บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
340
2 นาที
20 พฤศจิกายน 2568
เทรนด์ราคา “Market Development” สินค้าเดิม ตลาดใหม่ กำไรดีกว่า
 

แม้ว่าตอนนี้กำลังซื้อของคนจะลดน้อย ด้วยภาระหนี้สินที่เพิ่ม ค่าครองชีพที่แพง แต่ในอีกมุมหนึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็อาจจะเบื่อหน่ายกับสินค้าเดิมๆ อยากได้อะไรที่ใหม่ๆ ในราคาที่สมเหตุสมผล นำมาสู่เรื่อง "Market Development" ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักจาก Ansoff Matrix คือมุ่งนำสินค้าหรือบริการที่มีอยู่แล้วไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่
 
แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ "การตั้งราคา" (Pricing Strategy) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงกับ Market Development โดยตรง การตั้งราคาที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงตลาดใหม่ได้ง่ายขึ้น แต่ยังสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและกำไรในระยะยาว 
 
ทำไม Market Development ถึง "กำไรดีกว่า
 

ธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์สูงสุด (leverage) จากโครงสร้างต้นทุนที่มีอยู่แล้ว เช่น โรงงานผลิต ,แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ฐานลูกค้าที่มีอยู่แล้ว ฯลฯ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (gross margin) สูงขึ้น โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนในการวิจัยผลิตภัณฑ์(R&D) เพื่อให้เป็นสินค้าใหม่  
 
กลยุทธ์นี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยง หากตลาดเดิมชะลอตัว ธุรกิจก็มีฐานลูกค้าใหม่มาชดเชย ทำให้รายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพกำไรสูงกว่า 20-30% เมื่อเทียบกับการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดเดิม ซึ่ง Market Development ยังถือเป็นการตลาดที่เหมาะสมกับค้าปลีกในเมืองไทยมาก จากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือ
  • 39% ของ Gen Z และ Millennials จะครองส่วนแบ่งการใช้จ่ายค้าปลีกภายในปี 2030
  • 55% ลูกค้านิยมการซื้อสินค้าที่ชื่นชอบผ่านโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ
  • 58% ของผู้บริโภคยอมจ่ายแพงกว่าสำหรับสินค้าที่มองว่าคุ้มค่าและน่าสนใจ
ด้วยปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่า การพัฒนาตลาดโดยที่ไม่ต้องลงทุนสร้างสินค้าใหม่เพียงแต่ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่เดิม คือแนวทางการสร้างรายได้เพิ่มที่ดีที่สุดและยังเป็นการเพิ่ม loyalty ผ่าน personalization ได้อีกทางหนึ่งด้วย
 
4 วิธีตั้งราคาที่สอดคล้องกับ Market Development
 
1.Penetration Pricing
 
ภาพจาก https://citly.me/dH2E6

เป็นการตั้งราคาแบบแทรกซึมหรือการตั้งราคาต่ำในช่วงแรกเพื่อดึงดูดลูกค้าและสร้างส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว จากนั้นค่อยปรับขึ้นเมื่อฐานลูกค้าหนาแน่นขึ้น เหมาะกับตลาดใหม่ที่มีการแข่งขันสูง หรือลูกค้าที่เซนซิทีฟสูงในเรื่องราคา 
 
ยกตัวอย่างคือ Netflix ที่ตอนเข้าไทยมาใหม่ๆ ตั้งราคาแค่เดือนละ 99 บาท คนก็แห่มาสมัครกันเยอะ กลุ่มลูกค้าที่พอใจในบริการก็พร้อมจะสมัครสมาชิกต่อแม้ว่าราคาจะมาปรับสูงในภายหลัง
 
2.Skimming Pricing
 
การพัฒนาสินค้าขยายตลาดใหม่และเน้นการตั้งราคาสูงในช่วงแรกเพื่อเจาะกลุ่ม premium จากนั้นลดราคาเพื่อเข้าถึง mass market เหมาะกับตลาดใหม่ที่ลูกค้ามีความเต็มใจจ่ายสูง เหมือนกรณีของ Apple ที่ขาย iPhone ในจีนด้วยราคา premium ตั้งแต่แรก เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ จากนั้นออกรุ่นเก่าที่ราคาถูกลงเพื่อขยายฐานลูกค้า
 
3.Value-Based Pricing
 

ภาพจาก https://www.ikea.com/th

เน้นการตั้งราคาตาม "มูลค่าที่ลูกค้ามองเห็น" ไม่ใช่เน้นราคาต้นทุน อาศัยข้อมูลการวิจัยความต้องการในตลาดใหม่ เหมาะกับ ตลาดที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม เช่น สินค้าที่แก้ pain point เฉพาะ ยกตัวอย่าง IKEA ในไทยปรับราคาให้ต่ำกว่าทางยุโรป แต่ยังคง concept "ราคาคุ้มค่า" เน้นการตลาดแบบ local เข้ามาร่วมด้วย
 
4.Dynamic Pricing
 
วิธีตั้งราคาของสินค้าในกลุ่มตลาดใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการสินค้าของลูกค้า ส่วนใหญ่เป็นการตั้งราคาในกลุ่มสินค้าบริการที่ยืดหยุ่นตามโอกาส เช่นราคาของสายการบิน , ราคาสินค้าออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้อาจมีผลในความรู้สึกของลูกค้าบางกลุ่มที่อาจจ่ายแพงกว่าเพราะราคายังไม่มีการปรับปรุง
 
“After You” ธุรกิจที่ใช้การตั้งราคา คู่กับ Market Development อย่างได้ผล
 

ถ้าต้องให้ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เอากรณีของ After You เป็น Case study น่าจะเหมาะที่สุด ซึ่งอย่างที่หลายคนทราบว่า After You เอาชาที่เคยดื่มฟรีในร้าน มาทำเป็นขวดวางจำหน่ายใน 7-Eleven ในราคาขวดละ 37 บาท 
 
โดยมีข้อดีคือแทนที่แบรนด์จะต้องลงทุนสร้างหน้าร้านเพื่อขายสินค้าให้ได้เยอะ ๆ ก็เปลี่ยนมาเป็น การเลือกสินค้าที่ขายดี ส่งไปขายในร้านสะดวกซื้อ ที่มีสาขาเยอะ ๆ แทน และคงไม่มีอะไรจะเหมาะไปกว่าการวางจำหน่ายใน 7-Eleven ที่มีมากกว่า 15,000 สาขา ในประเทศไทย แถมสินค้าอย่างชาของ After You ก็มีกลุ่มลูกค้าที่เคยติดใจ 
 
เมื่อนำมาจำหน่ายแบบทั่วไปก็ยิ่งช่วยเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจได้มากขึ้น อันที่จริง Market Development ถือเป็นกลยุทธ์ที่ After You ถนัดมากเพราะก่อนหน้านี้ก็เคยเอา “ขนมปังนมโสด” และ “ขนมปังเนยโสด” ที่เป็นสินค้าขายดีของตัวเองเข้าไปวางขายใน 7-Eleven แล้วปรากฏว่ามีกระแสดีเหมือนกัน
 
และไม่ใช่แค่ After You บรรดาแบรนด์ดังอีกไม่น้อยก็นำเอา Market Development มาให้เช่นกันยกตัวอย่าง เช่น

  • Starbucks ที่พัฒนากาแฟและเครื่องดื่มจากคาเฟ่ สู่การบรรจุขวด/กระป๋อง พร้อมจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ ผลคือยอดขายที่เติบโตขึ้น 20-30% ต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้รวมกว่า 10% ของธุรกิจ
  • Coca-Cola ที่พัฒนาน้ำอัดลมสูตรเดิม สู่ตลาดใหม่ในเอเชียและแอฟริกาวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อของแต่ละท้องถิ่น ทำให้มีรายได้เพิ่มจากตลาดใหม่ 15% และยังเจาะกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยเข้าถึงแบรนด์ได้ก่อนหน้านี้
  • Dunkin' Donuts พัฒนาโดนัทมินิและกาแฟเย็นจากร้านสู่บรรจุภัณฑ์แบบขวดเพื่อจำหน่ายใน Walmart และ 7-Eleven เพื่อเจาะตลาดคนที่รักการเดินทาง ช่วยให้มีรายได้เพิ่มจากช่องทางใหม่ถึง 18% ลดการพึ่งพารายได้จากหน้าร้านหลัก 30% 
ถ้าวิเคราะห์โดยรวมจะพบว่า Market Development และเทรนด์ราคา มีความสอดคล้องที่ชัดเจน และทั้ง 2 กลยุทธ์นี้ต้องใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพจะกลายเป็นการตลาดที่น่าสนใจและเหมาะสมกับยุคที่การแข่งขันสูงเพราะ เข้าถึงผู้บริโภคใหม่ได้มากขึ้น 
 
และยังเป็นการเพิ่มรายได้จากหลายช่องทาง ลดการพึ่งพาการสร้างรายได้หลักจากเพียงหน้าร้านอย่างเดียว และยังเป็นการเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูมีความพรีเมี่ยมมากขึ้นแต่ลูกค้ายังคงเข้าถึงได้ง่ายสร้าง loyalty จากลูกค้าใหม่ที่อยากลองรสชาติซิกเนเจอร์ได้ง่ายมากขึ้นด้วย
 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
473
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
412
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
373
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
371
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
356
อวสานห้างไทยในตำนาน คน แบรนด์ สถานที่
354
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด