บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
281
3 นาที
8 มกราคม 2569
เทคนิค 30 วัน! จากร้านเปิดใหม่สู่ยอดขายหลักแสน
 

การเปิดร้านแล้วจะมีรายได้ถึงหลักแสนในเวลา 30 วัน อาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ถ้าวางแผนธุรกิจดีๆ บวกกับปัจจัยแวดล้อมส่งเสริม ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงได้ แต่ขอย้ำก่อนว่า “รายได้” หมายถึง “ยอดขาย” ที่ยังไม่ได้หักรายจ่ายและกลายเป็น “กำไรสุทธิ”
 
ความเป็นไปได้กับธุรกิจ 30 วัน รายได้หลักแสน
 
ระยะเวลาที่ใช้ในการทำยอดขายถึงหลักแสนบาทจะขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและกลยุทธ์ที่ใช้ โดยแบ่งความเป็นไปได้ออกเป็น 3 ระดับ
  1. ความเป็นไปได้สูง คือมีรายได้หลักแสนภายใน 30 วัน แต่อาจต้องเป็นสินค้าที่อยู่ในกระแส , เป็นสินค้ากลุ่มแฟชั่น ความงาม หรืออาหารที่ฮิตมากๆ ซึ่งอาจต้องใช้กลยุทธ์ “การตลาดแบบจ่ายเงิน” (Paid Ads) เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็ว
  2. ความเป็นไปได้ระดับปานกลาง คืออาจมีรายได้หลักแสนแต่ไม่ใช่ 30 วันอาจเป็นระยะเวลา 3-6 เดือน เป็นเวลาส่วนใหญ่ที่ไม่รีบร้อนเกินไปสำหรับการสร้างรายได้หลักแสน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับทำเลที่ดี มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสัญจรไปมาในพื้นที่มากพอ เป็นไปได้ทั้งร้านอาหาร / คาเฟ่ หรือธุรกิจบริการต่างๆ
  3. ความเป็นไปได้น้อย คืออาจทำรายได้ถึงหลักแสนแต่ต้องใช้เวลามากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ธุรกิจกลุ่มนี้อาจเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม หรือสินค้าที่ต้องใช้ความน่าเชื่อถือสูง เช่นธุรกิจแบบ B2B หรือบริการที่ปรึกษาต่างๆ
เปิดร้านอาหาร/ร้านกาแฟ อยากมีรายได้หลักแสนใน 30 วันทำได้ไหม?
 

ธุรกิจร้านอาหารเป็นกลุ่มที่มีโอกาสสร้างรายได้หลักแสนในระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบร้าน / การบริหารจัดการ รวมถึงทำเลของร้านเป็นสำคัญ แต่ถ้าพูดถึงในแง่ความเป็นไปได้ก็มีโอกาสสูง เพราะอาหารเป็นสินค้าที่มีความถี่ในการซื้อสูงและมีความจำเป็นในการจับจ่ายที่คนส่วนใหญ่ต้องการ
 
ถ้าต้องการเปิดร้านขายอาหารแล้วมีรายได้ 100,000/เดือน นั่นหมายความว่า ต้องมียอดขายเฉลี่ยต่อวันประมาณ 3,333 บาท ถ้าคิดราคาเฉลี่ย 250 บาท/บิล ต้องเปิดไม่ต่ำกว่า 14 บิล หรือประมาณ 14 โต๊ะต่อวัน (1 โต๊ะอาจมีลูกค้า 2-3 คน) จากตัวเลขที่คำนวณเบื้องต้นก็ดูจะไม่ใช่เรื่องยากมากเกินไป
 
สำหรับการเปิดร้านกาแฟก็เช่นกัน การจะมีรายได้หลักแสนใน 1 เดือนก็เป็นไปได้ คล้ายกับร้านอาหารคือต้องมียอดขายเฉลี่ยต่อวันประมาณ 3,333 บาท แต่ราคาต่อบิลของกาแฟอาจจะน้อยกว่าบิลของร้านอาหาร สมมุติเฉลี่ยต่อบิลที่ 80 บาท เท่ากับว่าต้องขายได้ประมาณ 42 แก้ว/วัน และสำหรับร้านกาแฟที่ดำเนินกิจการตั้องแต่ 08.00 – 18.00 น. หมายถึงจะต้องขายเฉลี่ย 4-5 แก้ว/ชั่วโมง ก็เป็นตัวเลขที่ดูจะไม่ยากมากนัก
 
อย่างไรก็ดีคำว่ารายได้ 100,000 แต่ยังไม่ได้หักต้นทุนต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ร้านอยู่รอดต่อไปหรือไม่ บางร้านเราก็เคยได้ยินว่า “ขายดีแต่ยังเจ๊ง” ก็เป็นเพราะเหตุผลนี้
 
 
สมมุมติกันง่ายๆ ว่ามีรายได้ 100,000 แต่หักต้นทุนวัตถุดิบ (Food Cost 30%) ประมาณ 30,000 บาท หักค่าแรงค่าดำเนินการประมาณ 20,000 บาท หักงบด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ (ยิ่งเปิดร้านใหม่ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ยิ่งมาก) ประมาณ 15,000 บาท และหากมีค่าเช่าด้วยสมมุติว่า 10,000 บาท เท่ากับว่าจากตัวเลขทั้งหมดนี้เราจะเหลือกำไร 25,000 บาท และอาจจะเหลือน้อยกว่านี้ได้ก็ขึ้นอยู่กับรายจ่ายในส่วนอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการอาจต้องพบเจอ
 
เทคนิค 30 วัน! จากร้านเปิดใหม่สู่ยอดขายหลักแสน
 
การเปิดร้านอาหาร หรือการทำธุรกิจใดๆ และตั้งเป้าได้ยอดขายหลักแสนในเวลา 30 วัน ก็คือความท้าทายแบบหนึ่ง แต่ข้อดีของยุคนี้คือการมีสื่อโซเชี่ยลและการเป็นยุคดิจิทัลที่มีเครื่องมือสนับสนุนให้เข้าถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการบริหาร + วางแผนที่ดีด้วย
 
1.สัปดาห์ที่ 1 “เริ่มต้นการวางรากฐานของธุรกิจ”
 

ก่อนหน้าที่จะเปิดร้านผู้ประกอบการก็ต้องเช็คและมั่นใจทุกอย่างแล้วว่าถ้าเริ่มเปิดร้านทุกอย่างจะเดินหน้าได้ไม่สะดุด ซึ่งในช่วง 7 วันแรกของการเปิดร้านควรสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้มากที่สุดมีเคล็ดลับที่สำคัญคือ
  • พนักงานต้องมีความพร้อม ในช่วง 7 วันแรก ควรมีพนักงานให้เยอะที่สุด เพื่อรองรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้มั่นใจว่าบริการมีความรวดเร็ว
  • เจ้าของ/ผู้จัดการต้องเข้าถึงง่าย เจ้าของร้านควรอยู่หน้าร้านเพื่อต้อนรับลูกค้าด้วยตัวเอง พูดคุยสอบถามความพึงพอใจ และจัดการปัญหาทันที การที่ลูกค้ารู้สึกว่า เจ้าของใส่ใจ จะกลายเป็นความประทับใจที่มีผลดีในอนาคต
  • สร้างเซอร์ไพรส์สำหรับลูกค้าในช่วงแรก เช่น ร้านอาหาร อาจให้ซุปถ้วยเล็ก ๆ หรือเครื่องเคียงพิเศษ หรือถ้าเป็นร้านกาแฟอาจแถมมินิคุ้กกี้น่ารักๆ เป็นต้น
  • เปิดช่องทางสำหรับคำแนะนำ-ติชม โดยพนักงานควรสอบถามลูกค้าทุกคนที่หน้าร้านว่า มีอะไรที่อยากให้เราปรับปรุงเพิ่มหรือมีข้อเสนอแนะอะไรเป็นพิเศษ เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลมาพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้น
2.สัปดาห์ที่ 2 “เพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย”
 

ในสัปดาห์นี้จะเน้นที่แคมเปญ และโปรโมชันเพื่อดึงดูดลูกค้าให้ได้มากที่สุด สิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำคือการใช้งบด้านการตลาดและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าที่มีสิ่งที่ควรโฟกัสในสัปดาห์นี้คือ
  • ตัดเมนูที่ไม่สร้างรายได้ เพราะถ้ามีข้อมูลจาก 7 วันแรกพอจะทราบได้ว่าเมนูไหนที่ขายได้น้อย เมนูไหนที่ต้นทุนสูง การตัดเมนูที่เป็นตัวถ่วงออกไปจะทำให้บริหารวัตถุดิบได้ง่ายและลดต้นทุนเบื้องต้นได้ในระดับหนึ่ง
  • แก้ปัญหาที่ลูกค้าแนะนำเข้ามา ในช่วง 7 วันแรกของการเปิดร้านต้องมีลูกค้าให้คำแนะนำมาเยอะ เราควรเอามาปรับปรุงให้เห็นผลในสัปดาห์ที่ 2 เช่นรอออร์เดอร์นานไป , รอคิวนานไป เป็นต้น
  • เพิ่มการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นการยิงโฆษณาออนไลน์ในช่องทางต่างๆ Facebook/IG Ads, TikTok Ads เน้นไปที่พื้นที่ใกล้เคียงในรัศมีประมาณ 1-2 กิโลจากร้าน
  • การสร้างแรงจูงใจในการซื้อซ้ำ เพราะลูกค้าในสัปดาห์แรกมีโอกาสมากสุดที่จะมาเป็นลูกค้าเราในสัปดาห์ที่ 2 หากสินค้าเรามีคุณภาพและแคมเปญการตลาดที่ดีมากพอ เช่นการทำโปรแกรมสะสมแต้ม หรือแจกคูปองสินค้าราคาพิเศษ เป็นต้น
3.สัปดาห์ที่ 3 “การเร่งยอดขายและทำกำไร”
 

เมื่อผ่านพ้นช่วงการทดลองและการปรับปรุงในสัปดาห์ที่ 1-2 มาแล้ว สัปดาห์ที่ 3 คือช่วงเวลาที่ต้อง ผลักดันยอดขาย ให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าใกล้เป้าหมายหลักแสนบาท และเริ่มมองหา กำไรสุทธิ ที่แท้จริง อาจต้องใช้กลยุทธ์เชิงรุกมากขึ้นได้แก่
  • ใช้ภาพ/ข้อความรีวิวเชิงบวกจากลูกค้าในช่วงแรก มาใช้เป็นเนื้อหาโฆษณาหลัก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้าน
  • เริ่มสร้างช่องทางสื่อสารสำหรับลูกค้าประจำ เช่น เปิด LINE Official Account (OA) หรือ Group Chat เพื่อแจ้งโปรโมชั่นลับ หรือเมนูพิเศษที่ไม่มีในร้าน
  • สร้างแคมเปญการตลาดที่ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นคนที่พิเศษสำหรับร้าน หรือเป็นแคมเปญที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องซื้อทันทีก่อนหมดเวลาโปรโมชัน
4.สัปดาห์ที่ 4 “ประเมินผลลัพธ์และพัฒนาร้านให้ดียิ่งขึ้น”
 

กลยุทธ์ในสัปดาห์นี้จะเน้นไปที่การกระตุ้นยอดขายให้ถึงเป้าหมาย, การบริหารจัดการสต็อก, และการเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในเดือนถัดไป เช่น
  • การสรุปตัวเลขในเดือนแรก ทั้งยอดขายรวม กำไรสุทธิ จำนวนลูกค้าใหม่ , ลูกค้าที่มาใช้บริการซ้ำ
  • สรุปตัวเลขจากการอัดแคมเปญโฆษณาไปยังสื่อโซเชี่ยลต่างๆ ว่าคุ้มค่าแค่ไหน เพื่อวิเคราะห์การตลาดในอนาคต
  • วิเคราะห์เมนูขายดีและทำกำไรให้ร้านได้ เพื่อกำหนดเป็นเมนูหลักในเดือนถัดไป
  • แก้ปัญหาเกี่ยวกับสต็อควัตถุดิบเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
และแน่นอนว่าหลังจากผ่านเดือนแรก ต่อให้เป้าหมายของเราสำเร็จหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการกำหนดเป้าหมายใหม่ในการทำธุรกิจ
 
นอกจากเทคนิคเบื้องต้นเหล่านี้ยังมีการตลาดในอีกหลากหลายรูปแบบที่ผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องของร้านให้ดูน่าสนใจ เป็นสินค้าที่มี Story หรือการอัดคลิปวีดีโอสั้นๆ เพื่อพูดถึงร้านในมุมมองต่างๆ หรือการจ้างอินฟูลเอนเซอร์ให้มารีวิวเพื่อดึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายให้เข้าร้านมากขึ้น
 
อย่างไรก็ดีสำหรับร้านขนาดกลาง-เล็กที่อาจไม่มีงบด้านการตลาดที่สูงมาก ในช่วง 30 วันแรกอาจไม่ตั้งเป้าหมายถึงรายได้หลักแสน แต่อาจมีเป้าหมายในการสร้างลูกค้าให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นก่อน และเมื่อเริ่มขายดีมีรายได้เพิ่มค่อยวางเป้าหมายในเรื่องรายได้หลักแสนภายหลังก็ได้
 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
477
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
413
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
379
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
376
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
362
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
362
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด