บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
472
5 นาที
11 ธันวาคม 2568
กลยุทธ์เลือกทำเล ในห้าง-นอกห้าง โอกาส-ความเสี่ยง
 

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดค้าปลีก บวกกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจแฟรนไชส์ยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญของคนที่อยากมีอาชีพ ต้องการมีรายได้เสริม รวมถึงคนที่อยากต้นเริ่มต้นธุรกิจภายใต้ระบบดำเนินงานที่มีมาตรฐานรองรับ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม 
 
หากต้องการสร้างความสำเร็จให้กับร้านแฟรนไชส์ คือ การเลือกทำเลเปิดร้าน เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อยอดขาย ต้นทุนการดำเนินงาน และศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
 
“ทำเลที่ดี” ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบให้สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ ประเภทของแฟรนไชส์ ฐานกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมถึงสภาพแวดล้อมรอบข้าง โดยเฉพาะหากต้องเลือกระหว่างทำเลในห้างกับทำเลนอกห้าง ซึ่งทั้งสองทำเลต่างก็มีโอกาสและความเสี่ยงที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ควรประเมินอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน
 
ปัจจัยที่ต้องวิเคราะห์ก่อนเลือกทำเลเปิดร้าน
 
การเลือกทำเลเปิดร้านในปัจจุบันไม่สามารถอาศัยเพียงความรู้สึก หรือประสบการณ์ส่วนตัวได้อีกต่อไป ผู้ซื้อแฟรนไชส์จำเป็นต้องวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพื่อประเมินโอกาสทางธุรกิจและลดความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจเช่าพื้นที่เปิดร้านแฟรนไชส์ ผู้ซื้อแฟรนไชส์ควรพิจารณาดังนี้
 
1. ตลาดและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 
 

การสำรวจตลาดเป็นขั้นตอนแรกที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจบริบทของพื้นที่อย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่จำนวนประชากรเท่านั้น แต่ควรพิจารณารายละเอียดเชิงลึก ทั้งโครงสร้างประชากร ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ อาชีพ เพื่อวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายหลัก
 
รวมไปถึงสำรวจรายได้เฉลี่ยและกำลังซื้อของประชากรในพื้นที่ เพื่อประเมินความเหมาะสมของราคาและสินค้าที่จะขาย ตลอดจนสำรวจพฤติกรรมการซื้อและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในพื้นที่ เช่น พฤติกรรมการซื้อออนไลน์ หรือการเดินซื้อที่ร้าน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สามารถคาดการณ์ดีมานด์ และนำเสนอสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าในพื้นที่ได้
 
นอกจากนี้ ต้องวิเคราะห์ในส่วนของสินค้าและบริการ ผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องพิจารณาว่าสินค้าหรือบริการของแฟรนไชส์ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายใดบ้าง เช่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายนักศึกษา คนทำงาน ควรอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย คอนโด ย่านออฟฟิศ และแหล่งที่คนพลุกพล่านใจกลางเมืองหรือแหล่งท่องเที่ยว

2. คู่แข่งขันในทำเลพื้นที่เปิดร้าน  
 
การทำความเข้าใจสถานการณ์การแข่งขันในทำเลเปิดร้านเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทำเลที่มีคู่แข่งจำนวนมาก หรือมีแบรนด์ขนาดใหญ่ครองตลาดอยู่แล้ว อาจทำให้ต้นทุนการทำตลาดสูงขึ้นกว่าที่คาดคิด โดยสิ่งที่ต้องวิเคราะห์ เช่น จำนวนและประเภทของคู่แข่ง ชื่อเสียงของแบรนด์ในพื้นที่ กลยุทธ์การตั้งราคาและโปรโมชั่นที่คู่แข่งใช้ การทำความรู้จักคู่แข่งจะช่วยให้สามารถวางตำแหน่งสินค้าและบริการให้แตกต่างได้ และประเมินได้ว่าต้องใช้ทรัพยากรทางการตลาดมากแค่ไหนเพื่อแข่งขันในตลาด 
 
3. การมองเห็นร้าน และการเข้าถึง
 

ทำเลที่มีความโดดเด่นและเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยให้ลูกค้ามองเห็นได้ง่าย เช่น ร้านที่ตั้งอยู่บริเวณหัวมุม ใกล้ทางเข้า–ออก หรืออยู่ในเส้นทางที่ลูกค้าต้องเดินผ่านเป็นประจำ รวมถึงทำเลที่มีที่จอดรถสะดวก หรืออยู่ติดถนนเส้นหลัก จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจแวะใบริการได้ง่ายขึ้น ร้านที่เปิดในทำเลที่มองเห็นได้ชัดเจน ไม่ถูกบังด้วยกำแพง ป้าย หรือร้านข้างเคียง จะช่วยดึงดูดความสนใจและเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเข้าใช้บริการที่ร้าน โดยไม่ต้องทำการตลาดเพิ่มมากนัก
 
4. ค่าเช่าและต้นทุนรวม 
 
การประเมินต้นทุนทำเลเปิดร้านไม่ควรมองแค่ “ค่าเช่า” รายเดือนเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าส่วนกลาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าออกแบบและตกแต่งร้านตามมาตรฐานแฟรนไชส์ รวมถึงค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าปรับปรุงพื้นที่สำหรับเปิดร้าน ค่าการตลาดส่วนกลางของห้าง หรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ดังนั้น การประเมินต้นทุนรวมอย่างรอบด้านจะช่วยให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์มั่นใจได้ว่า ร้านที่เปิดในทำเลดังกล่าวจะสามารถสร้างจุดคุ้มทุนและผลกำไรในระยะยาวได้จริง
 
5. วิเคราะห์จุดคุ้มทุน 
 

ก่อนตัดสินใจเปิดร้าน การวิเคราะห์จุดคุ้มทุนเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินความเสี่ยงเชิงตัวเลขให้กับธุรกิจ โดยวิเคราะห์เกี่ยวกับต้นทุนคงที่ เช่น ค่าเช่าพื้นที่ ค่าพนักงาน ค่าสาธารณูปโภค, ต้นทุนผันแปร เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าโลจิสติกส์ รวมถึงยอดขาย ดังนั้น การทำ Break-even Analysis ช่วยให้สามารถมองเห็นระยะเวลาคืนทุน ปริมาณยอดขายเพื่อไม่ขาดทุน
 
ตัวอย่างการคำนวณ Break-even Analysis
ระบุต้นทุน

ต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) คือ ต้นทุนที่ไม่เปลี่ยนตามปริมาณการขาย สมมติว่า
  • ค่าเช่าร้าน: 20,000 บาท/เดือน
  • ค่าพนักงาน: 15,000 บาท/เดือน
  • ค่าสาธารณูปโภค: 5,000 บาท/เดือน
รวมต้นทุนคงที่ = 20,000 + 15,000 + 5,000 = 40,000 บาท/เดือน
 
ต้นทุนผันแปร (Variable Costs) คือ ต้นทุนที่ขึ้นกับจำนวนสินค้าที่ขาย สมมติว่า

ค่าวัตถุดิบต่อหน่วย = 50 บาท/ชิ้น

กำหนดราคาขายต่อหน่วย
 

สมมติขายสินค้าหนึ่งชิ้นที่ราคา 100 บาท/ชิ้น 
 
คำนวณกำไรต่อหน่วย (Contribution Margin)
 
กำไรต่อหน่วย = ราคาขายต่อหน่วย – ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย จะได้ 100 – 50 = 50 บาท/ชิ้น
 
คำนวณจุดคุ้มทุน (Break-even Point)
 
จุดคุ้มทุน (จำนวนชิ้น) = ต้นทุนคงที่ หาร กำไรต่อหน่วย 40,000 / 50 = 800 ชิ้นต่อเดือน
 
หมายความว่า ธุรกิจต้องขายสินค้าอย่างน้อย 800 ชิ้นต่อเดือน ถึงจะครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด ไม่ขาดทุน
 
คำนวณยอดขายที่จุดคุ้มทุน (Revenue at Break-even)
 
ยอดขายที่ต้องทำ = จำนวนชิ้นที่คุ้มทุน×ราคาขายต่อหน่วย 800×100 = 80,000 บาท/เดือน
 
6. สัญญาเช่าและความยืดหยุ่น
 

ผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องศึกษาเงื่อนไขสัญญาเช่าพื้นที่เปิดร้านอย่างละเอียด เนื่องจากมีผลต่อความเสี่ยงในอนาคต ถ้าเป็นทำเลในห้างสรรพสินค้ามักมีสัญญาระยะยาว พร้อมข้อกำหนดและค่าบริการต่างๆ ที่ค่อนข้างชัดเจน แต่มีความยืดหยุ่นน้อย
 
ส่วนทำเลนอกห้างจะมีความยืดหยุ่นมากกว่า ทั้งในด้านราคาค่าเช่าและการตกลงกันกับเจ้าของพื้นที่ แต่ก็อาจมีความเสี่ยงในเรื่องความมั่นคงหรือการเปลี่ยนแปลงของผู้ให้เช่าถ้าหากมีปัญหาขัดแย้งกัน ดังนั้น การพิจารณาระยะเวลาสัญญาเช่า การต่อสัญญา สิทธิในการตกแต่งร้าน และข้อกำหนดด้านการปรับปรุงพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
 
เปิดร้านในห้าง โอกาสน่าดึงดูด แต่ต้นทุนสูง
 
ปัจจุบันการเลือกทำเลเปิดร้านในห้างสรรพสินค้ายังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ที่ต้องการฐานกลุ่มลูกค้าที่แน่นอน รวมถึงบรรยากาศการขายที่มีมาตรฐาน แม้จะมีต้นทุนสูง แต่ก็ข้อดีอยู่มากมาย
 
โอกาสในการขายของทำเลในห้าง
 
1.กำลังซื้อสูงและกลุ่มลูกค้าคุณภาพ
 

ห้างสรรพสินค้ามักดึงดูดผู้บริโภคระดับกลางถึงระดับบน ซึ่งมีแนวโน้มซื้อสินค้าราคาปานกลางไปถึงราคาสูงได้ดี ทำให้แฟรนไชส์ที่มีสินค้าหรือบริการคุณภาพสูง มีโอกาสในการขายและทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว
 
2.สภาพแวดล้อมพร้อมสนับสนุนธุรกิจ
 
ศูนย์การค้าจัดเตรียมระบบต่างๆ อย่างครบครัน เช่น ความปลอดภัย, แสงสว่าง, ความสะอาด และการจัดการสภาพแวดล้อมที่ได้มาตรฐาน ซึ่งช่วยให้ผู้ลงทุนไม่ต้องกังวลเรื่องบริหารจัดการพื้นฐาน และสามารถโฟกัสกับการขายและบริการลูกค้าได้เต็มที่
 
3.เสริมภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์
 

การมีสาขาในห้างใหญ่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์แฟรนไชส์ รวมถึงสร้างโอกาสในการขยายสาขาเพิ่มในอนาคต เนื่องจากลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของแบรนด์ที่อยู่ในศูนย์การค้าที่มีชื่อเสียง
 
4.โอกาสจากกิจกรรมการตลาดของห้าง
 
ข้อดีของทำเลในศูนย์การค้า คือ จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย แคมเปญพิเศษ และอีเวนต์ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยดึงลูกค้าเข้าพื้นที่โดยตรง ร้านค้าในห้างจึงได้รับผลประโยชน์จากการเข้าชมของลูกค้า โดยไม่ต้องลงทุนด้านการตลาดมากนัก
 
ความเสี่ยงและข้อจำกัดของทำเลในห้าง
 
แม้ว่าทำเลในห้างจะสร้างโอกาสดีๆ ให้กับธุรกิจ แต่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายและข้อจำกัดต่างๆ อย่างรอบด้าน
 
1.ค่าเช่าสูงและระบบ GP/Service Fee
 

ค่าเช่าเฉลี่ยในศูนย์การค้าหลายแห่งสูงกว่าทำเลนอกห้างหลายเท่า นอกจากนี้บางแห่งยังคิดส่วนแบ่งยอดขาย (Gross Profit / Service Fee) ทำให้กำไรสุทธิลดลง หากไม่ได้วางแผนการควบคุมต้นทุนและกลยุทธ์การขายให้เหมาะสมกับทำเล
 
ตัวอย่าง การคิดค่าเช่าและค่า GP/Service Fee ของห้าง
 
1.1 ค่าเช่าพื้นฐาน (Base Rent)
 
ค่าเช่าพื้นฐาน คือ ค่าเช่าที่ต้องจ่ายตามพื้นที่ร้าน (ตารางเมตร) โดยมักคิดเป็นบาท/ตร.ม./เดือน
 
สมมติ เปิดร้านขนาด 50 ตร.ม.
  • ค่าเช่าเฉลี่ยในห้าง 1,200 บาท/ตร.ม./เดือน
  • คำนวณค่าเช่าเดือนแรก 50 ตร.ม.×1,200 บาท/ตร.ม.= 60,000 บาท/เดือน
1.2 ค่า GP / Service Fee (ส่วนแบ่งยอดขาย)
 
หลายห้างจะคิด Gross Profit (GP) หรือ Service Fee เป็น % ของยอดขาย เพื่อให้ห้างได้รายได้ร่วมจากความสำเร็จของร้าน
สมมติ ร้านมียอดขายต่อเดือน 500,000 บาท ทางห้างคิดค่า GP 5%
 
คำนวณค่า GP จะได้ 500,000×5% = 25,000 บาท/เดือน 
รวมค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับห้างต่อเดือน 60,000+25,000 = 85,000 บาท/เดือน
 
2.ข้อจำกัดด้านเวลาและการดำเนินงาน
 

ร้านในห้างต้องปฏิบัติตามเวลาทำการของศูนย์การค้า ไม่สามารถเปิด–ปิดร้านได้อย่างยืดหยุ่น รวมถึงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการตกแต่งและการจัดวางร้านที่เข้มงวด ห้างมักกำหนด ธีม สี วัสดุตกแต่ง หรือป้ายโฆษณา โดยที่ร้านไม่สามารถปรับเปลี่ยนดีไซน์เองตามใจชอบ ซึ่งอาจจำกัดความคิดสร้างสรรค์ หรือการทดลองโมเดลใหม่ๆ 
 
ยกตัวอย่างการเปิด-ปิดห้าง สมมติ
  • ห้างกำหนดเวลาทำการ เช่น 10.00 – 22.00 น.
  • ร้านไม่สามารถเปิดก่อน 10.00 น. หรือปิดหลัง 22.00 น. แม้ยังมีความต้องการของลูกค้า
ผลกระทบ ทางร้านพลาดโอกาสขายช่วงเช้าหรือดึก และไม่สามารถจัดโปรโมชันพิเศษนอกเวลาห้าง

3.ทราฟฟิกผันผวนตามฤดูกาล
 
แม้ห้างจะมีคนเดินจำนวนมาก แต่ยอดขายยังขึ้นอยู่กับกิจกรรมส่งเสริมการขาย วันหยุด และช่วงไฮซีซั่น–โลว์ซีซั่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้เช่าโดยตรง ดังนั้น การวางแผนการบริหารสินค้าคงคลังและโปรโมชั่นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
 
ทำเลนอกห้าง ต้นทุนต่ำ ยืดหยุ่นสูง แต่ความเสี่ยงซับซ้อน
 
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ร้านรูปแบบ Standalone และ Community-based มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น ทั้งจากผู้ประกอบการอิสระและผู้ซื้อแฟรนไชส์ ทำเลนอกห้างต่างจากในห้าง มีจุดเด่นช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน แต่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ต้องการเปิดร้านทำเลนอกห้าง จำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงในด้านต่างๆ อย่างรอบด้าน

โอกาสในการขายในทำเลนอกห้าง
1. ต้นทุนเริ่มต้นและค่าเช่าที่ต่ำกว่า
 

หนึ่งในข้อได้เปรียบหลักของทำเลนอกห้างคือค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ต่ำกว่าอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่ โดยร้าน Standalone มักมีค่าเช่าต่ำกว่าศูนย์การค้าประมาณ 30–70% ขึ้นอยู่กับทำเล และอาจไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับสาธารณูปโภคหรือค่าธรรมเนียมส่วนกลาง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการตกแต่งร้านและการจัดโครงสร้างพื้นฐานได้เอง ทำให้สามารถเริ่มธุรกิจได้ด้วยงบประมาณจำกัด หรือปรับขนาดร้านให้เหมาะกับเงินลงทุนที่มีอยู่
 
2. ความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน
 
ร้านนอกห้างมีอิสระในการจัดการธุรกิจสูงกว่าในห้าง สามารถกำหนดเวลาเปิด–ปิดได้ตามความเหมาะสมของสถานที่ และพฤติกรรมลูกค้า นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านหรือเมนูสินค้าได้อย่างรวดเร็ว เช่น ทดลองขายสินค้าใหม่ หรือจัดโปรโมชั่นตามฤดูกาล หรือให้บริการรูปแบบ Delivery หรือ Takeaway โดยไม่ต้องขออนุมัติจากฝ่ายบริหารห้าง ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ๆ หรือต้องการปรับตัวตามความต้องการของตลาดอย่างรวดเร็ว
 
3. มีโอกาสสร้างฐานลูกค้าประจำ
 
ทำเลนอกห้างมักตั้งอยู่ใกล้ชุมชน หมู่บ้าน หรืออาคารสำนักงาน ทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใกล้ชุมชน และพนักงานในพื้นที่ได้ง่าย การเข้าถึงง่ายนี้ช่วยสร้างความคุ้นเคยและทำให้ลูกค้าเกิดการซื้อซ้ำต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ต้องการมีรายได้อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ธุรกิจยังสามารถใช้กลยุทธ์การตลาดเข้ากับคนในพื้นที่ เช่น แจกใบปลิว รทำการตลาดผ่านสื่อโซเชียลของพื้นที่นั้นๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว
 
4. เหมาะกับแฟรนไชส์ขนาดเล็ก ขนาดกลาง
 

ทำเลนอกห้างเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการพื้นที่เปิดร้านไม่ใหญ่มาก เช่น ร้านกาแฟเล็ก ร้านอาหารจานด่วน ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านไก่ทอด ร้านส้มตำ ร้านขนม หรือร้านบริการเฉพาะทาง เช่น ร้านซักรีด ร้านเสริมสวย หรือร้านซ่อมมือถือ มักเหมาะกับทำเลนอกห้าง เนื่องจากต้นทุนเริ่มต้นธุรกิจต่ำ ใช้พนักงานจำนวนน้อย ขณะเดียวกันยังสามารถปรับตกแต่งร้านให้เหมาะกับพฤติกรรมและไสตล์ของลูกค้าในพื้นที่ เช่น จำนวนรายการเมนู ขนาดพื้นที่นั่ง หรือบริการ Delivery / Takeaway
 
5. โอกาสในการสร้างแบรนด์เฉพาะตัว
 
ร้านนอกห้างสามารถสร้างเอกลักษณ์และบรรยากาศของร้านได้อย่างเต็มที่ ทั้งการตกแต่ง การจัดแสง การวางตำแหน่งร้าน และการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า ช่วยให้ลูกค้าจดจำร้านได้ง่ายและเกิดความภักดีต่อแบรนด์ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ร้านทดลองรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ เช่น คาเฟ่ธีมเฉพาะ ร้านอาหารฟิวชัน หรือร้านที่มีจุดขาย Unique Selling Point ชัดเจน

ความเสี่ยงของการเปิดร้านทำเลนอกห้าง
1. จำนวนลูกค้าไม่แน่นอน
 
เลือกทำเลเปิดร้านนอกห้าง ต่างจากทำเลในห้างที่มีฐานลูกค้าประจำของห้าง ส่วนทำเลนอกห้างเจ้าของร้านต้องสร้างการรับรู้ในการดึงลูกค้าเข้าร้านเองทั้งหมด เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ใช่ขาประจำ บางครั้งแค่สัญจรผ่าน ต้องทำการตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้าเอง หากเจ้าของร้านไม่วางแผนให้ดี ยอดขายอาจขึ้นลงไม่สม่ำเสมอตามปัจจัยเสี่ยงต่างๆ  
 
2. ต้องจัดการระบบพื้นฐานเอง
 

ร้าน Standalone มักต้องดูแลระบบพื้นฐานหลายอย่างเอง เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบระบายน้ำ ความปลอดภัย การทำความสะอาด และการตกแต่งร้าน ซึ่งต่างจากร้านในห้างที่มีการดูแลจากส่วนกลาง หากเจ้าของร้านไม่มีความรู้และมีประสบการณ์ อาจทำให้ค่าใช้จ่ายแฝงเพิ่มขึ้น เช่น ค่าไฟสูงกว่าปกติ ระบบน้ำรั่วซึม หรือค่าใช้จ่ายซ่อมแซมอาคารเพิ่ม 
 
3. ผลกระทบจากสภาพอากาศ
 
การเปิดร้านทำเลนอกห้างจะมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถคาดการณืได้ เช่น ร้านที่ตั้งริมถนนหรือในพื้นที่เปิด อาจได้รับผลกระทบจากกรณีที่มีฝนตกหนักลูกค้าหาย หรือช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวลูกค้าเยอะ ทำให้ยอดขายมีความผันผวนไม่สม่ำเสมอ บางวันขายดี บางวันขายไม่ดี ร้านอาจต้องลงทุนเพื่อป้องกันสภาพอากาศ เช่น หลังคากันฝน กันแดด หรือพื้นที่จอดรถเพิ่ม
 
4. แข่งขันกับร้านประเภทเดียวกัน
 
ทำเลนอกห้างมักจะมีร้านประเภทเดียวกันในพื้นที่เปิดให้บริการอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งถ้าเป็นร้านเก่าแก่ที่มีฐานลูกค้าประจำ หรือร้านที่มีราคาต่ำกว่าตลาด หากเปิดในทำเลนั้นต้องวางกลยุทธ์ราคา และสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการให้เด่นกว่าคู่แข่ง
 
5. ความเสี่ยงในการมองเห็นและเข้าถึงร้าน
 
ทำเลนอกห้างบางพื้นที่อาจมีปัญหาด้านการมองเห็นจากถนนหลักหรือการเข้าถึงร้านได้ยากลำบาก โดยเฉพาะร้านที่ตั้งอยู่ในซอยหรือด้านหลังอาคาร หากไม่มีป้ายบอกชัดเจน หรือระบบนำทางออนไลน์ ลูกค้าอาจไม่รู้ว่ามีร้านเปิดอยู่ในพื้นที่นั้น 
 
สรุป 
 
กลยุทธ์เลือกทำเลเปิดร้าน ผู้ซื้อแฟรนไชส์ยังสามารถปรึกษาเจ้าของแฟรนไชส์ได้ เพราะมีฐานข้อมูลและประสบการณ์เกี่ยวกับทำเลที่เหมาะสมในการเปิดสาขา วิธีการปรึกษาเจ้าของแบรนด์แฟรนไชส์สามารถช่วยให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์เลือกทำเลที่สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจ 
 
สามารถปรับกลยุทธ์การตลาดตามแนวทางของแบรนด์ ช่วยลดความผิดพลาดในการตัดสินใจเปิดร้านแฟรนไชส์ เพราะข้อมูลที่ได้จากเจ้าของแบรนด์แฟรนไชส์ถือเป็นตัวช่วยให้การตัดสินใจได้แม่นยำและมีความเสี่ยงน้อยที่สุด 

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Brand as a Creator ไม่ทำไม่รอด!
663
ไม่รอด! อวสานร้านเล็ก ส่วนใหญ่เซ้ง - เจ๊งยับ
620
เทคนิคแก้วิกฤติปี 2026 วิธีบริหารเงินฉบับ “Famil..
610
สมรภูมิเครื่องดื่ม Southeast Asia ไทยแชมป์กาแฟ จ..
417
หยุดงมทาง Marketing Canvas วางแผนตลาดแผ่นเดียวจบ!
417
เจาะการตลาดแบบญี่ปุ่น Japan MKT เรียบง่ายแต่ขายได้
416
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด