บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
272
4 นาที
14 กันยายน 2569
วิกฤติ! เด็กไทยเกิดน้อย คนรุ่นใหม่ “ไม่ไหว ไม่อิน ไม่เอา”
 

คุณเชื่อหรือไม่ว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ “เด็กไทย” มีอัตราการเกิดใหม่น้อยขึ้นทุกปี จากประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยมีเด็ดเกิดใหม่มากกว่า 1 ล้านคนต่อปี วันนี้ตัวเลขดังกล่าวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2568 มีรายงานว่าเด็กไทยเกิดใหม่เหลือเพียงประมาณ 380,000 คน ซึ่งถืออยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับอดีต 
 
เรื่องนี้ฟังดูเหมือนเป็นปัญหาของกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานด้านประชากร แต่จริงๆ แล้วมันเกี่ยวข้องกับทุกคน เพราะเด็กที่ไม่ได้เกิดในวันนี้ ก็คือแรงงานที่จะไม่มีในอีก 20 ปีข้างหน้า ผู้เสียภาษีที่จะหายไป ผู้บริโภคที่จะน้อยลง คนที่จะต้องเข้ามาดูแลผู้สูงอายุในอนาคต และอาจกระทบตั้งแต่โรงเรียน ร้านค้า โรงงาน บริษัท ไปจนถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
 
ก่อนจะถามว่าทำอย่างไรให้คนไทยมีลูกมากขึ้น เราอาจต้องย้อนกลับไปถามว่า ทำไมคนรุ่นใหม่จำนวนมากถึงไม่อยากมีลูก เพราะบางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คนรุ่นใหม่ “ไม่รักเด็ก” แต่อาจเป็นเพราะพวกเขามองไปข้างหน้าแล้วไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะเลี้ยงเด็กหนึ่งคนให้มีคุณภาพในประเทศไทยได้หรือไม่
 
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ อาจอยู่ที่คำว่า “ไม่ไหว”
 
ลองนึกภาพคนวัยทำงานอายุประมาณ 30 ปี มีงานประจำ มีเงินเดือน อาจไม่ได้มีรายได้น้อย แต่ทุกเดือนมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ค่าบ้าน ค่าเช่า ค่ารถ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร หนี้สิน ประกัน และเงินที่ต้องเก็บไว้สำหรับอนาคต บางคนยังต้องช่วยดูแลพ่อแม่ ขณะที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร 
 
แล้ววันหนึ่งมีคนถามว่า “เมื่อไหร่จะมีลูก” คำตอบที่เกิดขึ้นในใจของคนกลุ่มนี้อาจไม่ใช่ “ไม่อยากมี” แต่เป็น “ยังไม่ไหว” และคำว่า “ยังไม่ไหว” เมื่อผ่านไปหลายปี อาจกลายเป็น “ไม่มีแล้วดีกว่า” นี่คือจุดที่วิกฤติประชากรเริ่มน่าสนใจ เพราะการตัดสินใจไม่มีลูกของคนรุ่นใหม่ อาจไม่ได้เกิดจากเหตุผลเดียว แต่เกิดจาก “ต้นทุนของชีวิต” ที่เพิ่มขึ้นพร้อมกันหลายด้าน
 
44% ไม่อยากมีลูก เหตุผลไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ผลสำรวจของนิด้าโพลในปี 2566 ซึ่งสำรวจประชาชนอายุ 18-40 ปีทั่วประเทศ จำนวน 1,310 คน พบว่า ในกลุ่มผู้ที่ยังไม่มีลูก 759 คน มี 53.89% ที่ระบุว่าอยากมีลูก ขณะที่ 44% ระบุว่าไม่อยากมี แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลข 44% คือ “เหตุผล”
 
ในกลุ่มที่ไม่อยากมีลูก เหตุผลอันดับต้นๆ คือ
  • 38.32% ไม่อยากเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก
  • 38.32% เป็นห่วงว่าลูกจะอยู่ในสภาพสังคมปัจจุบันอย่างไร
  • 37.72% ไม่อยากมีภาระต้องดูแลลูก
  • 33.23% ต้องการชีวิตที่เป็นอิสระ
  • 17.66% กลัวว่าจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดี
  • 13.77% ต้องการให้ความสำคัญกับงานมากกว่า 
ลองสังเกตตัวเลขเหล่านี้อีกครั้ง มีทั้งเงิน มีทั้งเวลา มีทั้งภาระ มีทั้งงาน และมีทั้งความกังวลต่อสังคม นั่นหมายความว่า ปัญหาการเกิดน้อยอาจไม่ได้เป็นเพียงปัญหาว่าเลี้ยงลูกแพง แต่เป็นปัญหาว่าชีวิตของคนรุ่นใหม่ไม่เอื้อให้พวกเขารู้สึกว่าการมีลูกเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างมั่นใจ
 
เด็กหนึ่งคนต้องใช้เงินเท่าไร
 
นี่เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ทำให้คนจำนวนมากต้องคิดหนัก ข้อมูลที่ถูกนำเสนอโดยอ้างอิงสภาพัฒน์ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนตั้งแต่อายุ 0-21 ปี อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาท 
 
เงิน 3 ล้านบาทอาจฟังดูเหมือนเป็นเงินก้อนใหญ่ที่อยู่ไกลตัว แต่ถ้าเอามาเฉลี่ยตลอด 21 ปี ตัวเลขนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว มันกระจายอยู่ในค่าใช้จ่ายนับพันรายการ ตั้งแต่นม ผ้าอ้อม ค่ารักษาพยาบาล เสื้อผ้า ค่าเดินทาง ค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน กิจกรรม ค่าเรียนพิเศษ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการเข้าสู่มหาวิทยาลัย และยิ่งพ่อแม่ต้องการให้ลูกมีโอกาสมากขึ้น

ต้นทุนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เด็กคนหนึ่งจึงไม่ได้มีเพียง “ต้นทุนในการเกิด” แต่มีต้นทุนในการสร้างอนาคตตามมาด้วย

เมื่อการมีลูก กลายเป็นการแข่งขันที่พ่อแม่ไม่อยากให้ลูกแพ้
 

ภาพจาก https://app.envato.com

นี่คือความรู้สึกที่คนรุ่นก่อนอาจไม่เข้าใจทั้งหมด ในอดีตพ่อแม่จำนวนมากอาจคิดว่ามีลูกก็เลี้ยงไปตามกำลัง แต่คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งกำลังคิดอีกแบบ ถ้ามีลูกแล้วก็อยากให้ลูกได้เรียนดี อยากให้ลูกมีสุขภาพดี อยากให้ลูกพูดภาษาอังกฤษได้ อยากให้ลูกมีทักษะ อยากให้ลูกมีโอกาส อยากให้ลูกมีงานดีๆ อยากให้ลูกไม่ต้องลำบากเหมือนตัวเอง
 
ปัญหาคือทุกอย่างมีราคา และยิ่งสังคมแข่งขันสูงเท่าไร พ่อแม่ก็ยิ่งรู้สึกว่าการ “เลี้ยงแบบพอใช้” อาจไม่เพียงพอ นี่จึงเกิดความย้อนแย้งขึ้น คนรุ่นใหม่ไม่ได้ไม่รักเด็ก แต่เพราะรักจึงยิ่งกลัวว่าจะเลี้ยงเขาได้ไม่ดีพอ 
 
คำถามไม่ได้จบที่ “ค่าเทอม” 
 
ลองเข้าไปดูคำถามตามเว็บบอร์ดหรือโซเชียลมีเดีย สิ่งที่น่าสนใจคือ คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับคำว่า “สังคม”ก่อนเลือกโรงเรียน พวกเขาไม่ได้ถามแค่ว่าโรงเรียนสอนดีไหม แต่ถามว่าสังคมในโรงเรียนเป็นอย่างไร เด็กที่นี่เป็นแบบไหน มีการบูลลี่หรือเปล่า ครูดูแลเด็กอย่างไร
 
ก่อนสมัครงานก็เช่นเดียวกัน บางคนถามถึงเงินเดือน แต่บางคนถามว่าสังคมในบริษัทเป็นอย่างไร หัวหน้าเป็นแบบไหน เพื่อนร่วมงานโอเคไหม ทำงานแล้วมีความสุขหรือเปล่า เมื่อเอาวิธีคิดแบบเดียวกันกลับมามองเรื่องการมีลูกเราจะเข้าใจทันทีว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้กำลังถามแค่ ฉันมีเงินพอไหม แต่กำลังถามว่าฉันอยากให้ลูกของฉันโตขึ้นมาในสังคมแบบนี้หรือ และนี่อาจเป็นคำถามที่รัฐตอบยากกว่าเรื่องเงินเสียอีก
 
เพราะเงินช่วยให้มีลูกง่ายขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ “กล้า” มีลูก สมมติรัฐบาลประกาศว่า “มีลูกหนึ่งคน รับเงิน 100,000 บาท” ฟังดูน่าสนใจ แต่คนที่กำลังจะมีลูกอาจถามต่อว่า แล้วปีที่สองล่ะ ปีที่สาม ปีที่สิบ ค่าโรงเรียน ค่ารักษา ค่าเดินทาง ค่าเลี้ยงดู
 
แล้วพ่อแม่ต้องลาออกจากงานหรือไม่ ถ้าลูกป่วยใครดูแล ถ้าพ่อแม่ต้องทำงานทั้งคู่ลูกอยู่ที่ไหน ถ้าต้องทำ OT ใครรับลูก ถ้าต้องดูแลพ่อแม่สูงวัยพร้อมกันจะทำอย่างไร คำถามเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่า นโยบายเพิ่มประชากรไม่ควรถูกมองเป็นเพียงนโยบายแจกเงิน แต่ต้องเป็นนโยบายที่ทำให้ต้นทุนของการเป็นพ่อแม่ลดลงทั้งระบบ
 
ประเทศไทยกำลังเจอปัญหา “คนเกิดน้อย” พร้อมกับ “คนแก่เพิ่ม”
 

ภาพจาก https://app.envato.com

นี่คือจุดที่เรื่องประชากรเริ่มกลายเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เมื่อเด็กเกิดน้อยลง อีก 20 ปีข้างหน้าคนกลุ่มนี้จะเข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยลง เมื่อแรงงานน้อยลง ธุรกิจอาจหาคนยากขึ้น เมื่อคนวัยทำงานลดลงฐานผู้เสียภาษีในอนาคตก็มีแนวโน้มเล็กลง แต่ในเวลาเดียวกันผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น หมายความว่าประเทศต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นเพื่อดูแลประชากรสูงวัย
 
จึงเกิดภาพที่น่ากังวล คนที่ต้องทำงานมีน้อยลง แต่คนที่ต้องได้รับการดูแลมีมากขึ้น และนี่ไม่ใช่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ แต่มันเป็นปัญหาที่กำลังถูกสร้างขึ้นจากจำนวนเด็กที่ไม่ได้เกิดในวันนี้
 
โรงเรียนอาจเป็นธุรกิจแรกๆ ที่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน
 
ถ้าเด็กเกิดน้อยลงเรื่อยๆ ผลกระทบจะไม่ได้เริ่มจากตลาดแรงงานในอีก 20 ปีเท่านั้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเด็กอาจได้รับผลกระทบก่อน โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนเอกชน ศูนย์ดูแลเด็ก ร้านขายเสื้อผ้าเด็ก ร้านของเล่น ธุรกิจอาหารเด็ก สถาบันกวดวิชา ไปจนถึงมหาวิทยาลัย เมื่อจำนวนเด็กในแต่ละรุ่นลดลง ธุรกิจที่เคยอยู่บนสมมติฐานว่าเด็กมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จะต้องเปลี่ยนวิธีคิด โรงเรียนอาจต้องแข่งขันกันหนักขึ้น มหาวิทยาลัยอาจมีที่นั่งมากกว่าจำนวนนักเรียน
 
ธุรกิจสินค้าเด็กอาจต้องหันไปขายผู้ใหญ่ และธุรกิจจำนวนมากอาจต้องถามตัวเองว่าถ้าเด็กไทยมีน้อยลง แล้วเราจะขายอะไรให้ใคร นี่คือจุดที่วิกฤติประชากรเริ่มกลายเป็นโจทย์ทางธุรกิจอย่างแท้จริง
 
ตลาดแรงงานจะเกิดอะไรขึ้น
 

ภาพจาก https://app.envato.com

หลายคนอาจสงสัยว่าถ้าคนไทยเกิดน้อยลง แล้วทำไมเด็กจบใหม่ยังหางานยาก คำตอบคือ ตลาดแรงงานไม่ได้ต้องการเพียง “คน” แต่ต้องการคนที่มีทักษะตรงกับงาน ตำแหน่งบางประเภทอาจขาดแคลนแรงงาน
 
ขณะที่เด็กจบใหม่บางกลุ่มกลับหางานไม่ได้ เพราะสิ่งที่เรียนมากับสิ่งที่ตลาดต้องการอาจไม่ตรงกัน บางงานถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร บางงานถูกแทนที่ด้วย AI บางงานต้องการประสบการณ์ บางงานต้องการทักษะเฉพาะ
 
ดังนั้นประเทศไทยอาจกำลังเจอปัญหา 3 อย่างพร้อมกัน คนลดลง ทักษะไม่ตรงกับงาน และงานที่มีคุณภาพไม่ได้เพิ่มขึ้นเร็วพอ นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ต่อให้ประเทศไทยมีประชากรน้อยลง ปัญหาการว่างงานก็ไม่ได้หายไปโดยอัตโนมัติ
 
เมื่อคนไทยไม่พอ ประเทศก็ต้องถามเรื่อง “แรงงานต่างชาติ”
 
นี่เป็นอีกเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ถ้าประเทศไทยต้องการให้เศรษฐกิจเดินต่อ ขณะที่คนวัยแรงงานลดลง ก็มีทางเลือกไม่กี่ทาง เพิ่มผลิตภาพด้วยเทคโนโลยี ให้คนทำงานได้นานขึ้น เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตลาดแรงงาน เพิ่มทักษะให้แรงงานไทย หรือเปิดรับแรงงานจากต่างประเทศ แต่เรื่องนี้ต้องคุยกันอย่างมีเหตุผลเพราะคำถามไม่ใช่เพียง
 
เอาแรงงานต่างชาติเข้ามาดีไหม แต่คือประเทศไทยต้องการแรงงานแบบไหน เช่น แรงงานทักษะสูง แรงงานภาคอุตสาหกรรม แรงงานก่อสร้าง แรงงานบริการ แรงงานดูแลผู้สูงอายุ และหากคนไทยรุ่นใหม่บางส่วนเองก็อยากไปทำงานต่างประเทศ เราก็ต้องถามกลับอีกว่า ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้คนเก่งอยากอยู่ และทำอย่างไรให้คนเก่งจากต่างประเทศอยากเข้ามา

จาก “เด็กเกิดน้อย” สู่โจทย์ใหญ่ของประเทศ
 
เมื่อมองมาถึงตรงนี้ จะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีคำตอบง่ายๆ จะบอกว่า “คนรุ่นใหม่เห็นแก่ตัว” ก็ไม่ถูกทั้งหมด จะบอกว่า “เศรษฐกิจไม่ดีอย่างเดียว” ก็ไม่ครบ จะบอกว่า “แจกเงินแล้วคนจะมีลูก” ก็อาจไม่จริง และจะบอกว่า “นำเข้าแรงงานต่างชาติก็จบ” ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะวิกฤติประชากรเป็นผลรวมของหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ รายได้ ที่อยู่อาศัย การทำงาน การศึกษา สวัสดิการ ความสัมพันธ์ ค่านิยม และความเชื่อมั่นต่ออนาคต ทั้งหมดกำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน

ประเทศไทยควรทำอย่างไร
 

ภาพจาก https://app.envato.com

บางทีเราอาจต้องเปลี่ยนวิธีตั้งคำถาม จากทำอย่างไรให้คนไทยมีลูกมากขึ้น เป็นทำอย่างไรให้คนไทยที่อยากมีลูก สามารถมีลูกได้โดยไม่รู้สึกว่าชีวิตกำลังพัง นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญกว่า เพราะผลสำรวจของนิด้าโพลเองก็ไม่ได้บอกว่าคนไทยทั้งหมดไม่ต้องการมีลูก ในกลุ่มผู้ที่ยังไม่มีลูก 53.89% ยังตอบว่าอยากมีลูก นั่นแปลว่าความต้องการมีลูกยังไม่ได้หายไป แต่สิ่งที่อาจหายไปคือความมั่นใจว่าจะเลี้ยงลูกไหว 
 
ดังนั้น ถ้ารัฐต้องการแก้ปัญหาเรื่องประชากรจริงๆ สิ่งที่ต้องสร้างอาจไม่ใช่แค่ “แรงจูงใจให้มีลูก” แต่ต้องสร้าง “สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนเป็นพ่อแม่” มีศูนย์เด็กเล็กที่เข้าถึงง่าย มีระบบสาธารณสุขที่ดี มีสิทธิลาเลี้ยงดูบุตรที่เพียงพอ มีสถานที่ทำงานที่ยืดหยุ่น มีโรงเรียนคุณภาพ มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่ครอบครัวรับไหว มีที่อยู่อาศัยที่คนวัยเริ่มต้นครอบครัวเข้าถึงได้ และที่สำคัญที่สุดต้องทำให้คนรู้สึกว่า การมีลูกไม่ได้หมายถึงการเสียอนาคตของตัวเอง
 
เพราะสุดท้าย คนไม่ได้กลัว “การมีลูก” เท่ากับกลัว “ชีวิตหลังมีลูก” นี่อาจเป็นหัวใจของวิกฤติครั้งนี้
 
คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งไม่ได้ปฏิเสธการมีครอบครัว แต่พวกเขาปฏิเสธภาพของชีวิตที่ต้องทำงานหนักขึ้น หารายได้มากขึ้น เป็นหนี้มากขึ้น ไม่มีเวลา และต้องแบกรับทุกอย่างด้วยตัวเอง 
 
พวกเขาจึงเลือกชะลอจาก 25 เป็น 30 จาก 30 เป็น 35 จาก 35 เป็น 40 และสุดท้ายบางคนก็เลือกไม่เอาแล้ว ไม่ใช่เพราะเกลียดเด็ก แต่เพราะเมื่อคำนวณทุกอย่างแล้ว พวกเขารู้สึกว่าฉันยังดูแลตัวเองไม่ดีพอเลย แล้วจะดูแลอีกหนึ่งชีวิตได้อย่างไร
 
จากวิกฤติเด็กเกิดน้อย สู่คำถามว่าประเทศไทยน่าอยู่พอให้คนอยากมีลูกหรือยัง
 
เด็กหนึ่งคนไม่ได้เกิดมาจากห้องคลอดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสัมพันธ์รายได้ บ้าน งาน โรงเรียน สวัสดิการ สุขภาพ เวลา และความหวัง ถ้าสิ่งเหล่านี้ประกอบกันแล้วทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกว่า “ฉันมีลูกได้” โอกาสที่เขาจะมีลูกก็ย่อมเพิ่มขึ้น แต่ถ้าทุกอย่างกลับบอกว่า “อย่าเพิ่งเลย” “เศรษฐกิจไม่ดี” “บ้านแพง” “งานไม่มั่นคง” “โรงเรียนแข่งขันสูง” “เลี้ยงลูกแพง” “ไม่มีเวลา” “ต้องดูแลพ่อแม่” “อนาคตไม่แน่นอน” ต่อให้รัฐบาลออกแคมเปญว่า “มีลูกกันเถอะ” ก็คงยากที่จะเปลี่ยนใจคนได้
 
เพราะคนที่กำลังจะมีลูกไม่ได้คิดเพียง 9 เดือนข้างหน้า พวกเขากำลังคิดไปอีก 20-30 ปี และคำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากมีลูก แต่คือ เราจะสร้างประเทศไทยแบบไหน ให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่า การพาเด็กคนหนึ่งมาเกิดในประเทศนี้ เป็นการเดิมพันที่คุ้มค่ากับอนาคตหรือไม่
 
ถ้าคำตอบคือ “ใช่” เด็กอาจกลับมา แต่ถ้าคำตอบยังเป็น “ไม่แน่ใจ” คำว่าไม่ไหว ไม่อิน ไม่เอา อาจไม่ได้เป็นแค่กระแสของคนรุ่นใหม่ แต่อาจเป็นเสียงสะท้อนว่าคนจำนวนหนึ่งกำลังหมดความมั่นใจต่ออนาคต 
 
และนี่อาจเป็นโจทย์ประชากรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในเวลานี้ 
 
อ้างอิง
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ยอดวิว TikTok สำคัญแค่ไหน? วิธี เปลี่ยนคนดูให้กล..
1,364
คู่มือเลือกเว็บปั้มไลค์สำหรับผู้ประกอบการ SME แล..
1,353
ปั้นยอดวิวเอง หรือ ใช้เว็บปั้มวิว ? เปรียบเทียบ..
1,222
ธุรกิจเพิ่งเริ่ม คนยังไม่รู้จัก ควรสร้าง Social ..
1,209
Indomie มาม่าขายดีในแอฟริกา 4,500 ล้านซอง/ปี! เบ..
437
กลยุทธ์สาขาเดียว คำตอบเดียวในความดัง Parameter
412
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด