บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
261
3 นาที
14 กันยายน 2569
อวสาน คนเลือกงาน หนักไม่เอา เบาไม่สู้! ยุคนี้อยู่ไม่ได้
 

“หนักเอา เบาสู้” คือคำสอนให้เรามองเห็นภาพของ ความขยัน = ความสำเร็จได้อย่างชัดเจน สมัยก่อนนั้นแม้ไม่มี ทักษะสูง แต่ถ้ามีความอดทน ทำงานหนัก ทำงานโอที ทำงานด้วยความเต็มใจ รู้จักเก็บเงินที่หามาได้ ก็ค่อยๆ เอามาต่อยอดสร้างชีวิตให้ประสบความสำเร็จ มีเงิน มีรถ มีบ้าน มีทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลาจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ 
 
อย่างไรก็ดีในมุมของพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็ไม่อยากเห็นลูกตัวเองต้องทำงานลำบาก จึงอยากให้มีความรู้มากๆ เพื่อจะได้สบายในภายหลัง ก็เป็นเหตุผลในความพยายามส่งบุตรหลานเข้าเรียนดีๆ แม้บางคนต้องขายที่ทำกิน ทำงานหนัก ส่งเงินให้ลูกเรียนก็หวังเพียงให้ลูกได้อยู่ในสังคมดีๆ มีความรู้มากๆ สุดท้ายจะได้สบายไม่ต้องมาลำบากเหมือนตัวเอง 
 
3 เหตุผลที่ทำให้คนต้อง “ตกงาน” ในสมัยก่อน
 

ภาพจาก https://app.envato.com

1.การยึดติดกับวุฒิการศึกษา ในยุค 30-40 ปีก่อนคนที่ได้เรียนจบปริญญาตรียังมีไม่มาก ผสมผสานกับค่านิยมว่าจบมาสูงต้องทำงานสบาย เป็นเจ้าคนนายคน ดังนั้นผู้จบปริญญาตรีบางส่วนจึงปฏิเสธการใช้แรงงาน หรืองานที่ไม่สมศักดิ์ศรีกับที่เรียนมา และยอมว่างงานเพื่อรอตำแหน่งที่เหมาะสมกับตัวเอง
 
2.วิกฤติเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ชัดเจนที่สุดคือวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่สถาบันการเงิน , บริษัทอสังหาริมทรัพย์ , โรงงาน รวมถึงอีกหลายกิจการต้องปิดตัวลงกะทันหัน ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ตกงานแทบจะในทันที อันเนื่องจากไม่มีตำแหน่งงานใดๆ ให้ทำ
 
3.ความรู้สึกส่วนตัวไม่ชอบ / ไม่ถนัด / อยากเปลี่ยนงานใหม่ ความคิดนี้อาจจะใกล้เคียงกับคนยุคนี้เมื่อรู้สึกว่างานที่ทำอยู่เดิมไม่ดี เงินไม่พอใช้ ก็มองหางานใหม่ที่สวัสดิการดีกว่า เงินเดือนดีกว่า มีความมั่นคงหรือมีปัจจัยอื่นๆ ที่ได้เปรียบมากกว่า แต่การลาออกจากงานหนึ่งเพื่อไปอีกที่หนึ่งก็ต้องแลกมาด้วยการเรียนรู้สังคมใหม่ เพื่อนใหม่ ระบบงานใหม่ 
 
“ตกงาน” ยุคนี้ กับ “ตกงาน” ในอดีตต่างกันอย่างไร?
 

ภาพจาก https://app.envato.com

สมัยก่อนถ้าเราตกงาน หากมีเงินสำหรับพอเลี้ยงชีพตัวเองก็ยังพอประทังอยู่ได้สักระยะ เพราะค่าครองชีพยังไม่สูงเท่าในสมัยนี้ แต่ยุคนี้ต่อให้มีเงินสักก้อนก็คงอยู่ได้ไม่นานเพราะค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพต่างจากอดีตมาก ลองสมมุติว่าถ้าตอนนี้เรามีเงินเดือน 30,000 บาท แล้วเกิดตกงานกะทันหันโดยไม่มีรายได้เข้ามาเลยเป็นเวลา 6 เดือน สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ 
 
คือรายจ่ายประจำที่วิ่งต่อเนื่องทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็น ค่าที่อยู่อาศัย (คอนโด / เช่าห้อง / ค่าน้ำค่าไฟ) , ค่าเดินทาง , ค่ากินอยู่พื้นฐาน , ภาระหนี้สินเช่นผ่อนสินค้า / บัตรเครดิต , ค่าโทรศัพท์ , ค่าประกัน หรือคนไหนมีลูกมีครอบครัวรายจ่ายก็ยิ่งเพิ่มแบบคูณ 2 เบ็ดเสร็จเฉลี่ยรายจ่ายต่อเดือนคือประมาณ 25,000 – 30,000 บาท 
 
**ตัวเลขโดยประมาณ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล **
 
แถมในระยะเวลาที่ว่างงาน 6 เดือนเท่ากับว่าเราขาดรายได้ไปถึง 180,000 บาท เมื่อไม่มีเงินเข้ามาก็ต้องกระทบกับเงินสดสำรองถ้าคิดจากค่าใช้จ่ายประจำเท่ากับว่าช่วง 6 เดือนนี้ต้องมีเงินใช้ประมาณ 25,000 x 6 = 150,000 บาท
 
ถ้าเงินออมที่มีไม่เยอะอาจอยู่ได้ไม่ถึง 2 เดือน ก็ต้องไปกู้เพิ่มหรือกดเงินสดจากบัตรเครดิตมาใช้จ่าย ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 16-25% ต่อปี เท่ากับสร้างภาระดอกเบี้ยเพิ่มวันละ 44-68 บาท โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะใช้คืนเงินก้อนนี้ได้เมื่อไหร่
 
เศรษฐกิจยุคใหม่! หนักไม่เอา เบาไม่สู้ อยู่ไม่ได้
 

ภาพจาก https://app.envato.com

สมัยนี้ถ้ามัวเลือกงานเพื่อให้ได้อย่างที่ชอบ ถ้าพ่อแม่ไม่รวยจริงก็คงอยู่ยากมาก การสมัครงานเพื่อให้ได้งานสมัยก่อนอาจมีคู่แข่งน้อย แต่ยุคนี้คู่แข่งเยอะแถมมีระบบคัดกรองเพื่อให้ได้คนที่เหมาะกับงาน คนที่เก่งแต่ทฤษฏีไม่มีประวัติการทำงาน บางทีหลายบริษัทก็ไม่อยากเลือกรับ เพราะบริษัทคาดหวังแรงงานประเภทที่พร้อมทำงานได้ตั้งแต่วันแรกไม่ต้องมาเทรนด์ใหม่ในทุกเรื่อง 
 
คำว่าหนักไม่เอา เบาไม่สู้ แม้ดูเหมือนเป็นคำต่อว่าเชิงทัศนคติของคนรุ่นเก่าต่อคนรุ่นใหม่ แต่ในเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจปัจจุบัน ก็สะท้อนให้เห็นว่ายุคนี้ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับแรงงานประเภทไม่ยอมปรับตัวอีกต่อไป สะท้อนได้จาก 3 เหตุผลน่าสนใจคือ
 
1.ผู้ประกอบการไทยเจอปัญหาขาดแคลนแรงงาน ข้อมูลจาก สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (NCEO) ระบุว่า ประเทศไทยมีภาวะ "ขาดแคลนแรงงานภาคปฏิบัติ ภาคบริการ และภาคการผลิต" อย่างหนัก 
 
โดยเฉพาะ SME, ร้านค้า, โรงงาน, และธุรกิจบริการ) พร้อมจ่ายค่าจ้างตามมาตรฐาน แต่กลับประสบปัญหาคนไทยลาออกไว หรือปฏิเสธงานที่ต้องใช้แรงกาย/งานที่ต้องรับแรงกดดันสูง ตลาดจึงถูกแทนที่ด้วย แรงงานข้ามชาติ ที่พร้อม "หนักเอา เบาสู้" มากกว่า 
 
2.กลุ่มจบปริญญาตรีมีอัตราว่างงานสูง สถิติแรงงานในประเทศไทยระบุว่า กลุ่มประชากรที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุด ไม่ใช่กลุ่มคนที่เรียนน้อย แต่คือ กลุ่มผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่มีทัศนคติต้องทำงานสบาย 
 
แต่ในอีกมุมหนึ่งช่วงที่ยังหางานไม่ได้หรือไม่มีงานทำการไปทำงานใดๆ ก่อนแม้จะไม่ตรงสายที่เรียนแต่ก็คือการได้ทดลองทำงานจริง ได้เจอแรงกดดันจากการทำงานจริง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้จริง ยกตัวอย่างคนจบวิศวะ/การจัดการที่เคยผ่านงานสายการผลิตในโรงงาน จะมองภาพกระบวนการทำงานได้ดีกว่าคนที่เรียนจบแล้วนั่งรอแต่งานบริหารอย่างเดียว
 
3.ยุคของ AI มาแทนคนยิ่งไม่ควรเลือกงาน ในอดีตถ้าต้องการงานสบายๆ ก็อาจไปทำงานด้านเอกสาร หรือการคีย์ข้อมูลที่ไม่ต้องใช้ความสามารถเยอะ 
 
แต่เดี๋ยวนี้มี AI เข้ามาช่วยข้อดีคือต้นทุนต่ำกว่า ความแม่นยำสูงกว่า แรงงานที่อยากได้งานจึงต้องเร่งปรับตัวสู้กับ AI เช่นการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ (Upskill/Reskill) ความสำเร็จของคนที่อยากได้งานในยุคใหม่จึงต้องมีการปรับตัว ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่การทำงานอาศัยความรู้ความสามารถที่มีอยู่ก็เพียงพอสำหรับการทำงานในองค์กรต่างๆได้
 
ไม่ปรับตัว มัวแต่เลือกงาน! ก็ว่างงานตลอดไป
 

ภาพจาก https://app.envato.com
 
มีรายงานน่าสนใจของ Future of Jobs Report โดย World Economic Forum (WEF) ระบุว่าในอนาคตอีกประมาณ 10 ปีจากนี้ ตำแหน่งงานเดิมกว่า 85 ล้านตำแหน่ง จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติและ AI โดยเฉพาะงานรูทีน งานแอดมิน คีย์ข้อมูล หรือฝ่ายสนับสนุนที่ไม่ต้องใช้การวิเคราะห์ซับซ้อน 
 
ขณะเดียวกันจะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นราว 97 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะยุคใหม่ เช่น Data Science, AI Prompter, Cyber Security, Green Energyแรงงานที่ไม่เรียนรู้เพิ่ม (Reskill/Upskill) จะไม่สามารถย้ายสายงานไปสู่ตำแหน่งใหม่เหล่านี้ได้เลย
 
และผลสำรวจที่น่าสนใจยังระบุอีกว่านายจ้างมากกว่า 70%–80% มีแนวโน้มเลือกรับหรือปรับตำแหน่งให้พนักงานที่มีทักษะการประยุกต์ใช้ AI สะท้อนให้เห็นว่าคนที่รู้จักปรับตัวมีสกิลด้านเทคโนโลยีคือแรงงานคุณภาพที่จะได้งานในอนาคต 
 
คำว่าหนักไม่เอา เบาไม่สู้ คือ งานหนักก็ไม่อยากทำ พอเป็นงานเบาก็ไม่มีสกิลมากพอ คนที่ตกงานเหล่านี้มักไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมยึดติดแต่กับความรู้และสิ่งที่ตัวเองมี แรงงานที่มีความคิดเหล่านี้ต่อให้จบสูงถึงระดับปริญญาตรีก็มีโอกาสตกงานสูง ในขณะที่ผู้จบในระดับการศึกษาที่ต่ำกว่า แต่มีทักษะที่สังคมยุคใหม่ต้องการ 
 
มีทักษะการทำงานจริง เคยผ่านการทำงาน มีประวัติการทำงานมาก่อน ย่อมมีโอกาสถูกเลือกมากกว่า เป็นความจริงของโลกยุคใหม่ที่ต้องยอมรับ ว่าความสามารถคือสิ่งกำหนดชะตาชีวิตที่แท้จริงไม่ใช่แค่เพียงมีความรู้แต่ต้องรู้จักเอามาใช้ให้เป็นด้วย
 
อ้างอิง : 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ยอดวิว TikTok สำคัญแค่ไหน? วิธี เปลี่ยนคนดูให้กล..
1,338
คู่มือเลือกเว็บปั้มไลค์สำหรับผู้ประกอบการ SME แล..
1,326
ปั้นยอดวิวเอง หรือ ใช้เว็บปั้มวิว ? เปรียบเทียบ..
1,197
ธุรกิจเพิ่งเริ่ม คนยังไม่รู้จัก ควรสร้าง Social ..
1,185
Indomie มาม่าขายดีในแอฟริกา 4,500 ล้านซอง/ปี! เบ..
436
กลยุทธ์สาขาเดียว คำตอบเดียวในความดัง Parameter
409
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด