บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
272
5 นาที
14 กันยายน 2569
LJ´s Lil´ Café จากร้านเล็กในลานจอดรถ สู่ยอดขายกว่า 80 ล้านบาท
 

คุณจะเชื่อหรือไม่ว่า เรื่องราวของเจ้าของธุรกิจอย่าง Lydia Holmes และ John Clarke คู่รักจากแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างมากของการทำธุรกิจยุคใหม่ เพราะพวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจากร้านอาหารขนาดใหญ่ ไม่ได้มีเงินทุนมหาศาล และไม่ได้มีประสบการณ์ด้านธุรกิจหรือการทำอาหารโดยตรง
 
แต่พวกเขาเริ่มต้นจาก “โรงเก็บของ” ขนาดเพียง 200 ตารางฟุต หรือประมาณ 18 ตารางเมตร ในลานจอดรถของ Home Depot ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนพื้นที่เล็กๆ แห่งนั้นให้กลายเป็น LJ’s Lil’ Café ร้านอาหารที่มีลูกค้าต่อแถวยาวจนต้องรออาหารกันนานหลายชั่วโมง และในปี 2025 ธุรกิจทั้ง 2 สาขาสร้างยอดขายรวมประมาณ 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 80 ล้านบาท
 
คำถามคือ พวกเขาทำได้อย่างไร?
 
เรื่องนี้อาจไม่ได้สอนแค่การทำร้านอาหาร แต่ยังสะท้อนให้เห็นหลักคิดสำคัญของการทำธุรกิจว่า ธุรกิจที่เติบโตในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ใหญ่ที่สุด แต่อาจเริ่มจากการมองเห็น “โอกาส” ที่คนอื่นมองข้าม
 
จุดเริ่มต้น...เมื่อทำเลเล็กๆ กลายเป็นโอกาสใหญ่
 

ภาพจาก www.facebook.com/ljslilcafecypress
 
Lydia Holmes และ John Clarke พบกันในปี 2012 ขณะทำงานอยู่ที่ร้านอาหาร Seasons 52 ในแคลิฟอร์เนีย แม้ทั้งคู่จะไม่ได้จบด้านอาหารโดยตรง แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ “ความหลงใหลในอาหาร”
 
พวกเขาชอบออกไปลองร้านอาหารใหม่ๆ ตั้งแต่ร้านเล็กๆ ตามมุมถนน ไปจนถึงร้านอาหารชื่อดัง และมักกลับมาทดลองทำเมนูต่างๆ รับประทานเองที่บ้าน จากความชอบ จึงค่อยๆ กลายเป็นคำถามว่า “หรือเราจะลองทำร้านอาหารของตัวเองดี”
 
กระทั่งในปี 2021 ทั้งคู่ได้พบโอกาสที่น่าสนใจ นั่นคือโรงเก็บของขนาดประมาณ 200 ตารางฟุต ซึ่งตั้งอยู่ในลานจอดรถของ Home Depot ในเมือง Cypress รัฐแคลิฟอร์เนีย พวกเขาตัดสินใจซื้อโรงเก็บของแห่งนี้ในราคา 95,000 ดอลลาร์สหรัฐ และนำมาปรับเป็นร้านอาหารเล็กๆ ของตัวเอง
 
ร้านแห่งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ LJ’s Lil’ Café แม้สำหรับหลายคน “ลานจอดรถ” อาจไม่ใช่ทำเลในฝันของร้านอาหาร แต่สำหรับทั้งคู่กลับมองต่างออกไป เพราะบริเวณนั้นมีสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าความหรูหราของทำเล นั่นคือ ลูกค้าอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว
 
ทั้งพนักงานของ Home Depot และลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าต่างเป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสแวะมาหาอาหารรับประทาน นี่จึงกลายเป็นแนวคิดแรกที่น่าสนใจของเรื่องนี้
 
1. อย่ามองแค่ “สถานที่” ให้มอง “คน” ที่อยู่ในสถานที่นั้น
 

ภาพจาก www.facebook.com/ljslilcafecypress
 
ช่วงแรก LJ’s Lil’ Café ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จในทันที ยอดขายในวันธรรมดาอยู่ที่ประมาณ 200-300 ดอลลาร์ต่อวัน และเกือบครึ่งหนึ่งของยอดขายมาจากพนักงาน Home Depot ที่แวะมาซื้ออาหารในช่วงพักกลางวัน
 
สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ตัวเลขนี้อาจไม่ได้ดูน่าตื่นเต้น แต่สิ่งสำคัญคือ ทั้งคู่เริ่มค้นพบว่า ใครคือคนที่ต้องการสินค้าของพวกเขาจริงๆ เพราะการทำธุรกิจไม่ใช่เพียงการถามว่า “เราจะขายอะไรดี” แต่ต้องถามต่อว่า “ใครกำลังต้องการสิ่งนี้”
 
เมื่อเข้าใจลูกค้าได้ชัดขึ้น การตัดสินใจทางธุรกิจก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย
 
จุดเปลี่ยน...เมื่อสิ่งที่ลูกค้าต้องการไม่ใช่สิ่งที่ร้านเตรียมไว้
 
ในช่วงแรก LJ’s Lil’ Café ตั้งใจขายอาหารสไตล์อเมริกันแบบง่ายๆ เช่น เบอร์เกอร์ แซนด์วิช และฮอตดอก แต่เมื่อเปิดร้านไปสักระยะ ทั้งคู่เริ่มสังเกตพฤติกรรมของลูกค้า พบว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการกลับไม่ใช่เมนูที่พวกเขาคิดว่าจะขายดี แต่เป็น “Breakfast Burrito” แทนที่จะยึดติดกับแผนเดิม ทั้งคู่จึงตัดสินใจปรับตัวตามสิ่งที่ลูกค้าต้องการ
 
และพัฒนาเมนู OG Breakfast Burrito ขึ้นมา จากเดิมที่ขายในราคา $8.75 หรือประมาณ 300 บาท ก่อนจะค่อยๆ ปรับราคาขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ จนปัจจุบันอยู่ที่ $15.99 หรือประมาณ 550 บาท
 
จุดเด่นของเมนูนี้ไม่ได้อยู่แค่การเป็น Burrito ธรรมดา แต่คือรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้ลูกค้าจดจำได้ ตั้งแต่การใช้ไข่สด ชีสในปริมาณมาก ไปจนถึงทาเตอร์ท็อตประมาณ 25 ชิ้นที่ช่วยเพิ่มความกรุบกรอบในทุกคำ
 
จากเมนูที่เป็นเพียงหนึ่งในรายการอาหาร ค่อยๆ กลายเป็น “Hero Product” ของร้าน และเป็นเมนูที่สร้างชื่อให้ LJ’s Lil’ Café จนลูกค้ายอมเดินทางมาต่อแถวรอเป็นเวลาหลายชั่วโมง
 
ที่น่าสนใจคือ แม้ราคาจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากราคาเริ่มต้น แต่ความต้องการของลูกค้ากลับยังคงอยู่ นั่นสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อธุรกิจสามารถสร้างความแตกต่างและคุณค่าให้กับสินค้าได้ ลูกค้าอาจไม่ได้ตัดสินใจจากคำว่า “ถูกที่สุด” เพียงอย่างเดียว แต่ยังมองถึง ประสบการณ์และคุณค่าที่ได้รับกลับมาด้วย
 
2. สินค้าที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่สินค้าที่เราเริ่มต้นด้วย
 

ภาพจาก www.ljslilcafe.com

หลายธุรกิจเริ่มต้นด้วยสิ่งที่เจ้าของคิดว่าลูกค้าน่าจะชอบ แต่เมื่อเปิดขายจริง สิ่งที่ตลาดตอบกลับมาอาจแตกต่างออกไป ธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็ว จึงมีโอกาสมากกว่าธุรกิจที่ยึดติดกับแผนเดิม
 
LJ’s Lil’ Café ไม่ได้พยายามบังคับให้ลูกค้าซื้อสิ่งที่ร้านอยากขาย แต่กลับมองว่าถ้าลูกค้าต้องการสิ่งนี้ เราจะทำมันให้ดีที่สุดได้อย่างไร และคำตอบก็คือ Burrito
 
จากเมนูหนึ่งรายการ...สู่กระแสไวรัล
 
แม้ Burrito จะกลายเป็นเมนูเด่นของร้าน แต่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 2022 เมื่อนักเขียนอิสระด้านอาหารได้เข้ามาลองรับประทานอาหารที่ร้าน และนำประสบการณ์ไปเขียนถึงใน Eater สื่อด้านอาหารระดับประเทศของสหรัฐฯ หลังบทความเผยแพร่ออกไป สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะเปลี่ยนธุรกิจในชั่วข้ามคืน ลูกค้าเริ่มเดินทางมาที่ร้านจำนวนมาก
 
จากร้านเล็กๆ ในลานจอดรถ กลายเป็นร้านที่มีคนมาต่อแถวรอตั้งแต่ก่อนเปิด บางช่วงลูกค้าต้องรอนานถึง 2-3 ชั่วโมงเพื่อซื้อ Breakfast Burrito ยอดขายต่อวันก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเป็นครั้งแรกที่ธุรกิจสามารถทำยอดขายแตะระดับหลักพันดอลลาร์ต่อวัน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเขาไม่ได้สร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาในวันนั้น
 
พวกเขายังคงขายอาหารแบบเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ “จำนวนคนที่รู้จักสินค้า”
 
3. สินค้าที่ดี ต้องมี “การบอกต่อ” ที่ดี
 

ภาพจาก www.facebook.com/ljslilcafecypress
 
การมี Product ที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะต่อให้สินค้าดีแค่ไหน หากไม่มีใครรู้จัก ก็ยากที่จะสร้างยอดขายได้จำนวนมาก ในกรณีของ LJ’s Lil’ Café การถูกพูดถึงโดยสื่อที่มีความน่าเชื่อถือ ทำให้ร้านเล็กๆ แห่งนี้ได้รับการมองเห็นจากลูกค้ากลุ่มใหม่จำนวนมาก จากเดิมที่พึ่งพาลูกค้าในพื้นที่กลายเป็นร้านที่ผู้คนตั้งใจเดินทางมาเพื่อกินโดยเฉพาะ
 
นี่คือพลังของ Word of Mouth และ Social Proof และเป็นสิ่งที่ธุรกิจยุคใหม่ไม่ควรมองข้าม
 
เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น...ธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนตาม
 
การมีลูกค้ามากขึ้นฟังดูเป็นเรื่องดี แต่ในอีกมุมหนึ่งก็หมายถึงความท้าทายที่มากขึ้นเช่นกัน เมื่อมีลูกค้าต่อแถวเป็นจำนวนมาก เจ้าของธุรกิจไม่สามารถใช้วิธีเดิมในการบริหารร้านต่อไปได้
 
ในปี 2023 ทั้งคู่จึงตัดสินใจจ้าง General Manager เข้ามาช่วยดูแลการดำเนินงานของร้าน การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ Lydia และ John มีเวลามากขึ้นในการทำงานด้านอื่นๆ และเริ่มคิดถึงการขยายธุรกิจ
 
4. เจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
 
ในช่วงเริ่มต้น เจ้าของธุรกิจอาจต้องทำทุกอย่าง ตั้งแต่ทำอาหาร รับออเดอร์ จัดการพนักงาน ซื้อวัตถุดิบ ไปจนถึงดูแลบัญชีและการตลาด แต่เมื่อธุรกิจเริ่มโต วิธีคิดแบบเดิมอาจกลายเป็นข้อจำกัด
 
การจ้างคนเข้ามารับผิดชอบงานบางส่วน จึงไม่ได้หมายถึง “ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” เพียงอย่างเดียว แต่มันคือการซื้อ “เวลา” ให้กับเจ้าของธุรกิจ โดย Lydia รับผิดชอบด้าน HR เงินเดือน และโซเชียลมีเดีย ขณะที่ John ดูแลเรื่อง Supplier บิล และอุปกรณ์ การแบ่งหน้าที่ที่ชัดเจนทำให้ทั้งคู่สามารถขยับจากการ “ทำงานในร้าน” ไปสู่การ “ทำงานกับธุรกิจ”
 
จากร้านในลานจอดรถ...สู่สาขาที่สอง
 
เมื่อระบบเริ่มมีความพร้อมมากขึ้น ทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินหน้าสู่การขยายธุรกิจ ในปี 2025 พวกเขาลงทุนซื้อสถานที่แห่งใหม่ในย่าน Orange รัฐแคลิฟอร์เนีย ด้วยมูลค่า 148,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 5 ล้านกว่าบาท และเปิดร้านสาขาที่สอง 
 
นี่ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะการขยายสาขาหมายถึงการลงทุนทั้งเงินลงทุน บุคลากร ระบบหลังบ้าน และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น แต่ผลลัพธ์กลับน่าสนใจ สาขาใหม่สามารถสร้างยอดขายได้เกือบ 42.9 ล้านบาทภายในปีแรก ขณะที่สาขาเดิมสร้างยอดขายได้มากกว่า 33 ล้านบาท รวมแล้วธุรกิจทั้งสองสาขาสร้างยอดขายประมาณ 75.9 ล้านบาทในปี 2025
 
จากร้านเล็กๆ ขนาดเพียง 200 ตารางฟุต สู่ธุรกิจที่มีพนักงานประมาณ 29 คน และกำลังเตรียมเปิดสถานที่แห่งใหม่ใน Cypress เพื่อรองรับลูกค้าและลดปัญหาการรอคิวที่ยาวนาน
 
เรื่องนี้สอนอะไรกับคนทำธุรกิจ
 

ภาพจาก www.facebook.com/ljslilcafecypress
 
เรื่องราวของ LJ’s Lil’ Café อาจดูเหมือนเป็นเรื่องของการทำธุรกิจร้านอาหาร แต่จริงๆ แล้วสามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจได้แทบทุกประเภท
 
1. อย่ารอให้ทำเลหรือธุรกิจ “สมบูรณ์แบบ”
 
พวกเขาไม่ได้เริ่มจากร้านใหญ่ในทำเลทอง แต่เริ่มจากพื้นที่เล็กๆ ที่คนอื่นอาจไม่ได้มองว่าเป็นโอกาส บางครั้งสิ่งที่สำคัญกว่า “ความพร้อม” คือการเริ่มต้นและเรียนรู้จากตลาดจริง
 
2. ฟังลูกค้าให้มากกว่าฟังแผนของตัวเอง
 
พวกเขาตั้งใจขาย Burger, Sandwich และ Hot Dog แต่ลูกค้าต้องการ Burrito การยอมเปลี่ยนตาม Customer Demand ทำให้เกิด Product ที่กลายเป็นหัวใจของธุรกิจ
 
3. สร้าง Product ที่คนอยากบอกต่อ
 
OG Breakfast Burrito ไม่ได้เป็นเพียงอาหารหนึ่งจาน แต่มันกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าพูดถึงร้าน และเดินทางมาที่ร้านโดยเฉพาะ เมื่อ Product มีความแตกต่าง การตลาดแบบ Word of Mouth ก็มีพลังมากขึ้น
 
4. เมื่อธุรกิจโต ต้องสร้างระบบให้โตตาม
 
ยอดขายที่เพิ่มขึ้นไม่ควรหมายถึงเจ้าของต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่ควรนำไปสู่การสร้างทีม ระบบ และกระบวนการที่สามารถรองรับธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นได้
 
5. การขยายธุรกิจต้องขยาย “Infrastructure” ไปพร้อมกัน
 
จากร้านหนึ่งแห่งไปสู่สองแห่ง ความซับซ้อนเพิ่มขึ้นทันที จำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น จำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้น Supplier เพิ่มขึ้น ลูกค้าเพิ่มขึ้น และข้อมูลทางธุรกิจก็มากขึ้น ดังนั้น เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต สิ่งที่ต้องเตรียมไม่ใช่แค่ “สินค้า” หรือ “หน้าร้าน” แต่รวมถึงระบบหลังบ้านที่สามารถรองรับการเติบโตด้วย
 
จากร้านเล็กๆ สู่ธุรกิจที่ต้องพร้อมรับลูกค้าจำนวนมาก
 

ภาพจาก www.facebook.com/ljslilcafecypress
 
เรื่องราวของ LJ’s Lil’ Café สะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตของธุรกิจไม่ได้เกิดจากการมีทุกอย่างพร้อมที่สุดตั้งแต่วันแรก แต่เกิดจากการค่อยๆ แก้ปัญหาและพัฒนาธุรกิจไปทีละขั้น
 
เริ่มจากการมองหาทำเลที่มีโอกาส ค้นหาว่าลูกค้าต้องการอะไร สร้างเมนูที่แตกต่าง ทำให้เกิดการบอกต่อ สร้างทีม วางระบบ และเมื่อธุรกิจเริ่มแข็งแรง จึงค่อยขยายไปสู่สาขาที่สอง
 
สิ่งที่น่าสนใจคือ จุดเริ่มต้นของพวกเขาไม่ได้มีอะไรที่ดูยิ่งใหญ่เลย ร้านมีขนาดเพียง 200 ตารางฟุต ตั้งอยู่ในลานจอดรถ ยอดขายช่วงแรกอยู่ที่เพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์ต่อวัน และเจ้าของร้านเองก็ไม่ได้มีประสบการณ์ด้านธุรกิจอาหารโดยตรง
 
แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีตั้งแต่วันแรก คือ “การสังเกต” พฤติกรรมของลูกค้า พวกเขาสังเกตว่าคนที่เดินเข้ามาในร้านต้องการอะไร สังเกตว่าเมนูไหนขายดี สังเกตว่าลูกค้ากลับมาซื้ออะไรซ้ำ และเมื่อพบว่า Breakfast Burrito คือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ พวกเขาก็ไม่ได้ยึดติดกับแผนเดิม แต่เลือกที่จะเปลี่ยนและพัฒนาสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
 
จนในที่สุด Burrito หนึ่งเมนู กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
 
จากร้านที่แทบไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นร้านที่มีลูกค้าต่อแถวยาวหลายชั่วโมง จากยอดขายหลักร้อยดอลลาร์ต่อวัน กลายเป็นธุรกิจที่มีรายได้รวมกว่า 2.3 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และจากร้านเล็กๆ เพียงแห่งเดียว กลายเป็นธุรกิจที่มี 2 สาขา พร้อมทีมงานเกือบ 30 คน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับคนทำธุรกิจ
 
ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่ใหญ่ที่สุด แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจว่า “ลูกค้าต้องการอะไร” เมื่อรู้แล้ว ก็ต้องทำสิ่งนั้นให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีคนรู้จักมากขึ้นก็ต้องสร้างระบบให้รองรับ และเมื่อระบบเริ่มพร้อมจึงค่อยคิดถึงการขยายธุรกิจ เพราะการเติบโตไม่ได้หมายถึงแค่การมีลูกค้ามากขึ้นหรือมียอดขายเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงการที่ธุรกิจสามารถเปลี่ยนจาก “เจ้าของทำทุกอย่าง” ไปสู่ “ธุรกิจที่มีระบบและทีมสามารถเดินต่อได้”
 
บางครั้งโอกาสทางธุรกิจไม่ได้อยู่ในทำเลที่แพงที่สุด ไม่ได้อยู่ในเงินทุนที่มากที่สุด และไม่ได้อยู่ที่การมีประสบการณ์มากที่สุด แต่อาจอยู่ในสิ่งธรรมดาที่คนอื่นมองข้าม อย่างเช่น...โรงเก็บของเล็กๆ ในลานจอดรถ
 
สิ่งที่ทำให้ LJ’s Lil’ Café เติบโตขึ้นมาได้ จึงอาจไม่ใช่เพราะพวกเขาเริ่มต้นได้ดีกว่าคนอื่น แต่เพราะพวกเขากล้าลงมือ เรียนรู้จากลูกค้า ปรับตัวเมื่อสิ่งที่คิดไว้ไม่เป็นอย่างที่คาด และค่อยๆ สร้างระบบขึ้นมารองรับการเติบโต และบางทีสิ่งที่ขวางระหว่างเรากับธุรกิจที่อยากสร้าง อาจไม่ใช่การไม่มีโอกาส แต่อาจเป็นการที่เรามองไม่เห็นว่า โอกาสนั้นอยู่ตรงหน้าเรามาตั้งแต่แรกแล้ว
 
แหล่งข้อมูล 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ยอดวิว TikTok สำคัญแค่ไหน? วิธี เปลี่ยนคนดูให้กล..
1,363
คู่มือเลือกเว็บปั้มไลค์สำหรับผู้ประกอบการ SME แล..
1,352
ปั้นยอดวิวเอง หรือ ใช้เว็บปั้มวิว ? เปรียบเทียบ..
1,221
ธุรกิจเพิ่งเริ่ม คนยังไม่รู้จัก ควรสร้าง Social ..
1,208
Indomie มาม่าขายดีในแอฟริกา 4,500 ล้านซอง/ปี! เบ..
437
กลยุทธ์สาขาเดียว คำตอบเดียวในความดัง Parameter
412
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด