บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
269
3 นาที
28 มกราคม 2569
กลยุทธ์เรียกราคา Dynamic pricing กำหนดราคาสินค้าด้วย AI
 

เคยนึกสงสัยกันบ้างหรือไม่? ว่าทำไมตั๋วเครื่องบินที่กดดูวันนี้กับอีกวันถัดมา ราคาถึงเปลี่ยนแปลงไป และทำไมแอปสำหรับเรียกรถในระยะทางเท่าเดิม แต่ราคาไม่เหมือนเดิมเมื่อช่วงเวลาหรือสถานการณ์เปลี่ยนไป  ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ และไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบ แต่มันคือกลยุทธ์ที่เรียกว่าการตั้งราคาแบบยืดหยุ่น หรือ Dynamic Pricing ที่ทำให้ราคาสินค้าหรือบริการขยับขึ้นลงตามความต้องการของผู้ซื้อ (Demand) และน่าสนใจยิ่งกว่าคือเบื้องหลังของการตั้งราคาแบบนี้มีการใช้ AI เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

3 กลยุทธ์ตั้งราคาใน “อดีต” ที่ทำแล้วเปลี่ยนแปลงยาก
Fixed Pricing กำหนดราคาเดียว
 
สังเกตได้ว่าสินค้าส่วนใหญ่มีราคาเดียว ไม่ว่าใครจะซื้อที่ไหน หรือซื้อเวลาใด ราคาก็จะเท่าเดิมเสมอ ซึ่งก็เป็นผลจากข้อจำกัดด้านการสื่อสารและการจัดการสต็อกในสมัยก่อน การเปลี่ยนราคาบ่อยๆ จะสร้างความสับสนให้ทั้งพนักงานและลูกค้า และก็มีข้อเสียเช่นในช่วงที่ของขาดตลาดก็ขึ้นราคาไม่ทัน หรือช่วงที่ของเหลือล้นสต็อกก็ลดราคาได้ช้าเกินไป
 
Cost-Plus Pricing  (กำไรที่บวกเพิ่มจากต้นทุน)
 

ภาพจาก https://app.envato.com

รูปแบบของการตั้งราคาแบบนี้คือ คำนวณต้นทุนการผลิต + ค่าขนส่ง + ค่าแรง แล้วบวกกำไรที่ต้องการ ออกมาเป็นราคาขาย ซึ่งแน่นอนว่าวิธีนี้ก็มีจุดอ่อนที่ไม่ได้รับฟังเสียงของลูกค้ามากพอ เพราะบางครั้งลูกค้าอาจยอมจ่ายแพงกว่านั้นถ้าสินค้านั้นมีคุณค่าทางจิตใจ (Value-based) หรือในทางกลับกัน ถ้าคู่แข่งขายถูกกว่ามาก การตั้งราคาตามต้นทุนอาจทำให้ขายไม่ออก
 
Seasonal & Promotional Pricing การปรับราคาตามเทศกาล
 
ในอดีตสินค้าและบริการมักจะมีการปรับราคาเป็นรอบๆ ตามฤดูกาลหรือเทศกาลสำคัญ มีจุดอ่อนคือส่วนใหญ่จะเป็นการวางแผนล่วงหน้าเป็นเดือนๆ โดยใช้ "สถิติย้อนหลัง" ของปีก่อนๆ มาเป็นตัวตัดสินใจ ซึ่งบ่อยครั้งอาจไม่ตรงกับสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น เช่นหน้าหนาวปีนี้มาช้ากว่าปกติ แต่เสื้อกันหนาวกำหนดลดราคาไปแล้วตามฤดูกาล เป็นต้น
 
Dynamic pricing  การตั้งราคายุคใหม่ด้วย AI
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ปัจจุบันธุรกิจมีการแข่งขันสูง ความต้องการสินค้าและบริการก็หลากหลาย การกำหนดราคาแบบเดิมดูจะล้าหลังและไม่กระตุ้นการซื้อได้มากพอ อย่างไรก็ดีการจะปรับราคาให้ทันโลกในทุกวินาทีเกินกำลังที่มนุษย์จะทำได้ AI จึงเข้ามามีบทบาทและทำหน้าที่นี้ ซึ่งมีจุดเด่นหลายด้านได้แก่
 
1.การวิเคราะห์ "ความยืดหยุ่นของราคา" (Price Elasticity)
 
เพราะการตั้งราคาแบบเดิมจะตั้งโดยบวกกำไรที่ต้องการ หรือตั้งราคาตามคู่แข่ง แต่ AI สามารถคำนวณได้ว่า “สินค้าชิ้นนี้ถ้าขึ้นราคาอีก 5 บาท ยอดขายจะตกหรือเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์” โดย AI จะหาจุดที่เรียกว่า Sweet Spot คือจุดที่ราคาสูงที่สุดที่ลูกค้ายังยอมจ่ายโดยที่ยอดขายไม่ตก ซึ่งในแต่ละช่วงเวลาจุดนี้จะไม่เท่ากัน
 
2.การตรวจจับพฤติกรรมในระดับบุคคล
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ในอดีตเราแบ่งกลุ่มลูกค้าแบบกว้างๆ เช่น วัยทำงาน หรือ นักเรียน แต่ AI สามารถแบ่งได้ลึกกว่านั้นเป็นการจับพฤติกรรมาลูกค้าเน้นระดับบุคคล เช่น ลูกค้าคนนี้กดดูสินค้าบ่อยแค่ไหน  ถ้ากดดูบ่อยแต่ไม่ซื้อ AI อาจลองยื่นราคาโปรโมชั่นเฉพาะบุคคลให้ หรือการที่ AI วิเคราะห์ว่า จังหวะไหน ที่ลูกค้าคนนี้จะยอมจ่ายแพงกว่าปกติ เช่น การจองรถผ่านแอป ขณะที่แบตเตอรี่มือถือเหลือ 1% หรือจองตั๋วเครื่องบินในเวลาตี 2 สำหรับการเดินทางเช้าวันรุ่งขึ้น

ซึ่งก็มีคนสงสัยว่า AI ทำได้ขนาดนั้นเลยเหรอ ซึ่งต้องบอกว่าในทางเทคนิคสามารถทำได้ อย่างเรื่องแบตเตอรี่มือถือ แอปส่วนใหญ่มักขอสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลสถานะตัวเครื่อง ดังนั้น AI สามารถดึงข้อมูล ระดับแบตเตอรี่ มาเป็นตัวแปรหนึ่งในอัลกอริทึมได้ง่ายมากแต่ในทางปฏิบัติธุรกิจใหญ่ๆ มักไม่นำวิธีนี้มาใช้มากนัก
 
3.รับมือกับ สงครามราคา (Price War) แบบอัตโนมัติ
 
หากคู่แข่งลดราคาลง 10%  เราอาจต้องใช้เวลาครึ่งวันเพื่อเรียกประชุมและตัดสินใจว่าจะลดตามไหม แต่ AI สามารถโต้ตอบได้ทันทีด้วยการปรับราคาลงสู้ภายในเสี้ยววินาทีเพื่อไม่ให้เสียส่วนแบ่งการตลาด หรือ AI อาจวิเคราะห์และพบว่าคู่แข่งมีสต็อกสินค้าเหลืออยู่น้อยมาก การลดราคาตามจึงไม่จำเป็น เพราะเดี๋ยวคู่แข่งสินค้าหมด ลูกค้าก็กลับมาซื้อเราในราคาเดิมเอง
 
4.AI สามารถทำงานได้ 24 ชม.
 
สมมุติถ้าเรามีสินค้ากว่า 1,000 รายการในร้านค้าออนไลน์ แน่นอนว่าเราไม่มีทางเข้าไปตรวจสอบราคาและปรับราคาทุกชิ้นได้ทุกวัน แต่ AI จะคอยปรับราคาเพื่อหา จังหวะขาย ให้สินค้าที่ขายยาก เช่น ปรับลดราคาลงเฉพาะในช่วงเวลาที่มีคนสนใจสินค้าหมวดนั้นๆ เมื่อเข้ามาดูหน้าเว็บพอดี และความสามารถของ AI ไม่ได้ดูแค่ราคาขายแต่ยังเชื่อมโยงระบบหลังบ้าน ให้สัมพันธ์กับสต็อกสินค้า

ถ้ามีสินค้าตัวไหนกำลังจะเข้ามา AI จะพยายามดันสินค้าตัวเก่าออกไปก่อน หรือสินค้าที่มีอายุการใช้งานเช่นอาหารหรือเครื่องสำอาง AI จะทำการลดราคาไล่ระดับ (Markdown) อัตโนมัติเมื่อใกล้ถึงวันหมดอายุ โดยคำนวณว่าต้องลดเท่าไหร่ถึงจะระบายของได้หมดพอดีวัน
 
Case Study ธุรกิจที่ใช้ Dynamic pricing  
 

ภาพจาก https://app.envato.com

แน่นอนว่าการนำเอา AI มาใช้เป็นวิธีที่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจได้มากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่มีผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้เช่นกัน เช่น ลูกค้าพบว่าตัวเองต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อนที่นั่งข้างๆ หรือราคาเปลี่ยนไปมาจนดูเหมือนการ ฉวยโอกาส"แบรนด์จะเสียความเชื่อมั่นทันที ในกรณีของ Case Study ก็จะมีทั้งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและไม่สำเร็จจากการใช้วิธีเดียวกันนี้
 
ยกตัวอย่าง Uber ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time ของจำนวนคนขับและจำนวนผู้โดยสารในพื้นที่นั้นๆ หากความต้องการพุ่งสูงขึ้น เช่น ฝนตก ระบบจะคูณราคาขึ้นอัตโนมัติ ซึ่งการขึ้นราคาเป็นแรงจูงใจให้คนขับที่อยู่ไกลออกไปยอมขับเข้ามาในพื้นที่ที่มีคนรอเยอะ และทำให้คนที่ ไม่รีบ ตัดสินใจรอให้ราคาลดลง เป็นการสร้างสมดุลให้ตลาดเดินต่อได้และที่สำคัญคือการทำให้ผู้บริโภคยอมรับว่าความสะดวกสบายในเวลาวิกฤตมีราคาที่ต้องจ่าย
 
หรือกรณีของ Amazon ที่แต่ละวันจะมีการปรับราคาสินค้าบนแพลตฟอร์มบ่อยครั้งมาก เนื่องจาก AI ของ Amazon จะสแกนราคาสินค้าจากคู่แข่งทุกๆ 10-15 นาที หากคู่แข่งลดราคา AI จะปรับลดราคาตามทันที หรือต่ำกว่าเล็กน้อย เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะเลือกซื้อกับ Amazon เสมอ ทั้งนี้ Amazon ไม่ได้เน้นกำไรสูงสุดต่อชิ้น แต่เน้นการเป็น "ตัวเลือกแรก" ในใจผู้บริโภคมากกว่า
 
สำหรับการใช้ Dynamic prising  ที่ไม่ได้ผลก็มีเช่นกันยกตัวอย่าง Coca-Cola ที่ครั้งหนึ่งเคยมีแนวคิดสุดล้ำกับตู้กดน้ำตามอุณหภูมิที่ปรับราคาตามสภาพอากาศโดยใช้เซนเซอร์ตรวจจับความร้อน หากวันไหน อากาศร้อนจัด ราคาโค้กจะแพงขึ้น เพราะเชื่อว่าผู้บริโภคมีความต้องการดับกระหายสูงขึ้น ผลที่ได้คือลูกค้าส่วนใหญ่ไม่พอใจมาก เพราะรู้สึกว่าแบรนด์กำลังฉวยโอกาสจากความลำบากแทนที่จะส่งมอบความสุข กลายเป็นกระแสตีกลับอย่างรุนแรงจนโปรเจกต์นี้ต้องพับเก็บไปในที่สุด
 
อย่างไรก็ดีแม้ว่าการใช้ AI เข้ามาช่วยจะดูเหมือนเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีแต่ ในหลายประเทศเริ่มมีการออกกฎหมายควบคุมการตั้งราคาด้วย AI เพื่อให้ความคุ้มครองผู้บริโภคจะได้ไม่ถูกเอาเปรียบมากจนเกินไป

ทางที่ดีที่สุดการนำ AI มาใช้อย่างได้ผลก็ยังจำเป็นต้องมีคนที่คอยควบคุมให้การทำงานเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล เพราะ AI เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ได้มีความรู้สึกเหมือนกันมนุษย์ที่จะเข้าใจมนุษย์ด้วยกันดีที่สุด หากผนวกใช้ AI มากเกินไป ผลที่ตามมาบางทีอาจได้ด้านลบมากกว่าด้านดีจึงจำเป็นต้องใช้ให้สมดุลมากที่สุด
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
530
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
459
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
443
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
427
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
411
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
403
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด