บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
273
6 นาที
29 มกราคม 2569
เตรียมรับมือ! 19 แบรนด์ชานมไข่มุกจีน คลื่นระลอกใหม่บุกไทย
 

เชื่อว่าหลายคนอาจมีคำถามว่า ทำไม “ชานม” ในประเทศจีน ถึงกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตระดับแสนล้านหยวน?
 
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Consumer & Retail ในจีน ให้ความเห็นว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดชานมไข่มุกของจีนไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มของกลุ่มวัยรุ่นอีกต่อไป แต่ได้พัฒนาเป็นเครื่องดื่มประเภท “New Style Tea Drink” ซึ่งสะท้อนการยกระดับการบริโภค (Consumption Upgrade) ของผู้บริโภคชาวจีนอย่างชัดเจน
 
“ผู้บริโภคชาวจีนกำลังเปลี่ยนจากชาราคาถูก คุณภาพต่ำ ไปสู่เครื่องดื่มที่มีวัตถุดิบดี ดีไซน์สวย และมีเรื่องราวของแบรนด์”
 
ข้อมูลจาก CITIC Securities ประเมินว่าตลาดชานมในประเทศจีนมีมูลค่าสูงถึง 400,000 – 500,000 ล้านหยวน และยังคงเติบโตต่ออย่างเนื่อง นี่จึงเป็นเหตุผลที่อุตสาหกรรมนี้ถูกจับตามองในฐานะ “เหมืองทองคำแห่งใหม่” ของนักลงทุนทั่วโลก
 
ตลาดชานมในจีน มีผู้เล่นกลุ่มไหนบ้าง
 
ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจและนักวิเคราะห์ทางการตลาดมองว่า ปัจจุบันตลาดชานมในประเทศจีนสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามรูปแบบของธุรกิจและคุณลักษณะของผู้บริโภค ได้แก่ ชานมสตรีทแบบดั้งเดิม (Traditional Bubble Tea) และ New Style Tea Drink ซึ่งแต่ละกลุ่มมีแนวทางการดำเนินธุรกิจและข้อได้เปรียบที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
 
1. ชานมสตรีทฟู้ด (Traditional Bubble Tea)
 

ชานมสตรีท หรือที่มักเรียกกันว่า “Street Bubble Tea” เป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นก่อนยุค New Style Tea และมีรากฐานในตลาดไต้หวันและจีนตอนใต้ จุดเด่นของแบรนด์ชานมในกลุ่มนี้คือ ราคาย่อมเยา ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ทั้งนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มคนทำงานทั่วไป การตั้งราคาต่ำถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยสร้างฐานลูกค้าประจำและรักษาความถี่ในการซื้อซ้ำ
 
วัตถุดิบที่ใช้ในกลุ่มนี้มักเป็นพื้นฐานและมาตรฐานทั่วไป เช่น ชานมผง น้ำตาล น้ำเชื่อม และไข่มุกสำเร็จรูป แม้จะไม่ได้เน้นคุณภาพหรือความสดใหม่ของวัตถุดิบมากนัก แต่กระบวนการผลิตง่ายและต้นทุนต่ำ ทำให้สามารถขยายสาขาและรักษากำไรได้ในระดับที่มั่นคง นอกจากนี้ เมนูและสูตรเครื่องดื่มมักไม่ซับซ้อน เน้นชานมคลาสสิกและเมนูยอดนิยมที่ผู้บริโภครู้จัก
 
การขยายสาขาในกลุ่มชานมสตรีทส่วนใหญ่ใช้ระบบแฟรนไชส์ แต่ละแบรนด์จะมอบคู่มือการดำเนินงานและมาตรฐานพื้นฐานต่างๆ ภายในร้านให้ผู้ลงทุนแฟรนไชส์ สามารถเปิดร้านได้ง่ายและรวดเร็ว ใช้พื้นที่ไม่มากนัก
 
การดำเนินธุรกิจรูปแบบแฟรนไชส์ช่วยให้แบรนด์เติบโตและขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว แม้คุณภาพของแต่ละสาขาอาจแตกต่างกันบ้าง กลยุทธ์นี้จึงเน้นการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างและสร้างปริมาณการขายมากกว่าการสร้างประสบการณ์พรีเมียม
 
สุดท้ายชานมสตรีทมักไม่เน้นการตลาดดิจิทัลหรือสื่อโซเชียลมีเดียมากนัก การโปรโมตอาจพึ่งพาการบอกปากต่อปากและทำเลที่ตั้งร้านเข้าถึงได้ง่าย แม้ว่าจะไม่ได้สะท้อนถึงความทันสมัย แต่ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่ายและความคุ้นเคยของผู้บริโภค จึงทำให้ชานมสตรีทยังคงเป็นตัวเลือกหลักสำหรับผู้บริโภคชาวจีนจำนวนมาก
 
2. New Style Tea Drink
 

ในทางตรงข้าม New Style Tea Drink เป็นกลุ่มเกิดใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเมืองใหญ่และกลุ่มวัยรุ่นที่เน้นไลฟ์สไตล์และคุณภาพของเครื่องดื่ม เครื่องดื่มกลุ่มนี้ใช้วัตถุดิบสดใหม่ มีคุณภาพสูง และบางส่วนนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ชาไต้หวันผลไม้สด นมพรีเมียม หรือไข่มุกที่ทำเองสดๆ ทำให้เมนูมีเอกลักษณ์และรสชาติที่แตกต่างจากชานมสตรีททั่วไป
 
แบรนด์ในกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับดีไซน์แบรนด์และแพ็กเกจจิ้งอย่างมาก ตั้งแต่โลโก้ สีสัน บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการตกแต่งร้าน ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้คนที่เข้าไปใช้บริการได้ถ่ายรูปสวยๆ แล้วแชร์ต่อในโซเชียลมีเดียได้ง่าย นี่คือกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถสร้างการรับรู้และได้รับความนิยมในบรรดาผู้บริโภควัยรุ่นและคนเมืองยุคใหม่ในจีน
 
การตลาดดิจิทัลเป็นหัวใจหลักของกลุ่ม New Style Tea แบรนด์ชานมต่างๆ มักใช้การสื่อสารผ่านนแพลตฟอร์มยอดนิยม เช่น Douyin (TikTok เวอร์ชันจีน), Xiaohongshu, Weibo และ WeChat Official Account เพื่อสร้างกระแสความฮือฮา และกระตุ้นการแชร์ประสบการณ์ ลูกค้ากลายเป็นผู้ช่วยประชาสัมพันธ์ให้แบรนด์แบบออร์แกนิก
 
กลุ่ม New Style Tea ยังได้รับความนิยมลงทุนสูงกว่าชานมสตรีทอย่างมาก นักลงทุนมักเลือกแบรนด์ที่มีศักยภาพเติบโตและสร้าง แบรนด์ชั้นนำได้ เนื่องจากลักษณะตลาดเป็นแบบ “Winner Takes All” แบรนด์ที่โดดเด่นสามารถครองความนิยมและส่วนแบ่งตลาดสูง ในขณะที่ผู้เล่นรายเล็กอาจถูกเบียดออกไป การเติบโตในกลุ่มนี้จึงไม่ใช่เพียงการขยายสาขาจำนวนสาขา แต่รวมถึงคุณภาพสินค้า การออกแบบและนำเสนอประสบการณ์ และความสามารถในการดึงผู้บริโภคกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง
 
สรุปคือ ตลาดชานมจีนตอนนี้มี 2 ขั้วชัดเจน กลุ่มสตรีทเน้นปริมาณและความคุ้มค่า ส่วนกลุ่ม New Style Tea เน้นคุณภาพและประสบการณ์ ทั้ง 2 กลุ่มมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์แนวโน้มและโอกาสลงทุนในตลาดชาจีนที่มีขนาดใหญ่มหาศาล
 
19 แบรนด์ชานมไข่มุกได้รับความนิยมในจีน
1. Heytea
 

Heytea ถือเป็นสัญลักษณ์ของ “New Style Tea Drink” ในจีนอย่างแท้จริง เป็นแบรนด์ชานมเริ่มต้นจากเมืองเล็กอย่างเจียงเหมินในมณฑลกวางตุ้งเมื่อปี 2012 ก่อนจะเติบโตจนกลายเป็นผู้นำในตลาดระดับประเทศ จุดเปลี่ยนสำคัญคือการนำเสนอ “ชาใส่ชีส” ซึ่งในช่วงแรกถูกมองว่าแปลกใหม่ แต่กลับได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภควัยรุ่นและคนทำงานรุ่นใหม่
 
ในเชิงธุรกิจ Heytea ไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่ม แต่ขาย “ประสบการณ์และไลฟ์สไตล์” ตั้งแต่ดีไซน์ร้าน บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย แบรนด์ลงทุนอย่างจริงจังในคุณภาพวัตถุดิบ โดยใช้ชาและนมคุณภาพสูง รวมถึงวัตถุดิบนำเข้าบางส่วน ส่งผลให้ Heytea สามารถตั้งราคาสูงกว่าชานมในตลาดทั่วไป และสร้างภาพลักษณ์พรีเมียมได้อย่างแข็งแกร่ง
 
2. Nayuki
 
ภาพจาก https://citly.me/CwsZ7

Nayuki ก่อตั้งขึ้นในเมืองเซินเจิ้นเมื่อปี 2015 เป็นแบรนด์ชานมที่สร้างความแตกต่างตั้งแต่วันแรกของการเปิดให้บริการ ด้วยโมเดลขาย “ชา + เบเกอรี่” ที่ออกแบบให้ลูกค้าสามารถนั่งทานในร้านได้ ไม่ใช่เพียงซื้อกลับบ้าน จุดขายนี้ทำให้ Nayuki กลายเป็นพื้นที่พบปะของผู้บริโภควัยทำงาน โดยเฉพาะผู้หญิงซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของฐานลูกค้า
 
จากมุมมองนักลงทุน Nayuki เป็นแบรนด์ที่ถูกยกให้เป็นยูนิคอร์นรายแรกของตลาดชาในประเทศจีน ที่สำคัญการที่แบรนด์ไม่เปิดแฟรนไชส์ช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้าและบริการได้อย่างเข้มงวด แม้จะขยายสาขาช้ากว่าแบรนด์ที่ขายแฟรนไชส์ แต่ Nayuki เลือกที่จะรักษาความสม่ำเสมอของแบรนด์และความเชื่อมั่นในระยะยาว
 
3. The Alley
 
The Alley เป็นแบรนด์ชานมจากไต้หวัน ที่สามารถแจ้งเกิดในประเทศจีนได้อย่างโดดเด่นด้วยการนำเสนอเมนู “ชาน้ำตาลทรายแดง” ที่กลายเป็นกระแสฮิตทั่วประเทศ จุดเด่นของแบรนด์คือการกำหนดสูตรตายตัว ไม่เปิดให้ลูกค้าปรับระดับความหวานหรือส่วนผสมได้เอง ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่าแบรนด์รู้ดีที่สุดว่ารสชาติที่สมบูรณ์ที่สุดควรเป็นอย่างไร
 
ในด้านภาพลักษณ์ The Alley ประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้าง IP ของแบรนด์ (Intellectual Property) ทั้งโลโก้ แก้ว และการสื่อสารผ่านคนดัง โดยเลือกใช้วัตถุดิบกว่า 90% เป็นการนำเข้าจากไต้หวัน ทำให้แบรนด์สามารถรักษาความเป็นต้นตำรับ
 
4. Yidiandian
 
ภาพจาก https://citly.me/NoxrD

Yidiandian เป็นหนึ่งในแบรนด์ชานมจากไต้หวันที่มีประวัติยาวนาน ก่อตั้งในปี 1994 และเข้าสู่ตลาดจีนในปี 2010 เป็นแบรนด์ชานมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย เมนูหลากหลาย และรสชาติที่คุ้นเคย
 
แม้จะไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม New Style Tea อย่างเต็มตัว แต่แบรนด์ Yidiandian เลือกใช้กลยุทธ์การตลาดที่ชาญฉลาด เช่น การนำเสนอเมนูลับ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคอยากแชร์สูตรเฉพาะของตัวเองบนโซเชียลมีเดีย รวมถึงการออกแบบหน้าร้านที่ตั้งใจให้ลูกค้ารอคิวหน้าร้านนานขึ้น เพื่อสร้างภาพจำว่าร้านได้รับความนิยมสูง
 
5. Coco Tea
 
Coco Tea คือ หนึ่งในแบรนด์ชานมที่มีเครือข่ายใหญ่ที่สุดในโลก เริ่มต้นจากไต้หวันในปี 1997 และขยายเข้าสู่จีนในปี 2007 ภายในเวลาไม่กี่ปี Coco สามารถเปิดสาขาได้มากกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก ครอบคลุมทั้งเอเชีย ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา
 
จุดแข็งของ Coco Tea ไม่ได้อยู่ที่ความหวือหวา แต่อยู่ที่ความมั่นคงของระบบแฟรนไชส์และความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศ แบรนด์เน้นราคาจับต้องได้ คุณภาพสม่ำเสมอ และการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ Coco ยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดชานมระดับแมส
 
6. Happy Lemon
 
ภาพจาก https://citly.me/Z0Drg

Happy Lemon เปิดร้านแรกในเซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2006 และเริ่มขยายสาขาต่างประเทศในปี 2010 ปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 สาขาทั่วโลก แบรนด์เป็นที่รู้จักจากเมนูที่มีเอกลักษณ์และภาพลักษณ์สนุก สดใส เข้าถึงได้ง่าย
 
ในเชิงกลยุทธ์ Happy Lemon ใช้ IP หรือ คาแรกเตอร์และภาพจำเดิมซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ตัวการ์ตูน โลโก้ ไปจนถึงการออกแบบร้าน เพื่อสร้างการจดจำในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แม้จะไม่พรีเมียมเท่า Heytea หรือ Nayuki แต่ Happy Lemon ครองใจกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นและครอบครัวได้อย่างมั่นคง
 
7. Answer Tea
 
Answer Tea เป็นกรณีศึกษาคลาสสิกของแบรนด์ที่เกิดจากโซเชียลมีเดีย แบรนด์ก่อตั้งในเมืองเจิ้งโจวเมื่อปี 2017 และกลายเป็นไวรัลบน Douyin อย่างรวดเร็ว จุดขายคือการพิมพ์ “คำตอบ” ต่อคำถามของลูกค้าลงบนแก้วชา สร้างประสบการณ์ที่ทั้งสนุกและแชร์ต่อได้ง่าย
 
เบื้องหลังความแปลกใหม่นี้คือการใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ข้อมูลคำถามจำนวนมาก แล้วสร้างคำตอบอัตโนมัติ โมเดลนี้ทำให้ Answer Tea ขยายสาขากว่า 400 แห่งภายในเวลาเพียง 1 ปี สะท้อนพลังของการตลาดเชิงไวรัลในตลาดจีน
 
8. Chan Yan Yue Se
 
ภาพจาก https://citly.me/c7iva

Chan Yan Yue Se เป็นแบรนด์ท้องถิ่นจากมณฑลหูหนานที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศจีน จุดเด่นคือการนำองค์ประกอบวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมมาใช้ ตั้งแต่ชื่อเมนู การออกแบบแก้ว ไปจนถึงสไตล์ตัวอักษร
 
แบรนด์นี้แสดงให้เห็นว่าการยึดรากวัฒนธรรมสามารถสร้างความแตกต่างในตลาดที่เต็มไปด้วยแบรนด์สมัยใหม่ได้อย่างชัดเจน แม้จะไม่ได้ขยายสาขาอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ แต่ Chan Yan Yue Se มีฐานแฟนที่เหนียวแน่นและภาพลักษณ์ชัดเจน
 
9. Yi He Tang
 
Yi He Tang ก่อตั้งขึ้นในเมืองอู่ฮั่น และเติบโตอย่างรวดเร็วในบรรดากลุ่มลูกค้านักศึกษา กลยุทธ์หลักคือการตั้งร้านใกล้มหาวิทยาลัย โดยกว่า 90% ของสาขาทั้งหมด ตั้งอยู่ในพื้นที่สถาบันการศึกษา
 
ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายและเมนูที่หลากหลาย Yi He Tang กลายเป็น “ชานมในชีวิตประจำวัน” ของนักเรียนและนักศึกษา แบรนด์นี้สะท้อนตลาดแมสขนาดใหญ่ ที่เน้นปริมาณและความถี่ในการซื้อซ้ำมากกว่าภาพลักษณ์พรีเมียม
 
10. KOI
 

KOI เป็นแบรนด์ชานมไต้หวันที่เริ่มต้นในสิงคโปร์ และขยายไปหลายประเทศทั่วโลก จุดเด่นคือการวางตำแหน่งแบรนด์ระดับกลางถึงพรีเมียม และการใช้กลยุทธ์หลายแบรนด์ เช่น KOI Thé, KOI PLUS และ KOI Signature
 
การมีประสบการณ์ระดับสากลช่วยให้ KOI เข้าใจตลาดต่างประเทศและการบริหารเครือข่ายแฟรนไชส์ข้ามประเทศได้ดี ในประเทศจีน KOI ถูกมองว่าเป็นแบรนด์ต่างชาติที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูงมาก
 
11. Prime’s Thai Tea
 
Prime’s Thai Tea เข้ามาในตลาดชานมจีนด้วยจุดยืนที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น นั่นคือ “ชานมสไตล์ไทย” ซึ่งแตกต่างจากตลาดหลักที่ถูกครองโดยแบรนด์ไต้หวันและฮ่องกง รสชาติชาไทยที่เข้ม กลิ่นหอมเฉพาะตัว และสีส้มสดที่สะดุดตา ทำให้แบรนด์โดดเด่นในทันที และกลายเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับผู้บริโภคจีนจำนวนมาก
 
ในเชิงกลยุทธ์ Prime’s Thai Tea ใช้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ ตั้งแต่ชื่อร้าน การออกแบบโลโก้ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ที่สื่อถึงความเป็นไทยอย่างชัดเจน ความแปลกใหม่ดังกล่าวช่วยให้แบรนด์ชานมดังกล่าวถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดีย และช่วยดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่ชอบลองของแปลกใหม่
 
ผลลัพธ์คือการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว โดยภายในไม่กี่ปี Prime’s Thai Tea มีสาขากว่า 500 แห่งทั่วจีน เป็นแบรนด์ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าในตลาดที่การแข่งขันรุนแรงความแตกต่างที่ชัดเจน สามารถสร้างความได้เปรียบเชิงในกลยุทธ์ได้อย่างแท้จริง
 
12. Cuo Nei Village
 
ภาพจาก https://citly.me/AyB8q

Cuo Nei Village เป็นแบรนด์ที่สร้างความรู้สึกแตกต่างตั้งแต่ชื่อ โดยคำว่า “Cuo (厝)” เป็นอักษรจีนที่ไม่ค่อยพบเห็น และมีรากมาจากภาษาไต้หวัน แปลว่า “บ้าน” ชื่อแบรนด์จึงสื่อถึงความอบอุ่น เป็นกันเอง และให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แตกต่างจากแบรนด์ชานมอื่นๆ ที่มักเน้นความทันสมัยหรือความหรูหราของแบรนด์
 
ในเชิงภาพลักษณ์ Cuo Nei Village วางตัวเองเป็นแบรนด์ที่มีเรื่องราว ทั้งการตกแต่งร้าน เมนู และการสื่อสาร ล้วนพยายามสร้างอารมณ์เหมือนอยู่ที่บ้านให้กับลูกค้า ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคเมืองที่ต้องการความรู้สึกสบายใจท่ามกลางชีวิตที่เร่งรีบ
 
แบรนด์ยังใช้โซเชียลมีเดียอย่าง Xiaohongshu ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนถูกพูดถึงหลายพันครั้งในหมู่ผู้บริโภคสายไลฟ์สไตล์ ทำให้ Cuo Nei Village เป็นแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าเหนียวแน่น แม้ไม่ได้ขยายสาขาหวือหวาเหมือนแบรนด์ขนาดใหญ่
 
13. Xiexie Tea
 
Xiexie Tea เปิดตัวใสพร้อมกับการสร้างความสนใจขึ้นมาทันทีจากการมี “หม่า ตง” พิธีกรและโปรดิวเซอร์ชื่อดังของจีนเป็นผู้ก่อตั้ง ชื่อเสียงของผู้ก่อตั้งช่วยให้แบรนด์ได้รับการรับรู้ในวงกว้างตั้งแต่วันแรก และดึงดูดทั้งสื่อและผู้บริโภคให้เข้ามาลองสินค้า
 
ในด้านผลิตภัณฑ์ Xiexie Tea เลือกเดินเกมที่ต่างออกไป โดยเน้นเมนูชานมแบบพื้นฐาน ไม่ซับซ้อน แต่เพิ่มขนมปังเค็ม (bun) เข้ามาเป็นสินค้าคู่ การผสมผสานนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการกินของคนจีนที่นิยมทานของว่างคู่กับเครื่องดื่ม
 
ในเชิงธุรกิจ Xiexie Tea แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างไม่จำเป็นต้องมาจากสูตรเครื่องดื่มเท่านั้น แต่สามารถมาจากโครงสร้างสินค้า และการเข้าใจวัฒนธรรมการกินของผู้บริโภคได้เช่นกัน
 
14. YiFang
 
ภาพจาก https://citly.me/lF86c

YiFang เป็นแบรนด์ชานมสไตล์ไต้หวันที่มีความโดดเด่นด้านชาผลไม้ โดยเฉพาะการใช้ผลไม้สดและวัตถุดิบนำเข้าจากไต้หวันเป็นหลัก ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ถูกผูกโยงกับความสดใหม่ ความเป็นธรรมชาติ และคุณภาพของวัตถุดิบ
 
ในช่วงที่ผู้บริโภคชาวจีนเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น YiFang สามารถตอบโจทย์กระแสดังกล่าวได้อย่างลงตัว เมนูชาผลไม้ถูกมองว่ามีประโยชน์กว่าชานมที่มีไขมันสูง และเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่
 
แบรนด์จึงค่อยๆ สร้างฐานลูกค้าที่มีความภักดีต่อแบรนด์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้การตลาดแบบหวือหวา นับว่าแบรนด์ YiFang เป็นตัวอย่างของแบรนด์ที่เติบโตจากความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าอย่างแท้จริง
 
15. Lele Tea
 
Lele Tea เป็นหนึ่งในแบรนด์ชานมใสนรูปแบบ New Style Tea ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในเมือง Tier 1 และเมืองเศรษฐกิจใหม่ของประเทศจีน กลยุทธ์หลักคือ “ความเร็ว” ทั้งในการออกหรือเปิดตัวสินค้าใหม่และการทำตลาด โดยแบรนด์มีการเปิดตัวเมนูใหม่แทบทุกสัปดาห์ เพื่อรักษาความสดใหม่และกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
 
การทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะ Xiaohongshu และ Douyin ช่วยให้ Lele Tea กลายเป็นแบรนด์ที่ถูกพูดถึงในหมู่คนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ภาพลักษณ์ของแบรนด์ เน้นความสนุก ทันสมัย และเป็นแบรนด์ที่ไม่หยุดนิ่ง
 
ในเชิงการดำเนินธุรกิจ แบรนด์ชานม Lele Tea สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นแบรนด์ที่กล้ายอมรับความเสี่ยงในการขยายกิจการ เพื่อแลกกับการที่ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และเหมาะกับตลาดที่ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงรสนิยมอยู่ตลอดเวลา
 
16. inWE
 
ภาพจาก https://citly.me/HClrD

inWE เป็นแบรนด์ชานมที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากบรรดานักลงทุนในตลาดหุ้น หลังจากได้รับเงินลงทุนจำนวนมากจาก หลิว เฉียงตง ผู้ก่อตั้ง JD.com ความน่าสนใจของแบรนด์ชานม inWE ไม่ได้อยู่ที่ความหวือหวาของแบรนด์ แต่คือ “ทีมบริหาร” ที่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการธุรกิจระดับองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับโลก
 
ผู้ก่อตั้งและ CEO เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของ McDonald’s China ทำให้ inWE มีจุดแข็งด้านระบบปฏิบัติการ มาตรฐานของร้าน และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แบรนด์จึงถูกมองว่าสามารถขยายสาขาได้อย่างเป็นระบบ
 
ในสายตานักลงทุน inWE ถูกมองว่าเป็นแบรนด์ “สายองค์กร” ที่เน้นความยั่งยืนมากกว่าการสร้างกระแส ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว
 
17. Dakasi
 
Dakasi เป็นแบรนด์ชานมจากไต้หวันที่อยู่ในตลาดจีนมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 ระยะเวลาของแบรนด์ที่อยู่ในจีนยาวนาน ทำให้ Dakasi เข้าใจรสนิยมผู้บริโภคชาวจีนและการดำเนินธุรกิจในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
 
แม้ Dakasi จะไม่โดดเด่นด้านการทำตลาดหรือมีภาพลักษณ์ที่ทันสมัยเหมือนแบรนด์ชานมใหม่ๆ แต่จุดแข็งของแบรนด์คือความมีเสถียรด้านคุณภาพมาตรฐาน และฐานกลุ่มลูกค้าประจำที่เหนียวแน่น สาขาส่วนใหญ่ยังพึ่งพาลูกค้าในพื้นที่เป็นหลัก
 
Dakasi จึงเป็นตัวอย่างของแบรนด์ชานม ที่ยืนหยัดอยู่ด้วยความมั่นคงมากกว่าการไล่ตามกระแส
 
18. Hei Long Tang
 
ภาพจาก https://citly.me/k80OA

Hei Long Tang เป็นแบรนด์ชานมสที่เติบโตจากกลยุทธ์ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว โดยใช้โมเดลแฟรนไชส์เป็นหลัก ภายในเวลาไม่กี่ปี แบรนด์สามารถเปิดสาขาใหม่ได้มากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศจีน
 
กลยุทธ์ของ Hei Long Tang คือการเข้าถึงตลาดลูกค้ากลุ่มแมสในวงกว้าง ด้วยราคาที่ไม่สูงมาก และมีกระบวนการทำงานที่เรียบง่าย ทำให้สามารถขยายสาขาไปยังเมืองรองและเมืองเล็กๆ ได้อย่างรวดเร็ว
 
แม้จะไม่เน้นแบบพรีเมียม แต่ Hei Long Tang แสดงให้เห็นพลังการเติบโตของจำนวนสาขาในตลาดขนาดใหญ่อย่างจีน
 
19. Tai Gai
 
Tai Gai วางตำแหน่งเป็นแบรนด์ที่ผสมผสาน “คุณภาพสูง” กับ “ความเร็วในการให้บริการ” ซึ่งเป็นการโจทย์ที่สำคัญของผู้บริโภคในเมืองใหญ่ แบรนด์ใช้วัตถุดิบระดับพรีเมียม ประกอบกับมีระบบหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพและแข็งแกร่ง
 
หนึ่งในจุดขายสำคัญของ Tai Gai คือการควบคุมมาตรฐานเวลารอของลูกค้าไม่ให้นานเกิน 15 นาที ซึ่งสะท้อนความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้คุณค่ากับเวลาไม่แพ้คุณภาพมาตรฐานสินค้าและบริการ
 
Tai Gai จึงเป็นตัวอย่างของแบรนด์ที่ใช้ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดที่อิ่มตัว
 
สรุป
 

ตลาดชานมไข่มุกในจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่ม “New Style Tea Drink” ที่เน้นวัตถุดิบคุณภาพสูง การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น และการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของจีน เช่น Weibo, Xiaohongshu และ Douyin สามารถดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจ่ายในราคาสูง เพื่อประสบการณ์การดื่มชานมที่แตกต่างจากเดิม
 
จากการสำรวจแบรนด์ชานม 19 แบรนด์ในจีน พบว่าแบรนด์ชาสมัยใหม่มักระดมทุนได้สูงกว่าแบรนด์ชานมแบบดั้งเดิม และมีความสามารถในการสร้างกระแสบนโซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดี มีการขยายสาขาไปได้ทั่วโลก
 
แบรนด์ที่มีชื่อเสียงในตลาดนี้ เช่น HeyTea, Nayuki, The Alley, Coco, Happy Lemon, และ Answer Tea ต่างนำเสนอจุดเด่นเฉพาะตัว ตั้งแต่ชานมชีส รสผลไม้สด วัตถุดิบนำเข้า การออกแบบแพ็กเกจ และไอเดียเมนูที่สร้างความแตกต่าง
 
เช่น Answer Tea ใช้เทคโนโลยี AI พิมพ์คำตอบบนแก้วเพื่อตอบคำถามลูกค้า แบรนด์อื่นๆ อย่าง Yidiandian และ Coco มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่และราคาเข้าถึงง่าย ทำให้ตลาดชานมในสจีนแบ่งออกเป็นระดับราคาไม่สูงมากและคุณภาพของวัตถุดิบ
 
โดยรวมแล้วตลาดชานมไข่มุกในประเทศจีนมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสการลงทุนสำหรับนักลงทุนจากทั่วโลก โดยมีผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดสามารถเติบโตได้ด้วยการสร้างแบรนด์ที่โดดเด่นและใช้โซเชียลมีเดียอย่างชาญฉลาด
 
ขณะที่แบรนด์ดั้งเดิมยังคงแข่งขันด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายและนำเสนอประสบการณ์แบบดั้งเดิม ความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มนี้สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ผู้บริโภคชาวจีนที่เปลี่ยนจากเครื่องดื่มราคาถูกไปสู่ประสบการณ์การดื่มชาที่มีคุณภาพมาตรฐานสูง
 
แหล่งข้อมูล
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
533
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
464
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
443
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
431
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
411
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
404
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด