บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
267
3 นาที
30 มกราคม 2569
ทำกำไรแบบเนียน เปลี่ยนเป็นเงินเข้าร้าน ด้วยสูตรเพิ่มราคาที่ไม่มีใครบอก!
 

ภาพรวมของธุรกิจร้านชานมไข่มุกในปี 2569 ยังเป็นธุรกิจที่น่าลงทุน มีข้อมูลน่าสนใจระบุว่าตลาดชานมในไทยมีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 21.6% ไปจนถึงปี 2574 เหตุผลที่ทำให้ร้านชานมยังคงฮิตติดเทรนด์ไม่เลิก มาจากหลายปัจจัยได้แก่
  • กลายเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน จากที่เคยเป็นแค่เครื่องดื่มทั่วไป ทุกวันนี้ชานมไข่มุกสำหรับบางคนต้องซื้อดื่มทุกวันไม่ต่างจากการดื่มกาแฟ รวมถึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ระหว่างทำงานที่ทำให้เกิดการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase) ที่สม่ำเสมอ
  • เครื่องดื่มที่เป็นรางวัลชีวิตเล็กๆให้ตัวเอง ยิ่งในยุคที่ความเครียดมีรอบด้านทั้งจากเศรษฐกิจ , บรรยากาศที่ทำงาน , ความเครียดส่วนตัว การให้รางวัลเล็กๆ ตัวเองเป็นชานมไข่มุกแก้วละ 30-40 บาทมีผลในทางจิตวิทยาที่รู้สึกถึงความสุขได้
  • การแตกไลน์เป็นเครื่องดื่มสายสุขภาพ โดยเฉพาะในปี 2569 ที่คนสนใจสุขภาพมาก ชานมไข่มุกเองก็พัฒนาตัวเองให้สอดคล้องด้วยการชูวัตถุดิบเพื่อสุขภาพเช่น นมโอ๊ต , นมแอลมอนด์ , การใช้หญ้าหวาน , การเพิ่มคอลลาเจน เป็นต้น
  • กระแสของโลกออนไลน์ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีผลมาก ร้านชานมไข่มุกในปัจจุบันพยายามสร้าง Storytelling กันมากขึ้นไม่ว่าจะแพ็กเกจจิ้งสวยๆ หรือการออกแบบร้านที่ทำให้เกิดกระแสความน่าสนใจในแพลตฟอร์มโซเชี่ยลต่างๆ กลายเป็นสินค้าที่อยู่ในกระแสของคนยุคใหม่ตลอดเวลา
ต้นทุนเพิ่ม! กำไรลดลง! ปัญหาที่ร้านชานมไข่มุกต้องเจอ
 

แม้จะเป็นธุรกิจที่มีความต้องการสูง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าคู่แข่งก็มาก แถมยังต้องเจอปัญหาต้นทุนเพิ่มในทุกด้าน ส่งผลต่อกำไรที่ลดลง หากไปดูภาพรวมจะพบว่าการเปิดร้านชานมไข่มุก 1 แห่งมีต้นทุนสำคัญคือ
  1. ต้นทุนวัตถุดิบ (COGS - Cost of Goods Sold) คิดเป็น 30-40% ของราคาขาย กลุ่มนี้เป็นต้นทุนที่ แปรผัน ตามยอดขาย ขายมากจ่ายมาก เช่น ผงชา , กาแฟ , นมสด , ท็อปปิ้ง , ครีมเทียม , น้ำตาลทราย 
  2. ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (Packaging Cost) ประมาณ 5-10% ของราคาขาย เช่น แก้ว+ฝา+หลอด+ถุงหิ้ว เป็นต้น
  3. ต้นทุนการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายคงที่ ประมาณ 20-30% ของราคาขาย ส่วนนี้คือ "เงินที่ต้องจ่ายแม้จะขายไม่ได้สักแก้ว เช่น ค่าเช่าที่ ค่าแรงพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร เป็นต้น
  4. ต้นทุนช่องทางขายและการตลาด ประมาณ 5-35% ของราคาขาย ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการขาย เช่นค่า GP ที่จะถูกหักประมาณ 30-35% หรือค่าโฆษณา Facebook, TikTok หรือแพลตฟอร์มในช่องทางอื่นๆ
ในปีที่ผ่านมาต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้นมาก ยกตัวอย่างน้ำตาลทรายที่ปรับขึ้นราคาประมาณ 2-4 บาท/กิโลกรัม หรือกลุ่มนมพาสเจอร์ไรซ์และนมข้นจืดที่ร้านใช้ เพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% รวมถึงต้นทุนของผงชาและวัตถุดิบนำเข้าที่ต้องเผชิญกับค่าขนส่งที่มีความผันผวนทำให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าบางช่วงเพิ่มขึ้น 7-12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 
 
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อยอขาย เช่นจากเดิมที่เคยมีกำไร20-30% ปัจจุบันหลายร้านอาจเหลือเพียง 10-15% หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี ยังไม่นับรวมเรื่อง สงครามราคา ที่ทำให้ร้านไม่กล้าขยับราคาขึ้นตามกลไกตลาดเพราะกลัวเสียฐานลูกค้า ก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหากำไรที่ลดลงอย่างชัดเจน
 
สูตรเพิ่มราคา “ชานมไข่มุก” เพิ่ม % กำไรแบบเนียนๆ
 
จากปัญหาที่ต้นทุนเพิ่ม เจ้าของร้านชานมไข่มุกก็จำเป็นต้องหาวิธีเพิ่มกำไรให้กับร้าน แต่จู่ๆถ้าปรับขึ้นราคาแบบดื้อๆ อาจทำให้ลูกค้าลดจำนวนลงได้ จึงมีหลายสูตรที่นำมาใช้สำหรับการเพิ่มกำไรแบบเนียนๆได้
 
1.การบวกกำไรเพิ่มจากต้นทุน (Markup Pricing)
 

คือการตั้งราคาขายโดยเอาต้นทุนตั้งต้นมาเป็นฐาน แล้วบวกเปอร์เซ็นต์กำไรที่ต้องการเมื่อเทียบกับต้นทุนลงไป เพื่อให้ได้ราคาขายสุดท้ายออกมา ตามสูตรดังนี้     
 
ราคาขาย = ต้นทุน + (ต้นทุน × เปอร์เซ็นต์กำไรที่ต้องการ)
 
เช่นต้นทุนวัตถุดิบชานม 1 แก้วคือ 20 บาท (ชา + นม + น้ำตาล + ไข่มุก + แก้ว + หลอด) และต้องการกำไร 100% จากต้นทุนนี้ ถ้าคิดตามสูตรคือ 20 + (20 x 1.0) = 40 บาท แสดงว่าถ้าเราต้องการกำไร 100% ต้องขาย 40 บาท เพื่อให้มีกำไรจากชานมแก้วนี้ 20 บาท  
 
ข้อดีของวิธีนี้คือไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเปิดร้าน และต้องการมั่นใจว่า ขายแก้วนี้แล้วจะได้กำไรกี่บาท แต่ก็มีข้อเสียคือ เป็นการคิดจากต้นทุนวัตถุดิบที่อาจยังไม่รวมต้นทุนอื่นๆ เข้าไป กำไรที่ต้องการอาจไม่ใช่ตัวเลขสุดท้ายที่เป็นกำไรของร้านได้จริง
 
2.ตั้งราคาจากสัดส่วนกำไรที่ต้องการ (Margin Pricing)
 

คือการตั้งราคาขายที่ตั้งเป้าหมายกำไร ว่าต้องการให้กำไรคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับยอดขาย มีสูตรคือ
 
ราคาขาย = ต้นทุน / (1 − เปอร์เซ็นต์กำไรที่ต้องการ)
 
เช่นต้นทุนรวมต่อแก้ว 20 บาท และตั้งเป้าหมายว่าร้านต้องมี Margin (กำไรส่วนต่าง) 60% เพื่อให้ครอบคลุมค่าเช่าที่และค่าแรงพนักงาน เมื่อคำนวณตามสูตร คือ   20/0.40 = 50 บาท หักลบต้นทุนไป 20 บาท แก้วนี้มีกำไร 30 บาท (คิดเป็น 60% ตามที่ต้องการ)  
 
ข้อดีของวิธีนี้คือ ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของรายได้ในอนาคตที่แม่นยำกว่าการบวกเพิ่มจากต้นทุน (Markup Pricing) และวิธีนี้ยังช่วยให้เราวางแผนจ่ายค่าเช่าที่ ค่าแรงพนักงาน และค่าไฟได้ง่ายขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมักถูกคำนวณเป็นสัดส่วนจากรายได้รวม
 
3.การลดต้นทุนแบบ Invisible


บางครั้งการเพิ่มกำไรไม่ได้มาจากการขึ้นราคา แต่มาจากการลดต้นทุนที่ลูกค้าไม่รู้สึกตัว เช่นการใช้ประโยชน์จากน้ำแข็งที่ใส่ในแก้ว หรือการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบหลักที่มีราคาสูง หันไปใช้วัตถุดิบเสริมแต่คุณภาพไม่เปลี่ยนแปลง หรือที่ใช้กันมากคือเทคนิคการต้มชาและไข่มุก 
 
มีข้อมูลระบุว่าร้านชานม 10-15% เสียกำไรไปกับการทิ้งไข่มุกและชาที่ต้มมากเกินไป วิธีแก้และเพิ่มกำไรจากส่วนนี้คือเลิกต้มไข่มุกเป็นรอบใหญ่รอบเดียวในตอนเช้า ให้ใช้ตาราง ต้มตามช่วงเวลา เข้ามาใช้แทน
 
4.กลยุทธ์การใช้ราคาเป็นตัวล่อ (Decoy Effect)
 

หลักการคือเพิ่มขนาดไซส์ หรือตัวเลือก เข้ามาเพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกที่รู้สึกคุ้มค่า เช่นแต่เดิมมีไซส์ M  ราคา 45 บาท และ L ราคา 55 บาท ลูกค้าอาจจะลังเลและเลือก M แต่ถ้าใช้กลยุทธ์นี้จะเพิ่มไซส์ XL ราคา 65 บาท เข้ามา ผลคือลูกค้าจะมองว่า เพิ่มอีกแค่ 10 บาทก็ได้ไซส์ใหญ่สุด ทำให้ไซส์ L หรือ XL ขายดีขึ้น ซึ่งทั้งสองไซส์นี้มีกำไรส่วนต่างสูงกว่าไซส์ M เพราะต้นทุนที่เพิ่มมีเพียงค่าน้ำและน้ำแข็งเล็กน้อยเท่านั้น
 
5.เพิ่มกำไรด้วยการจัดวาง “เมนู” (Menu Placement)
 

เป็นการเพิ่มกำไรแบบเนียนๆ ด้วยการใช้จิตวิทยาเข้ามาช่วยเพราะปกติคนส่วนใหญ่จะมองจากบนลงล่าง ให้เริ่มจากวางเมนูราคาแพงไว้บนสุด เพื่อให้ลูกค้าไล่ระดับราคาลงมาเจอเมนูราคาที่ถูกกว่า มีผลทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเจอเมนูที่ราคาสมเหตุสมผล และส่วนใหญ่ที่เราเห็นในร้านในเมนูมักจะมีภาพประกอบ 
 
ซึ่งก็มีข้อมูลน่าสนใจว่า รูปภาพที่สวยงามสามารถเพิ่มยอดขายเฉพาะเมนูนั้นได้ถึง 30% แต่การใส่รูปทุกเมนูจะทำให้เมนูดูรกและไม่มีจุดเด่น วิธีการคืออาจใส่รูปขนาดใหญ่และสวยงามเฉพาะเมนูพรีเมี่ยม ส่วนเมนูที่ราคาไม่แพงอาจใส่เพียงแค่ชื่อ ก็เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเลือกซื้อเมนูพรีเมี่ยมมากขึ้น รวมถึงการใช้สัญลักษณ์ชี้นำที่สะดุดตา จะเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อเครื่องดื่มราคาสูงในร้านได้มากขึ้นด้วย
 
อย่างไรก็ดีการเพิ่มราคาแม้ว่าจะเนียนสักแค่ไหน ก็ต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้าที่เน้นความคุ้มค้า และถ้าคิดจะเพิ่มราคาก็ลองสำรวจดูว่าในรัศมี 1-2 กิโลเมตรรอบร้าน มีร้านชานมไข่มุกในระดับเดียวกับร้านของเรามากน้อยแค่ไหน 
 
ส่วนใหญ่ขายในราคาเท่าไหร่ และร้านเหล่านั้นเขามีจุดเด่นอะไรที่เป็นจุดขาย ทั้งนี้ก็เพื่อนำข้อมูลมาประกอบใช้ในการทำธุรกิจที่ไม่ใช่แค่การเพิ่มราคาแต่ร้านชานมไข่มุกจะต้องมีจุดเด่นที่ดึงดูดลูกค้าได้ด้วย
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
536
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
466
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
444
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
438
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
411
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
404
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด