังสือพิมพ์ได้กลายเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้สูงอายุ, ร้านกาแฟ, หรือสถานที่ราชการ มากกว่าจะเป็นสินค้าทั่วไปสำหรับวัยรุ่นหรือคนทำงาน
 
นิตยสารชื่อดังที่อยู่ในความทรงจำของคนไทย
 

ยุคที่นิตยสารได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยคือ ช่วงปี พ.ศ. 2530 - 2555เป็น ยุคทองที่แผงหนังสือตามร้านโชห่วยและร้านหนังสือในห้างจะเต็มไปด้วยนิตยสารหลากสีสันเช่น
  • คู่สร้างคู่สม เป็นนิตยสารที่มียอดพิมพ์สูงที่สุดในไทย เคยทำสถิติสูงสุดถึง 400,000 ฉบับต่อปักษ์ (วางแผงทุก 10 วัน) ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย (เริ่มที่ 10-20 บาท) ทำให้เข้าถึงคนทุกระดับ
  • แพรว / ดิฉัน มียอดพิมพ์หลักแสนฉบับต่อเดือน และเป็นหัวที่ทำรายได้จาก โฆษณา สูงสุด
  • ขวัญเรือน / สกุลไทย เป็นแหล่งรวม นิยาย ที่ดีที่สุด นักเขียนชื่อดังอย่าง กฤษณา อโศกสิน หรือ ทมยันตี มักจะพิมพ์นิยายเป็นตอนๆ แม้ยอดพิมพ์อาจจะไม่หวือหวาเท่าคู่สร้างคู่สม ประมาณ 60,000 - 100,000 ฉบับ แต่มี ระบบสมาชิกที่แข็งแกร่ง นิตยสารจะถูกส่งตรงถึงหน้าบ้านสมาชิกทั่วประเทศ
  • เธอกับฉัน เป็นยุคที่ดาราวัยรุ่นแจ้งเกิดจากการขึ้นปกนิตยสารเหล่านี้ ยอดขายหลักหมื่นถึงแสนต้นๆ ต่อฉบับ วัยรุ่นยุคนั้นต้องซื้อเพื่อตัดรูปดารามาแปะฝาบ้าน หรือสะสมโปสเตอร์ที่แถมมาในเล่ม
หนังสือชื่อดังที่อยู่ในความทรงจำของคนไทย
 
  • แฮร์รี่ พอตเตอร์ หนังสือที่ทำให้คนไทยยอมไปต่อแถวรอหน้าร้านหนังสือจนเป็นปรากฏการณ์ในช่วงเวลานั้นและ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับภาษาไทยมียอดขายรวมกันมากกว่า 3,000,000 เล่ม คนที่ไม่เคยอ่านหนังสือเล่มหนาๆ มาก่อนก็ยังยอมอ่าน และยังเป็นตัวจุดกระแสให้เกิด วรรณกรรมเยาวชนแปล อีกนับไม่ถ้วนในตลาดไทย
  • พ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad) ที่หลายคนยกให้เป็นหนังสือประจำบ้านถูกจัดเป็น All-time Best Seller ของร้านซีเอ็ดนานหลายปี จนแตกยอดออกไปเป็นซีรีส์กว่า 10 เล่ม
  • เข็มทิศชีวิต (ฐิตินาถ ณ พัทลุง) สร้างสถิติด้วยการขายได้กว่า 1,000,000 เล่ม ในเวลาอันรวดเร็ว กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้หนังสือแนวจิตวิทยาพัฒนาตนเอง (Self-help) ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของชั้นหนังสือขายดี
  • มองโลกแบบวิกรม ซีรีส์หนังสือที่ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของวิกรม กรมดิษฐ์ วางขายในราคาถูก เริ่มที่ 20 บาทเพื่อให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม จนมียอดขายรวมนับล้านเล่ม
  • เพชรพระอุมา ผลงานของ พนมเทียน แม้จะเขียนมานานแล้วแต่ในยุคทองของร้านหนังสือ นิยายชุดนี้ถูกทำปกใหม่เป็นชุด Box Set สวยงาม และมักจะติดอันดับหนังสือขายดีเสมอเมื่อมีการพิมพ์ใหม่
ผลกระทบของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจสิ่งพิมพ์
 

ในอดีต หนังสือ / นิตยสารและหนังสือพิมพ์อยู่ได้ด้วยโมเดล “กำไรจากโฆษณา” แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาโมเดลนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
 
Loss of Monopoly (การสูญเสียอำนาจผูกขาด) สมัยก่อน แบรนด์สินค้า เช่น รถยนต์, อสังหาฯ, เครื่องสำอาง ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ แต่ปัจจุบันสื่อโซเชี่ยลอย่าง Facebook/Instagram Google/YouTube สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าในราคาที่ถูกกว่าหลายเท่า
 
งบจากโฆษณา จากที่เคยกล่าวไว้ว่า ยุคทองของนิตยสารครองส่วนแบ่งงบโฆษณาประมาณ 6,000 ล้านบาท หนังสือพิมพ์ประมาณ 15,000 ล้านบาท แต่ในปี 2568 คาดการณ์งบโฆษณาในนิตยสารเหลือไม่ถึง 150-200 ล้านบาท ซึ่งลดลงกว่า 97% ส่วนหนังสือพิมพ์ลดลงเหลือประมาณ 1,500-1,800 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประกาศตามกฎหมายมากกว่าโฆษณาเชิงพาณิชย์
 
วิกฤตต้นทุน ในขณะที่รายได้โฆษณาลดลง แต่การผลิต "กระดาษ" กลับกลายเป็นภาระหนัก ราคาเยื่อกระดาษในตลาดโลกมีความผันผวนสูงมาก ในช่วงปี 2565-2567 ราคากระดาษพุ่งสูงขึ้นกว่า 30-50% เนื่องจากต้นทุนพลังงานในการผลิตและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
 
รวมถึงการส่งหนังสือไปทั่วประเทศต้องใช้ค่าน้ำมันและค่าแรงคนขับรถ เมื่อยอดขายต่อสาขาลดลง แต่ค่าขนส่งเท่าเดิม "ค่าขนส่งต่อเล่ม" จึงสูงขึ้นจนไม่คุ้มที่จะส่งไปจำหน่ายในพื้นที่ห่างไกล นี่คือสาเหตุที่ร้านหนังสือในต่างจังหวัดปิดตัวลงมากกว่าในกรุงเทพฯ เมื่อยอดพิมพ์ลดลง จากหลักแสนเล่มเหลือหลักหมื่นเล่ม ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) จะพุ่งสูงขึ้นทำให้ราคาปกต้องปรับขึ้นเป็น 300-450 บาท ซึ่งยิ่งทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อยากขึ้น
 
Fixed Cost ที่สูงเกินไป นิตยสารแบรนด์ใหญ่ / หนังสือพิมพ์ มีพนักงานประจำ กองบรรณาธิการ และค่าเช่าออฟฟิศใจกลางเมืองที่สูง เมื่อรายได้โฆษณาหายไปเพียง 2-3 เดือน บริษัทก็เริ่มเข้าสู่สภาวะขาดทุน คอนเทนต์อย่าง สูตรอาหาร, ดูดวง, หรือข่าวบันเทิง ซึ่งเคยเป็นแม่เหล็ก ถูกทดแทนด้วยคอนเทนต์หาดูง่ายกว่าในโลกออนไลน์ ทำให้ ไม่มีความจำเป็นในการต้องจ่ายเงินซื้อหนังสือหรือนิตยสารอีกต่อไป
 
ธุรกิจสิ่งพิมพ์ยังไม่ตาย แต่ต้องเปลี่ยนตัวเอง
 
ภาพจาก https://citly.me/3VFHg

ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายคนมองว่า “สื่อสิ่งพิมพ์” กำลังจะตาย ร้านหนังสือกำลังจะหายไปเรื่อยๆ แต่ในความเป็นจริงธุรกิจนี้ยังไม่ถึงขั้นอวสานและผู้ประกอบการก็พัฒนาธุรกิจตัวเองให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้ายุคใหม่มากขึ้น
 
และหากไปดูข้อมูลจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ระบุว่าคนไทยใช้เวลาอ่านเฉลี่ย 113-150 นาทีต่อวัน (รวมทั้งเล่มและออนไลน์) สะท้อนให้เห็นว่าการอ่านยังเป็นพฤติกรรมที่คนยังสนใจ โดยกลุ่ม
 
Gen Z อายุ 12-28 ปี เป็นกลุ่มขับเคลื่อนหลัก โดยมีหนังสือขายดีที่นิยมในปัจจุบันคือ
  • นิยาย ครองส่วนแบ่ง 41% เช่นนิยายรัก นิยายวาย นิยายสืบสวน
  • มังงะ 21% โดยเติบโตสูงมากจากฐานแฟนคลับอนิเมะ
  • หนังสือพัฒนาตนเอง ประมาณ 11-18% เนื้อหาเน้นด้านจิตวิทยาและการเยียวยาจิตใจ
  • หนังสือเด็กและเตรียมสอบ ยังเป็นกลุ่มสินค้าขายดีสำหรับร้านหนังสือ
แน่นอนว่ากลยุทธ์การขายของร้านหนังสือเองก็ต้องเปลี่ยนไปต้องผนวกการใช้โซเชี่ยลเข้ามาเรียกลูกค้า ยกตัวอย่าง แฮชแท็ก #BookTok ใน TikTok กลายเป็นเครื่องมือการตลาดที่ทรงพลังที่สุดหนังสือหลายเล่มที่เคยวางขายมานาน
 
กลับมาติดอันดับ Best Seller อีกครั้งเพียงเพราะมี Viral clip สั้นๆ ใน TikTok หรือการที่ร้านหนังสืออย่าง B2S หรือนายอินทร์ ต้องมีชั้นวางที่เขียนว่า "BookTok Made Me Buy It" (เล่มนี้ดังใน TikTok) เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการซื้อตามอิทธิพลของ Creators
 
และต้องไม่ลืมเรื่องความคุ้มค่าที่ดูน่าสนใจ หนังสือส่วนใหญ่ในยุคนี้จะดีไซน์ปกและรูปเล่มใช้เทคนิคพิเศษ เช่น การฉลุลาย, ปั๊มฟอยล์, หรือการจัดทำชุด Box Set สวยงาม เพื่อให้หนังสือดูดีเมื่อปรากฏบน Instagram หรือวางบนชั้นหนังสือในร้าน
 
ยังไม่รวมเรื่องการมีของแถมที่หาไม่ได้จากที่อื่น เช่น โปสการ์ดลายพิเศษ, ที่คั่นหนังสือโลหะ หรือลายเซ็นนักเขียน ทำให้คนยอมจ่ายเงินซื้อหนังสือเล่มในราคาที่สูงขึ้นด้วย
 
เท่ากับว่าในยุคนี้ร้านหนังสือไม่ได้แข่งกันที่ ใครมีหนังสือเยอะที่สุด แต่แข่งกันที่ ใครคัดสรรหนังสือได้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายที่สุด และใครที่จะใช้เทคโนโลยีดึงดูด + เข้าถึงลูกค้าได้ดีกว่ากัน แม้ว่าคอนเทนต์ออนไลน์จะมีจุดเด่นในแง่ความรวดเร็ว เข้าถึงง่าย แต่หนังสือหรือนิตยสารก็มีความคลาสสิคที่สามารถเก็บสะสมได้
 
ดังนั้นสื่อสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือ / นิตยสาร / หนังสือพิมพ์ ยังไม่ถึงขั้นอวสานแต่ต้องปรับตัวให้ได้ใครทำไม่ได้ก็ต้องหายไปจากวงจรธุรกิจนี้

 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
496
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
426
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
410
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
399
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
382
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
380
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด