บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
272
6 นาที
14 มกราคม 2569
สงครามไก่ทอด 6 สัญชาติ รุมสกรัม ช่วงชิงพื้นที่ ใครดีใครได้
 

ถ้าพูดถึงธุรกิจอาหารที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดที่สุดในประเทศไทย หนึ่งในนั้นก็คือ “ตลาดไก่ทอด” ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 30,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 8% ต่อปี จึงทำให้ไก่ทอดไม่ได้เป็นเพียงอาหารจานด่วนอีกต่อไป แต่กลายเป็นสมรภูมิทางธุรกิจที่แบรนด์ระดับโลกพร้อมทุ่มทุกกลยุทธ์ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด และ ครองใจผู้บริโภคชาวไทย
 
ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ QSR มองว่าไก่ทอดเป็นเมนูที่สามารถควบคุมต้นทุนได้ ทำเมนูซ้ำได้ ขยายสาขาได้เร็ว และเข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักเรียนไปจนถึงคนทำงาน นี่คือเหตุผลว่าทำไมแบรนด์ไก่ทอดต่างๆ ถึงอยากครองส่วนแบ่งตลาดนี้
 
ในปี 2569 ตลาดไก่ทอดในไทย (เฉพาะกลุ่ม QSR) คาดว่ามีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาทไม่ต่างจากปี 2568 จากมูลค่าตลาด QSR โดยรวมประมาณ 45,000 ล้านบาท นับว่าเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรม QSR ไทย
 
โครงสร้างตลาดปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ KFC ครองส่วนแบ่งประมาณ 52% อีก 48% เป็นของแบรนด์ไก่ทอดอื่นๆ ทั้งแบรนด์ไทยและต่างชาติ
 
แม้ KFC จะยังเป็นเบอร์หนึ่งของตลาด มีสาขามากกว่า 1,157 สาขาทั่วประเทศ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าส่วนแบ่งตลาด 52% ไม่ได้แปลว่าจะได้เปรียบ เพราะอีก 48% คือสนามรบที่ยังเปิดกว้าง โดยมีผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ที่กำลังเดินเกมรุกและใช้กลยุทธ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัวเปิดศึกแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไก่ทอดเกาหลีใต้ที่เน้นรสชาติและประสบการณ์, แบรนด์จีน -ไต้หวันที่ใช้โมเดลราคาถูก+ขยายแฟรนไชส์ รวมถึงแบรนด์ไก่ทอดของไทยที่เข้าใจรสนิยมของผู้บริโภคท้องถิ่น 
 
ดังนั้น การแข่งขันของตลาดไก่ทอดในไทยปี 2569 จึงไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติความอร่อย แต่คือเกม โหด – กิน – รวบ ทั้งในด้านการแข่งขันด้านราคา โปรโมชั่น การขยายสาขา การครองส่วนแบ่งตลาด ยึดทำเลพื้นที่ ดึงดูดผู้บริโภค ตลอดจนการขยายแฟรนไชส์ สร้างระบบซัพพลายเชน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจและความภักดีของลูกค้าไว้ให้ได้มากที่สุด 
 
ตลาดไก่ทอดไทย ใครอยู่ตรงไหน เติบโตจากอะไร
 

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดไก่ทอดในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในหมวดอาหารบริการด่วน (QSR) ที่มีการแข่งขันสูงที่สุด ผู้เชี่ยวชาญมองว่าความน่าสนใจของตลาดนี้ไม่ได้อยู่แค่จำนวนแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น แต่คือการที่ไก่ทอดกลายเป็น “อาหารประจำไลฟ์สไตล์” ของคนไทย โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองและหัวเมืองใหญ่
 
ปัจจัยแรกที่ขับเคลื่อนการเติบโต คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับฟาสต์ฟู้ด ไก่ทอดเป็นอาหารที่กินง่าย ราคาเข้าถึงได้ง่าย และสามารถตอบโจทย์ได้หลายโอกาส ทั้งมื้อเร่งด่วน มื้อแชร์กับเพื่อน หรือการสั่งเดลิเวอรี อีกทั้งผู้บริโภคชาวไทยมีความคุ้นเคยกับรูปแบบเชนร้านอาหาร ทำให้เกิดการยอมรับแบรนด์ใหม่ในตลาดไก่ทอดได้ง่ายกว่าหมวดอาหารอื่นๆ 
 
อีกหนึ่งแรงผลักสำคัญ คือ อิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติ ที่เข้ามาพร้อมกับสื่อบันเทิงและกระแสไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะเกาหลีใต้ อเมริกา และจีน ไก่ทอดเกาหลีเข้ามาพร้อมวัฒนธรรมการกินแบบแชร์ ความกรอบเคลือบซอส และภาพจำจากซีรีส์ 

 
ขณะที่ไก่ทอดอเมริกันยืนระยะด้วยความคุ้นเคย คุณภาพมาตรฐาน และพลังของแบรนด์ ส่วนไก่ทอดจากจีนและไต้หวัน ใช้จุดแข็งด้านราคาถูก ความคุ้มค่า และความรวดเร็วในการขยายสาขาแบบแฟรนไชส์ เจาะตลาดแมสได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
ที่สำคัญคนรุ่นใหม่และเมืองใหญ่ของไทย เป็นตัวเร่งการผลักดันสำคัญของตลาดไก่ทอด โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y–Z เปิดรับแบรนด์ใหม่ ทดลองรสชาติใหม่ และตัดสินใจเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมือง ผู้คนมีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ และการแข่งขันแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ก็ยิ่งทำให้ไก่ทอดกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน
 
ประเทศไทยยังถูกมองว่าเป็นตลาดทดลองที่สำคัญของแบรนด์ไก่ทอดในภูมิภาค ด้วยขนาดตลาดที่เหมาะสม กำลังซื้อหลากหลาย ผู้บริโภคที่เปิดรับของใหม่ หากแบรนด์ใดสามารถสร้างฐานลูกค้าและโมเดลธุรกิจที่แข็งแรงในไทยได้ ก็มีโอกาสต่อยอดไปยังประเทศอื่นในอาเซียนได้ทันที นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดไก่ทอดไทยยังคงดึงดูดแบรนด์จากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
 
แบรนด์ไก่ทอดหลักๆ ที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย
#สหรัฐอเมริกา 
  • KFC จำนวน 1,157 สาขา
  • Wingstop 1 สาขา 
#จีน 
  • Zhengxin Chicken Steak จำนวน 7 สาขา
  • Wallace จำนวน 9 สาขา 
#เกาหลีใต้ 
  • Bonchon จำนวน 122 สาขา
  • BHC จำนวน 12 สาขา
  • SeoulChon จำนวน 11 สาขา
  • Guljak Topokki Chicken จำนวน 5 สาขา 
  • Puradak จำนวน 4 สาขา 
  • Pelicana จำนวน 4 สาขา

#ไต้หวัน
  • Hot Star Large Fried Chicken จำนวน 2 สาขา
#อินโดนีเซีย
  • ZHENGDA จำนวน 3 สาขา 
#ไทย 
  • เชสเตอร์ จำนวน 200 สาขา
  • ไก่ย่าง 5 ดาว จำนวน 5,000 สาขา
  • Joe Wings จำนวน 5 สาขา
  • Chicky Chic จำนวน 237 สาขา 
กลยุทธ์แบรนด์ดัง “ไก่ทอด” ในไทย 
KFC (เคเอฟซี) - สหรัฐอเมริกา 
 

ภาพจาก www.facebook.com/kfcth

ตลาดไก่ทอดในไทย KFC ยังคงเป็นเจ้าตลาดอันดับหนึ่งที่แทบไม่มีใครโค่นลงได้ ปัจจุบัน KFC ในไทยอยู่ภายใต้การบริหารจัดการแฟรนไชส์ของ บริษัท Yum Restaurants International (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Yum Brands, Inc. และถือเป็นแบรนด์อาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant : QSR) ที่เติบโตอย่างโดดเด่นที่สุดรายหนึ่งในประเทศ
 
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารมองว่า KFC คือแบรนด์ไก่ทอดเชิงพาณิชย์รายแรกๆ และเป็นแบรนด์เดียวที่สามารถขยายสาขาได้มากที่สุดในไทย ผ่านโมเดลการบริหารแฟรนไชส์ 3 รายหลัก ได้แก่
  • บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย (QSA) ในเครือไทยเบฟ 
  • บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป 
  • บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) 
ปัจจุบัน KFC มีสาขาในประเทศไทยมากถึง 1,157 สาขา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์อย่างชัดเจน แม้ตลาดไก่ทอดในไทยจะมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้เล่นรายใหญ่ที่ครองตลาดอยู่เดิม และแบรนด์หน้าใหม่ที่เข้ามาชิงส่วนแบ่งอย่างดุเดือด แต่ KFC ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า จุดแข็งสำคัญ คือ “การไม่หยุดนิ่ง” ของแบรนด์ ที่จะเดินหน้าปรับกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
 
หนึ่งในหัวใจของความสำเร็จ คือ การให้ความสำคัญกับผู้บริโภคอย่างจริงจัง ซึ่ง KFC มีทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ทำหน้าที่ปรับรสชาติ ราคา และโปรโมชันให้สอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภคในแต่ละประเทศรวมถึงประเทศไทยโดยเฉพาะ นอกจากนี้ การทำการตลาดที่เกาะกระแสเทรนด์ และเชื่อมโยงกับเทศกาลหรือวัฒนธรรมท้องถิ่น ก็ช่วยให้แบรนด์ดูสดใหม่อยู่เสมอ
 
ล่าสุด KFC ประเทศไทย เปิดรับศักราชใหม่ปี 2569 ด้วยแคมเปญสุดพิเศษ “กระเป๋าบักเก็ตโชคดี” ต้อนรับปีใหม่ด้วยทั้งความอร่อยและความเป็นสิริมงคล ส่งต่อพลังบวกให้แฟนๆ เริ่มต้นปีอย่างสดใส

ภาพจาก www.facebook.com/kfcth
 
จากอินไซต์ความเชื่อเรื่องโชคลาภและการเสริมดวงของคนไทยในช่วงต้นปี KFC ได้นำไอเดียความมงคลมาต่อยอดเป็นแคมเปญสร้างสีสัน ด้วยการจัดพิธีบวงสรวงเสริมโชครับปีใหม่ โดยอาจารย์ กานต์ มุสิกบุญเลิศ (อาจารย์ปุ๊บปั๊บ) จากสยามพิธี พร้อมพนักงาน KFC ร่วมสวดอวยพร เพื่อส่งต่อความมั่งคั่ง สุขภาพ ความรัก และความสำเร็จให้กับผู้บริโภค
 
ไฮไลต์ของแคมเปญคือ “กระเป๋าบักเก็ตโชคดี” ไอเท็มนำโชคที่มาพร้อม 4 ข้อความมงคลให้สะสม ได้แก่ สมหวัง แข็งแรง ร่ำรวย และ สำเร็จ ซึ่งลูกค้าจะได้รับแบบสุ่ม เมื่อสั่งชุดบักเก็ตที่ร่วมรายการในราคาเริ่มต้น 199 บาท
 
นอกจากนี้ KFC ยังเสริมความสนุกด้วยหนังโฆษณาที่หยิบอินไซต์สายมูมาเล่าเรื่องในมุมอารมณ์ขัน ผ่านไอคอนวงการของขลัง “เอ็ม หัตถ์เทพ” ก่อนเฉลยว่า ของขลังชิ้นใหม่รับปีนี้ คือ “กระเป๋าบักเก็ตโชคดี” จาก KFC นั่นเอง
 
สำหรับแคมเปญ “กระเป๋าบักเก็ตโชคดี” สามารถรับได้เมื่อซื้อชุดบักเก็ตที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 มกราคม 2569 ที่ร้าน KFC ทุกสาขา (ยกเว้นสาขาสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ) 
 
Bonchon (บอนชอน) – เกาหลีใต้
 
ภาพจาก www.facebook.com/bonchonthailand

ผู้นำไก่ทอดเกาหลีในไทย ที่ยืนระยะได้ยาวที่สุด
 
Bonchon ถือเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกของแบรนด์ไก่ทอดต่างชาติ ที่สามารถปักหลักยืนหยัดและเติบโตในประเทศไทยได้อย่างมั่นคง โดยแบรนด์เข้ามาทำตลาดในไทยตั้งแต่ปี 2554 โดยเปิดสาขาแรกที่ทองหล่อ และอยู่ในตลาดมาแล้วกว่า 14 ปี ภายใต้การบริหารของ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
 
ความสำเร็จของ Bonchon มาจากการสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนตั้งแต่วันแรก ด้วยไก่ทอดสไตล์เกาหลีที่เคลือบซอสสูตรเฉพาะ เน้นความกรอบนอก ฉ่ำใน และรสชาติที่ต่างจากไก่ทอดแบบอเมริกันอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน การควบคุมคุณภาพที่สม่ำเสมอในทุกสาขา ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
 
ในเชิงกลยุทธ์ Bonchon เลือกขยายธุรกิจผ่านโมเดลแฟรนไชส์ ทำให้สามารถขยายสาขาได้รวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีจำนวนสาขาในไทยแล้ว 122 สาขา โดยวางตำแหน่งแบรนด์ในระดับพรีเมียมแมส ราคาเริ่มต้นประมาณ 139 บาท
 
หลายคนมองว่า Bonchon ไม่ได้แข่งขันด้วยราคา แต่แข่งขันด้วยพลังของแบรนด์ ความคุ้นเคยของผู้บริโภค และมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ ซึ่งทำให้แบรนด์ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดไก่ทอดเกาหลีในไทยได้อย่างเหนียวแน่นจนถึงปัจจุบัน
 
Zhengxin Chicken Steak (เจิ้งซิน) – จีน
 

 
ไก่ทอดสตรีทฟู้ดจีน ราคาถูก ที่เน้นปริมาณและความเร็ว
 
Zhengxin Chicken Steak เป็นตัวแทนของแบรนด์ไก่ทอดจีนที่เข้ามาทำตลาดไทยด้วยโมเดล “ราคาต่ำ” อย่างชัดเจน แบรนด์เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2567 โดยเปิดสาขาแรกที่ One Connex ภายใต้การบริหารของ บริษัท แอลที เอฟแอนด์บี จำกัด และแม้จะอยู่ในตลาดเพียง 1 ปี ก็สามารถขยายสาขาได้แล้ว 7 สาขา
 
จุดแข็งสำคัญของ Zhengxin คือ การตั้งราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ขายไก่ทอดราคาเริ่มต้นเพียง 15 บาทต่อชิ้น ทำให้สามารถเจาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และตลาดแมสได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ไก่ทอดรสเผ็ดสูตรเฉพาะสไตล์จีน และขนาดสินค้าที่ใหญ่เมื่อเทียบกับราคา ก็ช่วยสร้างภาพจำด้าน “ความคุ้มค่า” ให้กับแบรนด์
 
ในเชิงกลยุทธ์ Zhengxin เลือกขยายธุรกิจผ่านโมเดล แฟรนไชส์ ซึ่งเปิดโอกาสให้แบรนด์เติบโตได้เร็ว หากเลือกทำเลที่เหมาะสม เช่น พื้นที่ใกล้สถานศึกษา แหล่งชุมชน หรือโซนสตรีทฟู้ด 
 
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของแบรนด์ไก่ทอดจากจีนในระยะยาว คือ การควบคุมคุณภาพและความสม่ำเสมอของรสชาติในทุกสาขา ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้วัดว่า Zhengxin จะเติบโตได้ยั่งยืนเพียงใดในตลาดไก่ทอดเมืองไทย
 
Wallace (วอลเลซ) – จีน
 
ภาพจาก www.facebook.com/wallacethailand

Fast Food จีน ที่ออกแบบมาเพื่อชนตลาดแมส
 
Wallace เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดจากประเทศจีนที่เริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปี 2568 ภายใต้การบริหารของ บริษัท ซีเอฟจี แอนด์ เจทีไอ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยเปิดสาขาแรกบริเวณ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และปัจจุบันขยายสาขาในไทยแล้ว 9 สาขา
 
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า Wallace มีโครงสร้างธุรกิจที่ใกล้เคียงเชนฟาสต์ฟู้ดระดับโลก ด้วยเมนูที่หลากหลาย ทั้งไก่ทอดทั้งตัว แฮมเบอร์เกอร์ และเมนูทานง่ายอื่นๆ ที่ตอบโจทย์มื้ออาหารเร่งด่วน จุดเด่นสำคัญคือการตั้งราคาที่เข้าถึงได้ง่าย โดยมีราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 39 บาท ทำให้แบรนด์สามารถเจาะตลาดแมสได้อย่างชัดเจน
 
ในเชิงกลยุทธ์ Wallace เลือกใช้แนวทางไม่ขายแฟรนไชส์ในระยะเริ่มต้น แต่ขยายสาขาด้วยการลงทุนเอง เพื่อควบคุมมาตรฐานสินค้า การบริการ และภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างใกล้ชิด 
 
สุดท้ายหาก Wallace สามารถรักษาคุณภาพและปรับรสชาติให้เข้ากับผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าน่าจะมีศักยภาพในการขยายสาขาและก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในฐานะผู้เล่นสำคัญของตลาดไก่ทอดแมสในอนาคต
 
Pelicana (เพลิคาน่า) – เกาหลีใต้
 
ภาพจาก www.facebook.com/PelicanaChickenThailand

ไก่ทอดสายต้นตำรับ ที่ขายคุณภาพมากกว่าความเร็ว
 
Pelicana เป็นแบรนด์ไก่ทอดเกาหลีต้นตำรับที่เข้ามาทำตลาดในไทยปี 2568 โดยเปิดสาขาแรกที่สยามสเคป ภายใต้การบริหารของ บริษัท เพลิคาน่า (ประเทศไทย) จำกัด ปัจจุบันมี 4 สาขา และวางตำแหน่งตัวเองเป็นไก่ทอดเกาหลีระดับพรีเมียม
 
จุดแข็งสำคัญของ Pelicana คือความพิถีพิถันในกระบวนการผลิต ตั้งแต่การหมักไก่นานถึง 24 ชั่วโมง ไปจนถึงการทอดสดแบบทอดทีละจาน เพื่อคงคุณภาพ รสชาติ และความฉ่ำของเนื้อไก่ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 99 บาท ซึ่งสะท้อนการวางตำแหน่งเป็นแบรนด์ที่เน้นคุณภาพมากกว่าความรวดเร็ว
 
ในเชิงกลยุทธ์ Pelicana เลือกไม่ขายแฟรนไชส์ และขยายสาขาอย่างระมัดระวัง เพื่อควบคุมมาตรฐานและประสบการณ์การรับประทานในทุกสาขา ทำให้แบรนด์เหมาะกับกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับต้นตำรับและประสบการณ์การนั่งทาน มากกว่าการเป็นอาหารเร่งด่วน และนี่คือจุดยืนที่ทำให้ Pelicana แตกต่างจากเชนไก่ทอดรายอื่นในตลาดเมืองไทย
 
Wingstop (วิงสต็อป) – สหรัฐอเมริกา
 
ภาพจาก www.facebook.com/wingstopth

ราชาไก่วิงส์ ที่เลือกทดลองตลาดไทยอย่างรอบคอบ
 
Wingstop เป็นแบรนด์ไก่วิงส์ชื่อดังจากสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเมื่อปี 2568 ภายใต้การดูแลของบริษัท เอส แอนด์ พี วิงส์ จำกัด โดยเปิดสาขาแรกที่มาบุญครอง และปัจจุบันยังมีเพียง 1 สาขา
 
จุดแข็งของ Wingstop คือความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเมนูปีกไก่ พร้อมซอสให้เลือกถึง 9 รสชาติ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในระดับโลก ราคาเริ่มต้น 159 บาท สะท้อนการวางตำแหน่งเป็นแบรนด์พรีเมียมที่เน้นคุณภาพและรสชาติเป็นหลัก
 
ในเชิงกลยุทธ์ Wingstop เลือกใช้แนวทางไม่ขายแฟรนไชส์ และขยายสาขาอย่างระมัดระวัง เพื่อทดสอบการตอบรับของผู้บริโภคไทยต่อไก่วิงส์ในระดับราคานี้ ความท้าทายของ Wingstop คือการสร้างความถี่ในการบริโภค (Frequency) ให้เกิดขึ้นในตลาดไก่ทอดเมืองไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจขยายสาขาในระยะถัดไป
 
JOE WINGS – ไทย
 
ภาพจาก FB : Joe Wings

แบรนด์ไทยที่พัฒนาเพื่อตอบโจทย์คนเมือง
 
JOE WINGS เป็นแบรนด์ไก่ทอดสัญชาติไทยที่เปิดตัวเมื่อปี 2568 ภายใต้การบริหารของ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ “โอ้กะจู๋” โดยเปิดสาขาแรกที่สยามพารากอน และขยายสาขาในไทยแล้ว 7 สาขา
 
จุดแข็งสำคัญของ JOE WINGS คือความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคไทยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับรสชาติใหม่ๆ แบรนด์พัฒนารสชาติไก่ทอดถึง 9 รสชาติ เพื่อตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้บริโภค
 
ด้านการตั้งราคา JOE WINGS เลือกตั้งราคาที่เข้าถึงง่าย เริ่มต้น 119 บาท สะท้อนให้เห็นถึงการวางตำแหน่งให้เป็นแบรนด์อาหารฟาสต์ฟู้ดที่เหมาะกับทุกช่วงโอกาสของการรับประทาน ไม่ว่าจะซื้อทานคนเดียวหรือทานกับเพื่อนเป็นกลุ่ม 
 
แม้ JOE WINGS ยังไม่ได้ขายแฟรนไชส์ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านไก่ทอดมองว่าแบรนด์ไก่ทอดสัญชาติอเมริกามีศักยภาพาเติบโตสูงในตลาดไก่ทอดเมืองไทย ด้วยความเข้าใจผู้บริโภคและการสร้างแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์คนเมือง หากสามารถรักษาคุณภาพและรสชาติได้ต่อเนื่อง ก็มีโอกาสเป็นคู่แข่งสำคัญของเชนไก่ทอดต่างชาติในตลาดเมืองไทยในอนาคต
 
Hot Star (ฮอท สตาร์) – ไต้หวัน
 
ภาพจาก FB : HOT STAR Giant Fried Chicken Thailand

ไก่ทอดชิ้นยักษ์ ที่ขายประสบการณ์และไวรัลบนโลกออนไลน์
 
Hot Star เป็นแบรนด์ไก่ทอดจากไต้หวันที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเมื่อปี 2568 ภายใต้การบริหารของ บริษัท ฮอท สตาร์ ชิกเก้น (ประเทศไทย) จำกัด โดยเปิดสาขาแรกที่สยามสแควร์ ซอย 3 และปัจจุบันมี 2 สาขา
 
จุดเด่นของ Hot Star คือ การนำเสนอไก่ทอดชิ้นใหญ่ขนาดเท่าหน้าคน ซึ่งสร้างความแตกต่างจากไก่ทอดทั่วไปในตลาดเมืองไทย ราคาเริ่มต้นเพียง 39 บาท ทำให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่าและสามารถแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็ว
 
การวางกลยุทธ์ของ Hot Star มุ่งเน้นทำเลวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวเป็นหลัก เพื่อสร้างกระแสไวรัลและการพูดถึงแบรนด์ในวงกว้าง ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้าง Awareness ได้อย่างรวดเร็ว แม้จำนวนสาขาจะยังมีน้อยในประเทศไทย
 
ด้านการขยายสาขาของ Hot Star โดยไม่ขายแฟรนไชส์ แต่เน้นควบคุมคุณภาพและสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้บริโภคในแต่ละสาขา หากแบรนด์ไก่ทอดจากไต้หวันสามารถสร้างความนิยมและรักษากระแสไวรัลได้ต่อเนื่อง น่าจะมีโอกาสเติบโตและกลายเป็นแบรนด์ไก่ทอดต่างชาติที่โดดเด่นในตลาดเมืองไทย แม้จะต้องแข่งขันกับแบรนด์ต่างชาติและเชนไก่ทอดขนาดใหญ่
 
ใครท้าชน KFC ได้จริง ในตลาดไก่ทอดเมืองไทย ปี 2026
 

ภาพจาก www.facebook.com/kfcth

การแข่งขันของตลาดไก่ทอดเมืองไทย ไม่ได้วัดกันที่ “ใครอร่อยกว่า” แต่ยู่ที่ว่าใครมีโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งพร้อมแข่งขันในระยะยาว เพราะ KFC ไม่ได้แข่งด้วยรสชาติอย่างเดียว แต่แข่งด้วยระบบซัพพลายเชน ทำเล ราคา และการตลาดระดับประเทศ
 
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า KFC แข็งแกร่งตรงไหน
 
KFC ในไทยมีสาขากว่า 1,157 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ปั๊มน้ำมัน ชุมชน ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงพื้นที่ต่างจังหวัดใหญ่ๆ มีผู้ถือสิทธิแฟรนไชส์ 3 กลุ่มบริษัทใหญ่ มีระบบซัพพลายเชนที่ทำให้ต้นทุนต่ำ และเป็นแบรนด์ที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค
 
ดังนั้น การ “ท้าชน KFC” ไม่ได้หมายถึงแย่งลูกค้าเฉพาะกลุ่ม แต่ต้องแย่งลูกค้าตลาดแมส โดยพัฒนาเมนูใหม่ๆ ต่อเนื่อง
 
สรุป 
 

ในปี 2026 ตลาดไก่ทอดเมืองไทยยังเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น จากจำนวนแบรนด์ที่หลากหลายและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนกว่าเดิม แบรนด์ต่างๆ จึงไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านราคาและความอร่อยของไก่ทอด แต่หันมาเน้นการสร้างความแตกต่างผ่านนวัตกรรมรสชาติและซอส (Flavor & Sauce) โดยมีการพัฒนาซอสสูตรเฉพาะ รสชาติที่ผสมผสานความเป็นท้องถิ่นและสากล รวมถึงการออกเมนูแบบจำกัดเวลา เพื่อกระตุ้นให้อยากลิ้มลองและสร้างการจดจำแบรนด์อย่างต่อเนื่อง
 
ขณะเดียวกัน การเจาะกลุ่มผู้บริโภค Gen Z กลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันในตลาด โดยแต่ละแบรนด์ไก่ทอดต่างมุ่งสร้างประสบการณ์ที่มากกว่าแค่การทานอาหาร 
 
ทั้งในแง่การออกแบบร้านและแพ็กเกจให้เหมาะกับการแชร์บนโซเชียลมีเดีย การใช้แคมเปญออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงการทำ Collaboration กับแบรนด์หรือคาแรกเตอร์ต่างๆ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้บริโภค กลยุทธ์เหล่านี้ช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสารตัวตนและสร้างความแตกต่างในตลาดที่มีความคล้ายคลึงกันสูง
 
นอกจากนี้ ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบและสุขภาพมากขึ้น ทำให้หลายแบรนด์ใช้การสื่อสารด้าน Health & Ingredient Focus เป็นจุดยืนระยะยาว เช่น การเลือกใช้วัตถุดิบที่มีที่มาและมาตรฐานชัดเจน การพัฒนาเมนูทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ หรือการจับกลุ่มลูกค้าเฉพาะทางอย่างสายสุขภาพและสายฟิตเนส ส่งผลให้ตลาดไก่ทอดในปี 2026 เป็นการแข่งขันเชิงแบรนด์และคุณค่า (Value Proposition) มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
481
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
414
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
383
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
377
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
372
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
368
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด