บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
274
2 นาที
9 มกราคม 2569
Customer Lifetime Value (CLV) เจ้าของธุรกิจต้องรู้!
 

การทำธุรกิจ หลายคนมักโฟกัสไปที่ "ยอดขาย" หรือการหาลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ความลับแท้จริงของธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่การหาลูกค้าใหม่ตลอดเวลา แต่อยู่ที่การรักษาลูกค้าเดิมให้กลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งตัวเลขที่บอกความคุ้มค่านี้ได้ดีที่สุดคือ Customer Lifetime Value (CLV)
 
อธิบายแบบเข้าใจกันง่ายๆ CLV คือ การคาดการณ์รายได้หรือกำไรทั้งหมดที่ธุรกิจจะได้รับจากลูกค้าคนหนึ่งตลอดช่วงเวลาที่เขาเป็นลูกค้า ตั้งแต่วันแรกที่ซื้อสินค้าหรือบริการ จนถึงวันที่หยุดซื้อ โดยมีสูตรคำนวณคือ
 
CLV = (ยอดซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง) x (จำนวนครั้งที่ซื้อต่อปี) x (จำนวนปีที่เป็นลูกค้า)
 
ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจมากขึ้น สมมุติเราเปิดร้านกาแฟ
  • ลูกค้าซื้อกาแฟเฉลี่ยแก้วละ 50 บาท (มูลค่าเฉลี่ยต่อการซื้อ)
  • ลูกค้าคนนี้ซื้อเดือนละ 20 แก้ว (ความถี่ = 20 × 12 = 240 ครั้งต่อปี)
  • เป็นลูกค้าประจำต่อเนื่อง 5 ปี
CLV = 50 × 240 × 5 = 60,000 บาท
 
หมายความว่า ลูกค้าคนนี้จะสร้างรายได้ให้ร้านรวม 60,000 บาทตลอด 5 ปี และถ้าเรามีลูกค้าประจำแบบนี้ 100 คน รายได้ระยะยาวก็จะมากมายทีเดียว
 
ทำไมเจ้าของธุรกิจห้ามมองข้าม CLV
 

หลายธุรกิจมัวแต่โฟกัสหาลูกค้าใหม่ โดยไม่รู้ว่าการรักษาลูกค้าเก่านั้นคุ้มค่ากว่ามาก ด้วยเหตุผลหลายปัจจัยได้แก่
 
1.ต้นทุนหาลูกค้าใหม่สูงกว่ารักษาลูกค้าเก่า โดยการหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงถึง 5-7 เท่าของการรักษาลูกค้าเก่า ขึ้นอยู่กับธุรกิจ เช่น ในอีคอมเมิร์ซ ที่ค่าโฆษณาออนไลน์พุ่งสูง ถ้า CLV ของลูกค้าเก่าสูง สิ่งที่ควรทำคือการดูแลลูกค้ากลุ่มนี้ให้ดี เช่น ส่งโปรโมชั่นส่วนตัวหรือบริการหลังการขาย เพื่อให้คุ้มค่ามากกว่าการไล่หาลูกค้าใหม่ที่อาจซื้อแค่ครั้งเดียว
 
2.ช่วยวางแผนงบการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ตัวเลข CLV เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการกำหนดหาต้นทุนสำหรับการหาลูกค้า 1 คน (Customer Acquisition Cost) เช่น ถ้า CLV = 60,000 บาท เราควรตั้งงบหาลูกค้าใหม่ไม่เกินนั้น หรืออย่างน้อย 1:3 คือ CLV ควรสูงกว่า CAC อย่างน้อย 3 เท่า
 
3.การเพิ่มกำไรระยะยาว มีข้อมูลที่ระบุว่าการเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้า (Retention Rate) แค่ 5% สามารถเพิ่มกำไรได้ไม่ต่ำกว่า 20% เพราะลูกค้าประจำมาซื้อบ่อย หรืออาจไปแนะนำเพื่อนให้มาซื้อ เป็นการตลาดแบบที่ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาเพิ่ม เทคนิคการเพิ่ม CLV ให้ธุรกิจเพีงเล็กน้อย เช่น ทำให้ลูกค้าซื้อบ่อยขึ้น 10% หรืออยู่กับแบรนด์นานขึ้น 1 ปี จึงสร้างยอดขายได้ดีและมีผลต่อกำไรสุทธิของธุรกิจด้วย
 
4.กำหนดแคมเปญที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าได้ ถ้าธุรกิจมีการใช้ตัวเลข CLV ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะรู้ทันทีว่า กลุ่มไหนที่เป็น High-Value Customers หรือกลุ่มลูกค้าเก่าที่มีอัตราการซื้อซ้ำสูง ก็สามารถกำหนดแคมเปญที่เหมาะสมกับกลุ่มนี้ได้เช่น มอบสิทธิพิเศษ , ของขวัญวันเกิด เป็นต้น 
 
5.ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ หากธุรกิจใดก็ตามที่พึ่งพารายได้จากลูกค้าทั่วไป จะทำให้การคำนวณรายได้ของธุรกิจเป็นไปได้ยาก เพราะอาจต้องแปรผันกับภาวะเศรษฐกิจด้วย แต่ถ้ามี CLV สูงจะช่วยลดความเสี่ยงให้น้อยลง เพราะลูกค้าประจำมีโอกาสกลับมาซื้อสูงถึง 60-70% เทียบกับลูกค้าใหม่ที่แค่ 5-20% เท่านั้น
 
รวมธุรกิจที่ใช้ CLV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. Starbucks

เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่คำนวณว่า CLV ของลูกค้าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500,000 -1 ล้าน บาท ก็คำนวณมาจากลูกค้าจ่ายเงินเฉลี่ยต่อการเข้าร้าน 1 ครั้งประมาณ 200 บาท และเข้าร้านเฉลี่ย 4.2 ครั้ง/สัปดาห์ ในระยะเวลา 20 ปี เมื่อรู้ตัวเลขดังกล่าวนี้ จึงได้สร้าง Starbucks Rewards แอปสะสมแต้ม ให้ส่วนลดและข้อเสนอพิเศษ , ให้ลูกค้านั่งทำงานฟรี ใช้ Wi-Fi ฟรี แม้ซื้อแค่กาแฟแก้วเดียว เพราะคำนวณแล้วว่าคุ้มค่า ยิ่งทำให้ลูกค้าซื้อบ่อยขึ้นและอยู่กับแบรนด์นานขึ้น CLV สูก็จะยิ่งมากขึ้น และธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง
 
2. Amazon
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกออนไลน์ ที่เน้น CLV อย่างหนัก โดยเฉพาะสมาชิก Prime ที่แม้จะต้องจ่ายค่าสมาชิก แต่กลับซื้อของบ่อยและยอดสูงมากเมื่อเทียบกับลูกค้าทั่วไป ทั้งนี้ Amazon ยอมขาดทุนช่วงแรก เช่น ส่งฟรีหรือลดราคา เพื่อให้ลูกค้าติดใจและซื้อซ้ำในระยะยาว ทำให้ CLV สูงและครองตลาดอีคอมเมิร์ชได้
 
3. Netflix
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ถ้าคำนวณ CLV จะพบว่า ค่าสมัคร 419 บาท/เดือน ลูกค้าเฉลี่ยอยู่กับ Netflix นาน 55 เดือน 
 
CLV = 419 x 55 = 23,045 บาท (10,475 บาท)
 
ดังนั้น Netflix ยอมจ่ายโฆษณาเพื่อหาลูกค้า 1 คน ได้ถึงประมาณ 7,600-8,000 บาท นอกจากนี้ Netflix ยังใช้ข้อมูลพฤติกรรมผู้ชมมาวิเคราะห์เพื่อนำเสนอเนื้อหาที่ตรงใจกลุ่มลูกค้า ทำให้ลูกค้าอยู่กับบริการนานขึ้นและลดอัตราการยกเลิกให้ลดลงได้มาก มีผลต่อการสร้างรายได้และการเพิ่มจำนวนสมาชิกได้มากขึ้นเรื่อยๆ 
 
จะเห็นได้ว่า Customer Lifetime Value (CLV) มีผลดีต่อการทำธุรกิจมาก สำหรับธุรกิจที่ต้องการเพิ่มตัวเลข CLV ให้สูงอาจใช้วิธีอื่นร่วมด้วยเช่น การเพิ่มความถี่ในการซื้อ (Purchase Frequency) เพื่อให้ลูกค้ากลับมาซื้อบ่อยขึ้น มีหลายรูปแบบทั้งโปรแกรม Loyalty / สะสมแต้ม , LINE OA ส่งโปรโมชัน เป็นต้น

หรือบางธุรกิจอาจใช้วิธีการเพิ่มมูลค่าการซื้อแต่ละครั้ง (Average Order Value) เช่น Cross-sell / Up-sell (ขายของเพิ่มหรือรุ่นที่แพงกว่า) , Bundle Deal (ซื้อครบแพ็กเกจ ถูกกว่า) ยิ่งในยุคที่การแข่งขันดุเดือด การทำธุรกิจเพื่อให้อยู่รอดไม่ใช่แค่การหาลูกค้าเพิ่มแต่ต้องคำนึงถึงการรักษาลูกค้าเก่าเอาไว้ให้ได้นานที่สุดด้วย
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
477
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
413
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
379
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
376
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
362
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
362
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด